เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
ผมพบบางสิ่งที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งในโลกวิชาการร่วมสมัย เรากำลังผลิต "นักวิพากษ์" ออกมาอย่างล้นเกิน แต่กลับขาดแคลน "นักสร้าง" อย่างวิกฤต โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิพากษ์ เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่ผมอยากเรียกว่า "อัมพาตจากการวิพากษ์" อันหมายถึงอาการที่เราจับจ้องมองหาแต่ข้อบกพร่อง จนสูญเสียความสามารถในการขยับเขยื้อนเพื่อลงมือทำ
นักคิดนักเขียนจำนวนไม่น้อยหลงใหลในการรื้อสร้าง ถอดถอนอำนาจที่แฝงเร้น และชี้หน้าวาทกรรมที่ครอบงำ สิ่งเหล่านี้จำเป็นครับ โลกของเราต้องการคนที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ใต้ความปกติธรรมดา แต่นั่นเป็นเพียง "ครึ่งทาง" ของปัญญาเท่านั้นเอง
น่าเสียดายที่เมื่อเราชำแหละแล้ว กลับไม่เยียวยา เมื่อเราทุบทำลายแล้ว กลับไม่ก่อร่างสร้างใหม่ สุดท้าย วิชาการจึงกลายเป็นเพียงสนามประลองความคมคายที่แยกขาดจากชีวิตจริงของผู้คน เป็นวงสนทนาที่กระซิบกระซาบกันเองในหมู่ชนชั้นนำทางปัญญาไม่กี่ร้อยคน ในขณะที่โลกข้างนอกกำลังร่ำร้องหาทางออก
เราอาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองเบา ๆ ว่า "ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เรากำลังรับใช้ความจริง หรือรับใช้ความงดงามทางทฤษฎีกันแน่?"
เกียรติภูมิของทฤษฎีวิพากษ์
ก่อนจะไปต่อ ผมอยากเน้นย้ำให้ชัดเจนก่อน ทฤษฎีวิพากษ์มีคุณูปการมหาศาลในการสอนให้เรารู้เท่าทันโครงสร้างที่กดทับ ตรงนี้เราต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้คิดค้น พวกเขาไม่เคยตั้งใจให้เราหยุดอยู่แค่การวิจารณ์ แต่พวกเขาปรารถนาการปลดปล่อย
ทว่า มรดกทางปัญญานี้กลับถูกนำมาใช้อย่างคับแคบในปัจจุบัน กล่าวคือ ใช้เป็นอาวุธในการชำแหละและทำลาย โดยปราศจากความรับผิดชอบที่จะเสนอทางเลือก ราวกับว่าเราได้เปลี่ยนเครื่องมือของนักต่อสู้เพื่อปลดปล่อย ให้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญการตำหนิติเตียน
งานวิชาการจำนวนนับไม่ถ้วนจบลงด้วยข้อสรุปสำเร็จรูปว่า "สิ่งนี้คือปัญหา" "สิ่งนี้ผลิตซ้ำความรุนแรงเชิงโครงสร้าง" แต่กลับไม่มีแม้แต่ย่อหน้าเดียวที่บอกว่า "แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ?" บทสรุปเหล่านั้นจึงกลายเป็นเพียง "ภาษาแห่งความสิ้นหวังอันสูงส่ง" ที่คมคาย แต่อ่านจบแล้วทิ้งให้ผู้อ่านรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างประหลาด
เหตุใดเราจึงกลัวโคลน?
คำถามสำคัญที่ชวนให้เราทบทวนตัวเอง คือ เหตุใดนักวิชาการผู้เฉียบแหลมเหล่านี้จึงไม่ยอมก้าวข้ามจาก "การวิจารณ์" ไปสู่ "การลงมือสร้าง"? หรือถามอีกแบบหนึ่งว่า "อะไรทำให้เราลังเลที่จะก้าวออกจากหอคอยอันปลอดภัยของเรา?"
