หากเรานับตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2568 แล้วชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ก็ต้องนับได้ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วเกือบ 10 เดือน โดยคิดเสียว่าสมัยแรกเป็นการทดลองงาน และสมัยที่สองเป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านการทดลองงานมาแล้ว
เป็นอย่างไรบ้างครับ เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของอนุทินหรือยัง แต่แน่ๆ เราเห็นเขาจัดงานอีเวนต์และไปเปิดงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน ยังไม่เคยเห็นเขาพูดอย่างเป็นทางการถึงทิศทางที่จะบริหารประเทศเลย
แน่นอนว่า สิ่งที่สังคมเริ่มตั้งคำถามคือระบอบสีน้ำเงินที่ควบคุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระจะเป็นอันตรายมากกว่าระบอบทักษิณหรือไม่
อนุทินบอกว่า เขาเป็นคนใช้คนทำงานเป็น ลักษณะงานของเขาจึงเป็นการมอบหมายงานให้คนโน้นคนนี้ ตอนแรกหลายงานเขามอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายทุนของพรรค ดูแลตั้งแต่วิกฤตพลังงานไปจนถึงโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สุดท้ายเขาคงรู้ว่ากระแสสังคมไม่ค่อยไว้วางใจ จึงโยนงานทั้งสองเรื่องไปให้เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูแล
ตอนนี้ก็รอดูว่านโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยที่มอบหมายให้เอกนิติไปศึกษา 90 วันนั้นจะเป็นอย่างไร เวลาก็ล่วงเลยมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเอกนิติจะฟังเสียงคัดค้านหรือไม่ หรือจะผลักดันโครงการนี้ต่อไป
ถ้าพลิกไปดูร่างกฎหมาย SEC ที่พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอไว้ ก็จะพบว่าเปิดทางให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี เทียบได้กับระยะเวลาที่อังกฤษเช่าฮ่องกงเลยทีเดียว แถมยังมีอภิสิทธิ์อีกมากมาย ทั้งเรื่องการนำแรงงานเข้ามาทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกฎหมายคนเข้าเมือง รวมถึงการใช้เงินตราต่างประเทศ ลองคิดย้อนกลับไปดูว่า หากรัฐบาลอนุทินยังยึดแนวทางนี้ ประเทศจะได้อะไรบ้าง
เอกนิติเพิ่งจะพลาดพลั้งถูกสังคมกระหน่ำจนอนุทินต้องสั่งถอยในเรื่องตัดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ที่ถูกลูกนำชื่อมาหักภาษี ทั้งที่หลักเกณฑ์การนำพ่อแม่มาหักภาษีนั้น พ่อแม่ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน ไม่ใช่จะเอาพ่อแม่ที่ร่ำรวยมาหักภาษีได้ จนหลายคนตั้งคำถามว่า เอกนิติใช้ส่วนไหนของร่างกายคิดนโยบายนี้
อีกหนึ่งในความหวังที่จะอุ้มชูรัฐบาลอนุทินที่เป็นคนนอก คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
บทพิสูจน์ของสีหศักดิ์ก็คือปัญหากับกัมพูชา ทั้งการเจรจาภายใต้ MOU 2543 ที่ไทยยังยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เอาไว้ และการเจรจาพื้นที่พิพาททางทะเลภายใต้กฎหมาย UNCLOS ว่าเขาจะมีความสามารถรับมือกับกัมพูชาได้หรือไม่ บทชี้ชะตาของสีหศักดิ์อยู่ตรงนั้น
คนนอกอีกคนที่เป็นความหวังของอนุทิน ก็คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เงียบหายไปหลังไลฟ์ขายทุเรียนกับพิมรี่พาย ที่ตอนแรกบอกว่าเป็นทุเรียนพรีเมียมลูกละ 100 บาท จนคนออกมาท้วงติงว่าเป็นการทำลายตลาดทุเรียน จนต้องออกมาแก้ตัวกันพัลวัน จากนั้นก็ตามมาด้วยภาพซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างรถพุ่มพวงที่อนุทินเป็นคนขับ ก่อนที่เธอจะเงียบหายไปท่ามกลางวิกฤตราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
เอกนิติ-สีหศักดิ์-ศุภจี สามแม่ครัวของอนุทินวันนี้จึงคงยังตั้งหลักอยู่ว่าจะพิสูจน์ฝีมือตัวเองอย่างไร เพื่อให้สังคมเชื่อมือในความรู้ความสามารถได้
ตอนนี้อีกสิ่งที่สังคมตั้งคำถามก็คือ บรรดารัฐมนตรีลูกเทพแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรบ้าง และมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทำงานในระดับนี้ได้หรือไม่
แน่นอนว่าลูกเทพที่สังคมจับตามองมากที่สุดก็คือ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่หลายคนเชื่อว่าพรรคกำลังปั้นให้เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต
