หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
ตอนนี้มีโพสต์หนึ่งของ โจ มณฑานี ตันติสุข อดีตดีเจที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ผู้เจนจบการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อความว่า
“รู้จากวงในมานานแล้วแต่อุบไว้ กลุ่มคนดีย์ที่รุมขุดคุณพิพัฒน์และ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน แต่แกมีศักดิ์ศรี-แกไม่ให้ คุณขิงต้องสู้กลับ อย่ายอม”
หลังจากนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เข้าไปคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองหนึ่ง” ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาคอมเมนต์ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าใคร”
นอกจากนี้ท้ายโพสต์ยังมีคนเข้าไปคอมเมนต์ เช่น
“แก๊งค์รักษ์โลก รักพลังงาน ห่วงราคาน้ำมัน ปล่าว”
“สังกัดมูลนิธิหมาเฝ้าคอกใช่ป่าว”
“พวกที่สู้เพื่อพลังงาน นี่ ตัวดีเลยค่ะ หากิน ทำกัน จนเป็นอาชีพ”
“กลุ่มโจรโรงน้ำแข็งถนนพระอาทิตย์แน่ๆ”
“ไอ้แป๊ะเหรอ??”
ขณะที่โจ มณฑานี เข้ามาตอบว่า
“อย่าเดาเลยค่ะ เดาไปก็ผิด พี่ไม่ได้อยากให้มาเดาว่าใคร แค่อยากให้คนไทยอย่าเชื่อภาพคนเทาคนดีง่ายๆ”
ปัญหาของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ข้อความต้นทาง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่สาธารณะด้วย เพราะแม้เจ้าของโพสต์จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่คอมเมนต์จำนวนมากกลับพยายามเชื่อมโยงไปยังบุคคล กลุ่มบุคคล และเครือข่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้โพสต์จะไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยกลับพยายามช่วยกันหาคำตอบว่าใครคือ “กลุ่มคนดีย์” ที่ถูกกล่าวหา และใครคือบุคคลหรือเครือข่ายที่ถูกพาดพิง และเมื่อใครคิดว่าถูกกล่าวหา กลุ่มคนเหล่านี้ก็บอกว่า “ร้อนตัว“
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดคำถามทางกฎหมายตามมา เพราะกฎหมายหมิ่นประมาทไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่ามีการเอ่ยชื่อหรือไม่ แต่ยังพิจารณาด้วยว่าข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร และทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหายหรือไม่
ยิ่งเมื่อข้อกล่าวหาไม่ใช่เพียงเรื่องความเห็นทางการเมือง แต่เป็นการกล่าวหาว่ามีการ “รีดเงินเดือนละ 5 ล้านบาท” ความร้ายแรงของเรื่องก็เพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ เพราะคำว่ารีดเงินมีนัยถึงการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ การใช้การโจมตีหรือการเปิดข้อมูลเป็นเครื่องมือต่อรอง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นพฤติกรรมที่สังคมมองว่าไม่ชอบธรรม
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือปฏิกิริยาของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เอง
แน่นอนว่า การเข้าไปคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองหนึ่ง” ยังไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงในทางกฎหมายว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง แต่ในทางการเมืองและในสายตาของสาธารณชน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนจำนวนหนึ่งจะตีความว่านายพิพัฒน์ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
เมื่อประกอบกับคอมเมนต์ของนายอนุทินที่ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าใคร” ยิ่งทำให้เกิดการตีความในหมู่ผู้สนับสนุนและผู้ติดตามทางการเมืองว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจรับรู้ว่ากำลังพูดถึงใครอยู่
หากตั้งสมมติฐานว่าข้อกล่าวหานี้เป็นความจริง คำถามทางกฎหมายที่สำคัญจึงไม่ใช่เรื่องว่าใครถูกกล่าวหา แต่คือเมื่อรัฐมนตรีรับรู้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นแล้ว รัฐมนตรีควรทำอย่างไร
หากมีการเรียกเงินเดือนละ 5 ล้านบาทจริง เพื่อแลกกับการหยุดโจมตีทางการเมือง หยุดเปิดข้อมูล หรือหยุดสร้างความเสียหาย ย่อมเป็นเรื่องที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความผิดอาญาร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นกรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพย์ หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
เมื่อมีการกล่าวอ้างว่ามีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น ผู้เสียหายย่อมควรแจ้งความร้องทุกข์ นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์
เพราะหากรู้ว่าใครกำลังกระทำความผิด เหตุใดจึงปล่อยให้บุคคลนั้นกระทำเช่นเดียวกันกับผู้อื่นต่อไป
หากรู้ว่ามีขบวนการเรียกเงินจากนักการเมืองหรือรัฐมนตรี เหตุใดจึงไม่เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
และหากรู้ว่ามีการกระทำผิดจริง แต่ไม่ดำเนินการใด ๆ เลย สังคมก็ย่อมมีสิทธิถามถึงความเหมาะสมและความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เช่นกัน ว่าเข้าข่ายละเว้นตามมาตรา 157 เสียเองหรือไม่
ในทางกลับกัน หากเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง และไม่มีหลักฐานรองรับ คำถามก็จะย้อนกลับมาที่ผู้เผยแพร่ข้อกล่าวหา
