xs
xsm
sm
md
lg

NDAA-2027...เมื่ออิสราเอลคิดจะยึดกองทัพอเมริกา!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


เบนจามิน เนทันยาฮู
เรียกว่า...ขนาดทั้ง “Fuck” ก็แล้ว “Ass” ก็แล้ว ยัง“เอาไม่อยู่” กันเห็นๆ!!! สำหรับผู้นำอเมริกาอย่าง“ทรัมป์บ้า” ในอันที่คิดจะหน่วงเหนี่ยว “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์-Benjamin Netanyahu”ไม่ให้รุกคืบโจมตีเลบานอน จนความพยายามที่จะหาข้อยุติ ข้อตกลงกับอิหร่าน อาจต้องล่มสลายเอาง่ายๆ การทิ้งระเบิดของกองทัพอิสราเอลบริเวณชานกรุงเบรุต ทั้งๆ ที่เพิ่งถูกผู้นำอเมริกาด่าเช็ด ด่าตะเม็ด ไปเมื่อก่อนหน้านี้ เลยทำให้อิหร่านเขาอดรนทนไม่ได้ ต้องสาด “บ้องข้าวหลามยักษ์” ใส่พื้นที่ต่างๆ ในอิสราเอล อันอาจถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพแห่งรัฐอิสลาม “IRGC” ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีต่อประเทศที่ไม่ได้เปิดฉากเล่นงานตัวเอง ในแบบ “แก้แค้น-เอาคืน” อะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความแน่นเหนียว หนึบหนับ ของบรรดากลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง ที่ได้รับคำเรียกขานว่า “Axis of Resistance”ว่าไม่ใช่เรื่อง “ล้อเหล้นน์น์น์”อีกต่อไป... 

อย่างไรก็ตาม...ถึงแม้อิสราเอลจะแว้งกลับมาถล่มอิหร่าน เล่นงานเป้าหมายสำคัญๆ ในหลายจุด หลายพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องบานปลาย ปลายบานเกินไปกว่านี้ เพราะการหาข้อยุติในการปะทะ ขัดแย้งกับกองทัพมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา ย่อมถือเป็นสิ่งที่ฝ่ายอิหร่านหนีไม่พ้นต้องนำมา “ชั่งน้ำหนัก”อยู่แล้วแน่ๆ ขณะที่ฝ่ายอิสราเอล เมื่อเจอกับคำพูดของ“ทรัมป์บ้า” ว่าอาจต้องปล่อยให้อิสราเอล “ดวลตัว-ต่อ-ตัว” กับอิหร่านไปตามลำพัง ก็เล่นเอาต้องสะดุด หยุดกึกลงไปจนได้!!! เพราะถ้าหากปราศจากผู้ที่คอยอุ้มชู ฟูมฟัก คอยให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าตั้งแต่เงิน อาวุธ การเมือง การทูต การทหาร ฯลฯ อย่างคุณพ่ออเมริกาแม้แต่ผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว อย่างบรรดาชาวยิวทั้งหลาย ย่อมมีสิทธิ์ “ไปไม่เป็น”ได้เช่นกัน... 

แต่ก็นั่นแหละ...ความตึงเครียดและการเผชิญหน้าใน “แนวรบตะวันออกลาง” ก็ใช่ว่าจะเกิดการผ่อนคลาย เกิดการหวนกลับมาสู่ภาวะปกติกันได้ง่ายๆ หรืออย่างที่ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน ท่าน “Ayatollah Seyyed Mojtaba Khamenei” ท่านได้ออกมาเตือนไว้ล่วงหน้า ในคำแถลงเนื่องในวาระครบรอบ 37 ปีแห่งการจากไปของอดีตผู้นำสูงสุด“Imam Khomeini” ว่าความปรารถนา-ต้องการ หรือ “ความเพ้อฝันทางภูมิรัฐศาสตร์” ของสิ่งที่เรียกว่า“The Greater Israel” นั้น จะมิมีวันยอมรับการดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่งและเป็นอิสระของอิหร่านที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการขยายอำนาจครอบงำทางทหารไปสู่ลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสได้เลย แม้จะประสบความพ่ายแพ้ ความน่าละอาย ในการเปิดฉากสงครามโดยตรงแต่ละครั้ง แต่อาจพยายามปรับเปลี่ยนเทคนิคไปสู่ “สงครามแบบลูกผสม” (Hybrid Warfare) ในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้หรือหันไปอาศัยการยุแยงตะแคงรั่ว ความขัดแย้ง แตกแยกจากภายใน จากความไม่พออก-พอใจต่ออำนาจปกครองของอิหร่านเองนั่นแหละเป็นสำคัญ... 