ตอนนี้เขากำลังเผชิญคำถามจากสังคมและฝ่ายค้านเรื่องโครงการ TH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากว่ามีการฮั้วประมูลหรือล็อกสเปกหรือไม่ เมื่อข้อพิรุธต่างๆ ถูกตั้งคำถามจากคนในแวดวงไอทีว่า อาจเป็นนโยบายที่สูญเปล่า แม้ว่าเรื่อง AI จะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนก็ตาม
แต่เมื่อนี่เป็นนโยบายของรัฐมนตรีที่เป็นลูกชายของเนวิน ชิดชอบ ผู้มีอำนาจเหนือพรรค และเคยเตะก้นอนุทินมาแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่เราได้ยินอนุทินประกาศว่าโครงการนี้จะต้องเดินหน้าต่อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไชยชนกถูกตั้งคำถามมากที่สุดกลับเป็นเรื่องวุฒิการศึกษา ที่ไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่สุดท้ายกลับมาจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดบุรีรัมย์
สำหรับผม การจบปริญญาตรีที่ไหนไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งที่สังคมถามก็คือ ไชยชนกจบ High School ที่ไหน และใช้วุฒิอะไรในการเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี
วันก่อน ไชยชนกได้ตอบคำถามเรื่องการศึกษาว่า เขาเรียน Prep School และ High School ที่อังกฤษ ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น แต่เรียนไม่จบ
เมื่อนักข่าวถามถึงกรณีที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17 ปี แต่เหตุใดจึงกลับมาจบปริญญาตรีที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไชยชนกกล่าวว่า เรื่องนี้เขาไม่เคยปิดบัง เคยเรียน Prep School และ High School ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีการฝึกงาน และสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ โดยยืนยันว่าไม่เคยปิดบังทั้งเรื่องครอบครัวและการศึกษา
ก่อนหน้านี้ในวิกิพีเดียระบุว่า เขาเคยเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาที่ City St George’s, University of London แต่ในวิกิพีเดียล่าสุดที่ผมเข้าไปดู ข้อมูลดังกล่าวถูกลบออกไปแล้ว พร้อมกับข้อความที่ระบุว่าเป็นบุตรของนางกรุณา
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุว่าเขาจบ High School จากที่ใด โดยยังคงระบุเพียงว่า จบ High School จาก Millfield Preparatory School ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
เรื่องนี้จึงยังเป็นปริศนา ผมพยายามเข้าใจว่าอาจเป็นเพียงข้อมูลที่ตกหล่น จึงอยากให้ไชยชนกเข้ามาแก้ไขข้อมูลในวิกิพีเดีย เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าจบ High School ที่ไหน
เพราะเราทราบกันดีว่า ใครก็สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลในวิกิพีเดียได้ ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมกับไชยชนก ก็คงต้องรอให้เจ้าตัวหรือผู้เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วเราก็คงจะได้ทราบว่าเขาจบ High School มาจากที่ใด
นี่ยังไม่นับเรื่องเขากระโดงที่อนุทินและไชยชนกถูกตั้งคำถามว่า การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่มีข้อพิพาทกับรัฐนั้น เหมาะสมหรือไม่ ในเมื่อทั้งคู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ
ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว.ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปถึงทั้งอนุทินและไชยชนก หากสุดท้าย กกต.ยกคำร้องว่าไม่มีความผิด จะขัดกับความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ และจะก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาเช่นเดียวกับกรณีที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ จนกลายเป็นว่าสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิดหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับรัฐบาลอนุทิน จึงทำให้ศรัทธาของประชาชนลดต่ำลงทุกวัน วันนี้ไปที่ไหนก็ได้ยินคำถามว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ได้จนสิ้นปีหรือไม่ แล้วคุณล่ะ คิดว่าอย่างไร
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