ใจกลางของปัญหาอาจอยู่ที่ "ความบริสุทธิ์ทางทฤษฎี" ที่เราหวงแหน ในโลกของกรอบคิด ทุกอย่างถูกจัดระเบียบไว้อย่างงดงาม เราไม่ต้องต่อรองกับใคร ไม่ต้องเผชิญความล้มเหลว และที่สำคัญคือ ไม่ต้อง "แปดเปื้อน" แต่การลงมือปฏิบัติจริงในโลกทางกายภาพนั้นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง มันสกปรก ยุ่งเหยิง และพร้อมจะหักล้างสมมติฐานอันบริสุทธิ์ของเราได้ทุกเมื่อ
เมื่อคุณพยายามสร้างอะไรขึ้นมาจริง ๆ คุณต้องยอมลดตัวลงไปประนีประนอมกับอำนาจที่คุณเพิ่งวิพากษ์ ต้องยอมรับข้อจำกัดของงบประมาณ เวลา และกิเลสตัณหาของมนุษย์ ทางออกที่ดีที่สุดในตำราอาจใช้ไม่ได้เลยในโลกจริง และสิ่งที่คุณสร้างจะไม่มีวันบริสุทธิ์ผุดผ่องทันทีที่มันสัมผัสกับพื้นดิน
การถอยกลับขึ้นไปบนหอคอยจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่มันคือปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ของมนุษย์ผู้แสวงหาความปลอดภัยทางภูมิปัญญา
กลไกทางจิตวิทยา 3 ประการที่คอยรั้งเราไว้
มีกลไกบางอย่างในใจของเราที่ทำงานอย่างแนบเนียน คอยตรึงเราไว้ไม่ให้ยอม "เปื้อนโคลน" ผมลองชวนท่านมาสำรวจกลไกเหล่านี้ไปด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น และอาจพบหนทางก้าวข้าม
ลัทธิสมบูรณ์แบบในฐานะเกราะกำบัง: การตั้งมาตรฐานอุดมคติไว้สูงลิ่ว เช่น สังคมที่ไร้อำนาจโดยสมบูรณ์ อาจไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานอันสูงส่ง แต่บางครั้งมันกลายเป็นข้ออ้างอันแนบเนียนที่จะไม่ต้องเริ่มต้นทำอะไรเลย ความสมบูรณ์แบบไม่ได้ถูกใช้เป็นเป้าหมาย แต่อาจถูกใช้เป็น "คุก" ที่ขังเราไว้จากความเป็นจริง โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว
ความกลัวต่อการถูกทำให้อับอายทางปัญญา: การวิจารณ์คือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเรายืนอยู่บนที่สูงในฐานะผู้ตรวจการ คอยชี้จุดบกพร่องของผู้อื่นอย่างเฉียบคม แต่การ "สร้าง" นั้นแตกต่าง ทันทีที่คุณสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาจริง ๆ คุณจะตกเป็นเป้าของการถูกตรวจสอบบ้าง การไม่สร้างอะไรเลยจึงเป็นการรักษาหน้าตาทางปัญญาที่แนบเนียนที่สุด และก็เจ็บปวดน้อยที่สุดด้วย
กับดักแห่งความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม: การรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ให้พัวพันกับระบบที่ฟอนเฟะ อาจถูกเราเองทึกทักว่าเป็นจุดยืนจริยธรรมอันสูงส่ง การยืนอยู่วงนอกแล้วชี้นิ้วสั่งตัดศีลธรรมฟังดูอาจหาญและหนักแน่น แต่อีกด้านหนึ่ง ในโลกที่กำลังวิกฤต การรักษามือให้สะอาดอาจไม่ใช่คุณธรรมเสมอไป หากแต่มันคือ "อภิสิทธิ์" ชนิดหนึ่ง อภิสิทธิ์ของคนที่ไม่ต้องสัมผัสความทุกข์ยากที่แท้จริง เป็นอภิสิทธิ์ของคนที่ยืนบนหอคอยเพื่อชี้ผิดถูก โดยไม่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้คนที่กำลังจมอยู่ในโคลนตม