แต่ไม่ว่าจะโดยเทคนิค หรือกรรมวิธีใดๆ ก็แล้วแต่...คำเตือนของผู้นำสูงสุดอิหร่านถึงความเพ้อฝันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า “The Greater Israel” นั้น นับวันเป็นสิ่งที่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า...เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและกำลังสะท้อนให้เห็นจากความพยายามยึดครองฉนวนกาซาด้วยการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ ผนวกเขตเวสต์แบงก์เปิดฉากรุกคืบเพื่อยึดพื้นที่บางส่วนของเลบานอน แผ่อิทธิพลลุกลามเข้าไปในซีเรียแม้อาจต้องเผชิญหน้ากับกองทัพตุรกี ขยายพื้นที่ความมั่นคงในแหลมไซนายแม้อาจต้องเจอกับกองทัพอียิปต์ ฯลฯ เป็นต้นดังที่ “นายJonathan Pollard” อดีตสายลับอิสราเอลที่ถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษและกำลังคิดจะสมัครเป็นสมาชิกสภา “Knesset” ถึงกับกล้าออกมาเปิดเผยแบบชนิดตรงไป-ตรงมา... 

และนั่นเอง...ที่ทำให้แม้แต่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในสายตา ไม่ได้มีค่า มีราคา พอที่จะทำให้บรรดาลูกหลานชาวยิวเลิกคิด เลิกเพ้อ เลิกฝัน ถึง “The Greater Israel” กันได้ง่ายๆ แม้จะต้องสะดุด หยุดกึกลงไปชั่วครั้ง ชั่วคราว เพราะยังอาจไม่พร้อม“ดวลตัว-ต่อ-ตัว” กับอิหร่านในช่วงนี้ แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่สภาคองเกรสของอเมริกา พร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เรียกๆ กันว่า “NDAA-2027” หรือ “National Defense Authorization Act” ฉบับใหม่ อันจะทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างอเมริกาและอิสราเอล เปลี่ยนแปลงไปในแบบจากหน้ามือ-เป็น-หลังตีน หรือหน้าตีน-เป็น-หลังมือ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป อันนี้นี่แหละ...ที่จะทำให้คำพูด คำขู่ หรือ “คำสั่ง” ใดๆ ของผู้นำอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น “ทรัมป์บ้า” หรือใครต่อใคร ไม่ว่ารีพับลิกัน หรือเดโมแครต แทบไม่ต่างอะไรไปจากการ “ผายลมมารดาเจ้า” เท่านั้นเอง!!!

หรือจะกลายเป็นการ “ยกระดับความร่วมมือทางทหาร” ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล จากที่เคยเป็นไปในรูปแบบของ “ความช่วยเหลือ” (Aid Model) ไปสู่รูปแบบใหม่ที่อาจเรียกได้ว่า คือ “การบูรณาการและการหลอมรวมทางทหารอย่างเป็นการถาวร” (Military Integration) ไม่ว่าด้วยการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางทหารและห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีทางทหารอเมริกาและอิสราเอลให้กลายเป็นเนื้อเดียว การออกแบบและพัฒนาอาวุธ การฝึกซ้อมกำลังพลให้สามารถใช้ยุทโธปกรณ์ของแต่ละฝ่ายได้โดยสะดวก หรือการสานต่อนโยบายที่อเมริกาจะต้องพยายามดำรงรักษาความได้เปรียบทางทหารในเชิงคุณภาพ (QME) ของอิสราเอลภายในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น มิอาจถอยหลังไปจากภูมิภาคดังกล่าวจนกว่าอิสราเอลจะบรรลุเป้าหมายแห่งความเพ้อความฝันทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือจนกว่าอิสราเอลจะกลายสภาพเป็น “The Greater Israel” ได้อย่างจริงๆ-จังๆ!!! 

