หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
คดีที่ดินเขากระโดงมหากาพย์อันยาวนานของการบุกรุกที่ดินรัฐจำนวน 5,083 ไร่ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ได้มีการทยอยฟ้องเป็นแปลงและฟ้องรวมกันหลายแปลงจนมีศาลฎีกาตัดสินให้ชนะคดีแล้ว 2 ศาล บางแปลงการรถไฟฯชนะในชั้นอุทธรณ์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ศาลชั้นต้นจังหวัดบุรีรัมย์ก็ตัดสินให้การรถไฟฯชนะคดีอีก 1 แปลง
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าฟ้องกันกี่แปลงกี่คดีศาลก็ยืนให้การรถไฟฯชนะคดีประชาชนที่ครอบครองที่ดินใน 5,083 ไร่มาโดยตลอด
แต่ที่ต้องจับตาดูคือ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ, ขับไล่, ละเมิด, เรียกค่าเสียหาย ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณแยกเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ รวมกว่า 160 แปลง
ในจำนวนนี้ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 8564 ซึ่งครอบครองโดยนางกรุณา ชิดชอบ และโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 ซึ่งครอบครองโดยบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด
ล่าสุดวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่ง (ตามหนังสือศาลลงวันที่ 10–11 กุมภาพันธ์ 2569) ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกรมแผนที่ทหาร ทำการรังวัดและจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ ในคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องเพิกถอนโฉนดและขับไล่ผู้ครอบครองรวม 24 คดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาและบังคับคดี
โดยเหตุผลของศาลคือ ต้องพิสูจน์ตำแหน่งที่ดินจริงให้ตรงกับแนวเขตกฎหมายและข้ออ้างของทั้งสองฝ่าย ไม่ให้ตัดสินจากเอกสารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของกลุ่ม “กรุณา ชิดชอบ, เนวิน ชิดชอบ, บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และบริษัท เค.มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด” รวมอย่างน้อย 17 แปลง และเป็นคู่ความสำคัญในคดีดังกล่าว และรู้กันว่า เนวิน ชิดชอบนั้น เป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินที่ครอบคลุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ
วันนี้กรมที่ดินอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย อยู่ใต้กระทรวงคมนาคมและภายใต้อำนาจรัฐของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะมีอำนาจไหนมากดดันให้เบี่ยงเบนการต่อสู้คดีหรือไม่ หรือทำให้คนการรถไฟฯ สู้คดีแบบไม่เต็มกำลังไหม เพราะสุดท้ายแล้วศาลต้องพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยหยิบยกมาสู้คดีกัน
แต่ถ้าเราย้อนไปอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-876/2560 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ซึ่งเป็นคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากผู้ครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดง สิ่งที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกาไม่ได้พิพากษาเพราะเชื่อคำกล่าวอ้างของการรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่ใช้พยานหลักฐานหลายชุดประกอบกันจนเห็นว่า พื้นที่พิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟตามกฎหมาย และประชาชนที่เข้ามาครอบครองภายหลังไม่มีสิทธิออกเอกสารสิทธิได้
สิ่งแรกที่ศาลให้ความสำคัญมากที่สุด คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2462 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเวนคืนและกำหนดเขตพื้นที่สำหรับสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาไปอุบลราชธานี โดยในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้กำหนดแนวเขตที่ดินไว้อย่างชัดเจน และบริเวณเขากระโดงอยู่ภายในแนวเขตที่กำหนดนั้น
ประเด็นสำคัญคือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแล้ว ที่ดินที่อยู่ในเขตดังกล่าวย่อมตกเป็นทรัพย์สินของรัฐเพื่อกิจการรถไฟ ไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แบบที่ดินเอกชนทั่วไป เพราะเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยอำนาจกฎหมายพิเศษ ไม่ใช่การซื้อขายระหว่างเอกชน
พยานหลักฐานชุดที่สองที่ศาลให้ความสำคัญมาก คือ แผนที่และเอกสารทางวิศวกรรมของกรมรถไฟหลวงในอดีตและการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งแสดงแนวเขตทางรถไฟและเขตที่ดินที่กันไว้สำหรับกิจการรถไฟ ศาลเห็นว่าเอกสารเหล่านี้สอดคล้องต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน และไม่ปรากฏว่ารัฐเคยสละหรือถอนสภาพที่ดินดังกล่าวออกจากการเป็นที่ดินรถไฟแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังมีแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการรังวัดเปรียบเทียบตำแหน่งที่ดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตเดียวกับพื้นที่ที่การรถไฟใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนตัวทางรถไฟ คันดิน เขตความปลอดภัย และพื้นที่ที่กันไว้สำหรับการขยายกิจการรถไฟในอนาคต
อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด คือข้ออ้างของชาวบ้านว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ว่างเปล่า ไม่เคยมีรางรถไฟพาดผ่าน จึงไม่น่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟ
ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างนี้ โดยวางหลักสำคัญว่า กฎหมายรถไฟไม่ได้กำหนดว่าที่ดินของการรถไฟต้องเป็นพื้นที่ที่มีรางรถไฟวางอยู่เท่านั้น พื้นที่ที่กันไว้เพื่อกิจการรถไฟ ไม่ว่าจะใช้เป็นเขตปลอดภัย คันทาง ลานเก็บวัสดุ พื้นที่สำหรับขยายโครงการ หรือพื้นที่สนับสนุนการเดินรถ ก็ยังคงเป็นที่ดินของการรถไฟเช่นเดียวกัน
ศาลยังพิจารณาด้วยว่า หลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว การรถไฟได้เข้าดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟจริง มีการเปิดเดินรถจริง และพื้นที่บริเวณเขากระโดงก็อยู่ในแนวโครงการดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่ารัฐทอดทิ้งหรือสละสิทธิในที่ดินเพียงเพราะบางส่วนยังไม่ได้ใช้วางรางรถไฟ
ส่วนเรื่องเอกสารสิทธิที่ชาวบ้านได้รับในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น น.ส.3 ก. หรือโฉนด ศาลฎีกาวินิจฉัยในทำนองเดียวกันทั้งสองคดีว่า
หากที่ดินเดิมเป็นที่ดินของรัฐและเป็นที่ดินรถไฟอยู่ก่อนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวมาออกเอกสารสิทธิให้เอกชนได้
กล่าวง่าย ๆ คือ ศาลไม่ได้มองว่าเอกสารสิทธิเหล่านั้นถูกต้องเพียงเพราะออกโดยทางราชการ แต่ย้อนกลับไปตรวจสอบว่า ที่ดินต้นกำเนิดเป็นของใครก่อน หากต้นทางเป็นที่ดินของรัฐที่สงวนไว้เพื่อกิจการรถไฟ การออกเอกสารสิทธิภายหลังก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ของการรถไฟสูญหายไป
ศาลยังพิจารณาประเด็นการครอบครองปรปักษ์ด้วย เพราะจำเลยหลายรายอ้างว่าครอบครองที่ดินมายาวนานหลายสิบปี
แต่ศาลวางหลักว่า ที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้ ดังนั้นแม้จะครอบครองมานานเพียงใด ก็ไม่ทำให้สิทธิของการรถไฟหมดไป
ในคดีปี 2561 (คดีนายศุภวัฒน์) ศาลฎีกายังลงลึกไปถึงการตรวจสอบแนวเขตเฉพาะแปลง โดยเปรียบเทียบแผนที่โครงการทางรถไฟ แผนที่รังวัดของกรมที่ดิน และตำแหน่งที่ดินพิพาทจริงในพื้นที่ ก่อนสรุปว่าแปลงพิพาทอยู่ในเขตที่ดินรถไฟที่ถูกกำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกา 2462 อย่างแท้จริง ไม่ใช่การคาดคะเนจากเอกสารเพียงฉบับเดียว
เมื่อรวมเหตุผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสินว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟเพราะ “การรถไฟบอกว่าเป็นของตน” แต่ตัดสินจากพยานหลักฐาน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1.พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตก่อสร้างทางรถไฟ พ.ศ. 2462 ซึ่งทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐเพื่อกิจการรถไฟ
2.แผนที่และเอกสารราชการของกรมรถไฟหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ต่อเนื่องกันมาตลอด
3.หลักฐานการก่อสร้างและใช้ประโยชน์ในกิจการรถไฟจริง
4.การตรวจสอบแนวเขตและตำแหน่งที่ดินพิพาทเปรียบเทียบกับแนวเขตตามกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทในคดีทั้งสองชุดเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิยึดถือหรืออ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าว และให้ขับไล่ออกจากพื้นที่พร้อมชดใช้ค่าเสียหายแก่การรถไฟ
ประเด็นสำคัญที่สุดที่มักถูกมองข้ามคือ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยเพียงว่า “การรถไฟชนะคดีขับไล่” เท่านั้น แต่ศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามพระราชกฤษฎีกา 2462 และการออกเอกสารสิทธิให้เอกชนภายหลังไม่อาจตัดสิทธิของการรถไฟได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ภายหลังการรถไฟนำคำพิพากษาทั้งสองชุดไปใช้เป็นฐานในการร้องขอให้กรมที่ดินตรวจสอบเอกสารสิทธิบริเวณเขากระโดงตามมาตรา 61 จนนำมาสู่คดีปกครองที่คุณส่งมาก่อนหน้านี้
ที่สำคัญ คดีเขากระโดงยังขึ้นสู่ศาลปกครองกลาง (คดีหมายเลขดำ 2494/2564) และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลได้วางหลักชัดว่า จุดตัดสินไม่ได้อยู่ที่การครอบครองหรือการใช้ประโยชน์ของเอกชน แต่คือ “สถานะของที่ดินตามกฎหมายตั้งแต่ต้น” โดยศาลวินิจฉัยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายของกรมรถไฟแผ่นดินตั้งแต่ช่วงปี 2462–2465 และสิทธินั้นตกทอดมาเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามกฎหมาย ทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อกิจการรถไฟตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อหลักนี้ถูกยืนยัน ศาลจึงเห็นว่าเอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังเป็นการออกทับที่ดินของรัฐโดยคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและกฎหมาย และไม่อาจก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ได้ แม้จะมีการครอบครองหรือใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานก็ตาม คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเฉพาะราย แต่กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า เมื่อพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของรัฐตั้งแต่ต้น สิทธิใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมหมดน้ำหนักโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นต้องจับตาดูว่า เมื่อถึงแปลงที่ตระกูลชิดชอบถือครองอยู่ในการพิจารณาคดีของศาล จะมีผลที่ตรงกันกันข้ามกับการพิจารณาคดีก่อนหน้านี้หรือไม่
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