หนทางเยียวยา: เปลี่ยนผู้พิพากษาให้เป็นสถาปนิก
เมื่อเราได้เห็นกลไกเหล่านี้แล้ว เราอาจถามต่อไปว่า "แล้วเราจะเติมเต็มมิติที่ขาดหายได้อย่างไร?" ไม่ใช่เพื่อล้มล้างการวิพากษ์ แต่เพื่อทำให้มัน "สมบูรณ์" ขึ้น
เปลี่ยนการวิพากษ์ล้างทำลาย เป็นการวิพากษ์เปิดทาง: แทนที่จะหยุดตรงคำว่า "สิ่งนี้ผิด" เราอาจลองถามต่อให้ถึงที่สุดว่า "แล้วทางเลือกที่เป็นรูปธรรมคืออะไร?" การชี้ความล้มเหลวนั้นไม่ง่ายเลย แต่มันก็ยังง่ายกว่าการเสนอทางออกที่ทำได้จริง ซึ่งต้องใช้ทั้งสติปัญญา ความกล้าหาญ และจินตนาการที่มากกว่า
คิดแบบสร้างต้นแบบ: ลองเปลี่ยนคำถามวิจัยของเราจาก "อะไรคือปัญหา?" เป็น "เราจะออกแบบสิ่งที่ดีกว่าได้อย่างไร?" แล้วลงมือสร้างโมเดลทดลองเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบในครั้งแรก ขอแค่เรากล้าที่จะล้มเหลวเพื่อที่จะเรียนรู้ การลงมือสร้างไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือสมบูรณ์แบบ แต่มันอาจเริ่มต้นจากอะไรง่าย ๆ ที่ใกล้ตัว
เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้พิพากษา" เป็น "นักออกแบบ" หรือ "หมอ": ขยับจากการนั่งบัลลังก์ชี้ขาด มาเป็นสถาปนิกผู้แก้ปัญหา หรือเป็น "หมอ" ที่ลงมือรักษาคนไข้ โดยไม่ต้องรอผลวินิจฉัยที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในโลกจริง คนไข้กำลังจะตาย และไม่มีเวลามากพอให้เราวิเคราะห์จนหมดจด
ปฏิรูประบบประเมินคุณค่าทางวิชาการ: สถาบันการศึกษาอาจต้องกลับมาทบทวนตนเองเช่นกัน ว่าเรากำลังให้คุณค่าแก่อะไร เราเลิกนับแค่จำนวนชิ้นงานที่ตีพิมพ์ได้หรือไม่ และหันมาให้คุณค่าแก่ "ปัญญาจากการปฏิบัติ" เราอาจต้องสร้างพื้นที่ให้นักวิชาการกล้าเดินมาบอกว่า "เราได้ทดลองทำสิ่งนี้ มันล้มเหลว แต่มันสอนอะไรเราบ้าง" และคำพูดนั้นมีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จ
บทส่งท้าย
ผมอยากฝากคำถามทิ้งท้ายไว้กับนักวิชาการทุกท่าน รวมทั้งตัวผมเอง ด้วยความเคารพ: "เราจะวิจารณ์โลกไปเพื่ออะไร ถ้าเราไม่ยอมเปิดใจให้โลกเปลี่ยนเราบ้าง?"
การก้าวลงสู่ภาคปฏิบัติไม่ได้หมายถึงการที่ "เราไปเปลี่ยนโลก" เพียงฝ่ายเดียว แต่มันคือการยอมรับให้โลกและความยุ่งเหยิงของมันเปลี่ยนเราด้วย เปลี่ยนความยโสทางปัญญา ทลายความหลงใหลในความสะอาดทางทฤษฎี และละทิ้งมายาคติที่ว่ามีคำตอบอันสมบูรณ์แบบสำเร็จรูป
ในโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ ปัญญาที่แท้อาจไม่ได้ถือกำเนิดในห้องสมุดที่เงียบสงบ หรือห้องสัมมนาติดเครื่องปรับอากาศ หากแต่ถือกำเนิดในพื้นที่ที่มือต้องเปื้อนโคลน และรองเท้าต้องเปียกฝน
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเลือก ระหว่างการจมดิ่งอยู่ในอัมพาตเชิงวิพากษ์ต่อไป หรือการกล้าที่จะไม่สมบูรณ์แบบ แล้วก้าวลงลุยโคลนไปพร้อมกับผู้คน?