นี่...อันนี้นี่แหละ ที่จะทำให้สิ่งที่เรียกว่า “America First” ต้องกลายสภาพเป็น “Israel First” อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลยแม้แต่น้อย แม้ว่า“Everybody hates you, Everybody hates Israel”อย่างที่ “ทรัมป์บ้า” พูดๆ เอาไว้เพียงใดก็ตามที เพราะด้วยกฎหมาย “NDAA-2027” ฉบับนี้นี่เอง ที่จะทำให้ไม่ว่าใครจะเกลียดอิสราเอลไปถึงขั้นไหน แต่ย่อมมิอาจก่อให้เกิดผลกระทบอำนาจ อิทธิพล ของอิสราเอลได้ง่ายๆ เพราะแม้เกลียดถึงขั้นคิดจะปฏิเสธขายอาวุธให้กับกองทัพอิสราเอล แต่ด้วยอาวุธที่ถูกผลิต ถูกออกแบบให้กองทัพอเมริกา มันกลายเป็นสิ่งที่จะต้องตอบสนองต่อดีมานด์-ความต้องการของกองทัพอิสราเอลไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ว่าในแง่ปริมาณ คุณภาพ เทคนิค เทคโนโลยีใดๆ ก็แล้วแต่ ดังนั้น...ไม่ใช่แต่เฉพาะการเผชิญหน้ากับกองทัพ “IRGC” ของอิหร่านเท่านั้น แต่แม้กระทั่งกองทัพตุรกี หรืออียิปต์ ฯลฯ อิสราเอลก็ยังน่าที่จะพร้อมเผชิญหน้าได้อีกด้วย หรือพร้อมที่จะเป็น “ศัตรู”กับโลกทั้งโลก ด้วยการลากเอามหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริการ่วมลงเหว ลงนรก ไปกับตัวเอง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธใดๆ ได้เลย... 

ใครที่สนใจเรื่องราวของกฎหมายฉบับนี้...คงต้องขออนุญาตเชิญชวนให้ลองไปหาอ่านรายละเอียดในข้อเขียน บทความ ว่าด้วยเรื่อง “ร่างกฎหมาย NDAA-2027 ประตูสู่การหลอมรวมกองทัพสหรัฐฯ-อิสราเอลและนัยต่อความมั่นคงของโลก” โดยนักการทหาร นักยุทธศาสตร์บ้านเรา “นาวาเอก ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์” ผู้บริหารแห่งกรมยุทธศึกษาทหารเรือ ที่ได้ให้แง่คิด มุมมอง ที่น่าคิดสะกิดใจ และมี “น้ำหนัก” ของเหตุและผลมิใช่น้อย เพราะภายใต้ความเป็น “America First” ของ “ทรัมป์บ้า” เอาไป-เอามาแล้ว...คงต้องยอมรับว่า มันชักจะกลายเป็น “Israel First” ยิ่งเข้าไปทุกที จนไม่ว่าใครต่อใครคงมิอาจนิ่งเฉยต่อไปได้อีก... 

เรียกว่า...ถึงแม้บรรดาอเมริกันชนทั้งหลาย จะไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามอิหร่านของอเมริกาและอิสราเอลอย่างเห็นได้โดยชัดเจน มีเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยากจะด้วน หรืออยากจะเห็นควรด้วย แต่ถ้าหากอิสราเอลสามารถอาศัยอิทธิพลทางการเงิน ขีดความสามารถของพวกล็อบบี้ยิสต์ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ที่จะทำให้ “มติรัฐสภาอเมริกัน” สามารถสยบ “มติมหาชนอเมริกัน” ได้อย่างเป็นมรรค เป็นผล โอกาสที่จะเกิด “สันติภาพ” ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือแม้แต่โลกทั้งโลก ย่อมยากที่จะเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ หรืออาจต้องรอไปจนกว่าพลโลกประมาณ 2 ใน 3 จะต้องถูกกำจัดออกไป ตามคำพยากรณ์ของ “เศคาริยาห์ 12:14” หรือจนกว่าอาณาเขต พื้นที่ “The Greater Israel” จะแผ่ขยายจากลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปถึงลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง!!!