เพราะการกล่าวหาว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใช้การโจมตีทางการเมืองเพื่อเรียกเงินเดือนละ 5 ล้านบาท เป็นข้อกล่าวหาที่มีลักษณะกล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำความผิดอาญาอย่างร้ายแรง
และในกรณีของโจ มณฑานี แม้จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยตรง และยังเข้ามาคอมเมนต์ภายหลังว่า “อย่าเดาเลยค่ะ เดาไปก็ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความรับผิดไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามีการเอ่ยชื่อหรือไม่เท่านั้น ศาลจะพิจารณาถึงผลของข้อความที่เผยแพร่ออกไปด้วยว่าทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้นหรือไม่
ยิ่งเมื่อใต้โพสต์มีผู้คนจำนวนมากพยายามเชื่อมโยงไปยังบุคคล กลุ่มบุคคล และเครือข่ายต่าง ๆ พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเป็นผู้เรียกรับผลประโยชน์หรือรีดเงิน ขณะที่เจ้าของโพสต์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาในสาระสำคัญอย่างชัดเจน ก็ย่อมทำให้เกิดคำถามได้ว่าการโพสต์ดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ถูกสังคมเชื่อมโยงหรือไม่
ดังนั้น หากท้ายที่สุดแล้วข้อกล่าวหาเรื่องการรีดเงินเดือนละ 5 ล้านบาทไม่มีมูลความจริง และไม่สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันได้ ผู้ที่ถูกสังคมเข้าใจว่าถูกกล่าวหาอาจมีสิทธิใช้ช่องทางทางกฎหมาย ทั้งการฟ้องคดีหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา การฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากการละเมิด และการดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพราะในทางกฎหมาย การไม่เอ่ยชื่อไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากความรับผิดเสมอไป หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ว่าหมายถึงใคร และบุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากข้อความดังกล่าวจริง แม้จะมีคนใส่ร้ายผู้อื่นโดยการโพสต์ลอยๆ แบบนี้ โดยคิดว่าเป็นชั้นเชิงหลบเลี่ยงความผิดตามกฎหมายก็ตาม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเรื่องนี้เป็นความจริง นายพิพัฒน์ควรนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อเอาผิดผู้รีดเงิน แต่หากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง โจ มณฑานี ก็ต้องพร้อมอธิบายต่อสังคมและต่อศาลว่าข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นั้นมีที่มาอย่างไร มีหลักฐานรองรับเพียงใด และเหตุใดจึงมั่นใจมากพอที่จะเผยแพร่ข้อกล่าวหาร้ายแรงเช่นนี้ต่อสาธารณะ
เพราะข้อกล่าวหาระดับ “รีดเงินเดือนละ 5 ล้านบาท” ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่สังคมสามารถมองว่าเป็นเพียงความคิดเห็นทางการเมืองทั่วไปได้ แต่เป็นข้อกล่าวหาที่มีนัยถึงการกระทำความผิดอาญาและกระทบต่อชื่อเสียงของผู้คนอย่างร้ายแรง
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้มีทางออกอยู่เพียงสองทางเท่านั้น
ถ้ามีการรีดเงินกันจริง ผู้เสียหายควรแจ้งความและนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะนี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาเล็กน้อย แต่เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญา
แต่ถ้าไม่มีการรีดเงินกันจริง ผู้กล่าวหาก็ควรพร้อมรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาที่ตัวเองเผยแพร่ เพราะการปล่อยให้ข้อกล่าวหาร้ายแรงลอยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ย่อมสร้างความเสียหายทั้งต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง และต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบทางการเมืองโดยรวม
แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีศักดิ์สยามที่ยังถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลและอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน กรณีฮั้ว ส.ว. ที่มีกระแสข่าวว่า กกต. อาจยุติการดำเนินการในบางส่วน ข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport ประเด็นเขากระโดง รวมถึงคำถามเกี่ยวกับประวัติการศึกษาที่หายไปบางช่วงของไชยชนก ชิดชอบ ตลอดจนเสียงวิจารณ์เรื่องนโยบายภาษีกรณีลูกใช้พ่อแม่หักภาษีที่ต้องถอยหลังจากกระแสต่อต้านของสังคม
จึงเป็นเรื่องที่สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับจริง หรือเป็นเพียงการสร้างประเด็นใหม่ขึ้นมาในจังหวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน และมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางความสนใจของสังคมไปยังเรื่องอื่น
คำตอบสุดท้ายคงไม่ได้อยู่ที่การเดากันในช่องคอมเมนต์ แต่อยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายนำข้อเท็จจริงและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ก่อนกัน เพราะในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงระดับนี้ไม่ควรจบลงเพียงแค่การโพสต์ การคอมเมนต์ และการปล่อยให้สังคมตีความกันเอง นายพิพัฒน์อย่ารอช้าถ้ามั่นใจว่านี่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องที่ไอโอของพรรคสร้างขึ้น
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


