เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๙
---
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับระบบระเบียบระบอบเก่าที่ไม่เป็นธรรม พวกเขาเก่ง กล้าหาญ และหัวใจเต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อสังคม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นและอดเป็นห่วงไม่ได้ นั่นคือท่าทีที่มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเท่านั้นที่ถูก และตนเท่านั้นที่จะชนะ
ผมขอยกเรื่องของเพื่อนสนิทสองคนมาเล่าให้ฟังครับ
เย็นวันหนึ่ง คนหนึ่งเพิ่งออกจากการชุมนุมที่เจรจากับ "ฝ่ายระบบเก่า" แล้วล้มเหลว เขาระบายกับเพื่อนว่า
“พวกนั้นมันไม่เคยฟังใครเลย กูพูดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ยึดแต่อำนาจเก่า ๆ ของพวกมัน”
เพื่อนอีกคนฟังเงียบ ๆ แล้วถามเบา ๆ ว่า
“แล้วตอนที่นายพูดกับพวกเขา... นายฟังพวกเขาบ้างไหม”
“ฟังอะไร เขาผิดจะตาย ทำไมกูต้องฟัง”
“งั้นนายก็ทำแบบเดียวกับพวกนั้นน่ะสิ... ไม่ฟัง”
“เฮ้ย! กูไม่เหมือนพวกนั้นนะเว้ย กูสู้เพื่อสิ่งใหม่ เพื่อความเป็นธรรม”
“แต่ตอนที่นายไม่ฟัง... พวกนั้นก็ไม่เห็นหรอก ว่านายต่างจากพวกเขาแค่ไหน”
ทั้งสองคนเงียบไปนาน จากนั้นเพื่อนที่ถามก็พูดต่อ เหมือนจะถามอีกฝ่าย แต่จริง ๆ แล้วถามตัวเองมากกว่า
“เฮ้ย... แล้วตกลงตอนที่กูนั่งด่านายเมื่อกี้... กูฟังนายจริง ๆ หรือกูก็แค่รอจะพูดของกู”
---
ผมฟังเรื่องนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ครับ
นักรบหนุ่มสาวที่ออกไปโค่นระบบเก่า มักมีไฟในใจที่แรงกล้า พวกเขาเชื่อมั่นในอุดมการณ์ เชื่อว่าประวัติศาสตร์อยู่ข้างพวกเขา และเชื่อว่าชัยชนะเป็นของพวกเขาแน่นอน
แต่มีบางอย่างที่ละเอียดกว่านั้นซ่อนอยู่
เรามักคิดว่าปัญหาคือ “พวกเขาไม่ฟังเรา”
แต่เราแทบไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ตอนที่เราฟังพวกเขาอยู่ ใจเรากำลังทำอะไรกันแน่
กำลังฟังจริง ๆ หรือกำลังหาช่องโต้แย้ง
กำลังเข้าใจจริง ๆ หรือกำลังมองหาจุดอ่อน
กำลังเปิดใจ... หรือกำลังอดทนรอให้พวกเขาพูดจบ แล้วเราจะได้ประกาศความถูกต้องของเราบ้าง
ถ้าเป็นอย่างหลัง เราไม่ได้กำลังฟังใครเลยครับ เราแค่กำลังรอคิวพูด
และนั่นคือจุดที่เส้นแบ่งระหว่าง “นักสู้เพื่อสิ่งใหม่” กับ “ผู้พิทักษ์ระบอบเก่า” เริ่มเลือนรางอย่างน่าตกใจ
ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ของเราผิดครับ แต่เป็นเพราะ “ท่าทีภายใน” ขณะที่เราเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย มันเริ่มเหมือนกัน
พวกเขาปิดประตูใส่เรา เราก็ปิดประตูใส่พวกเขา
พวกเขาไม่ฟังเรา เราก็ไม่ฟังพวกเขา
พวกเขามองเราเป็นพวกหัวรุนแรงไร้เดียงสา เราก็มองพวกเขาเป็นพวกอนุรักษ์นิยมคร่ำครึ
ต่างฝ่ายต่างเป็น “พวกนั้น” ของกันและกัน ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าตัวเองคือผู้ถือธงแห่งความถูกต้อง ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็กำลังกระทำสิ่งเดียวกันกับอีกฝ่าย
---
ผมอยากลองเล่าเรื่องของช่างปั้นหม้อคนหนึ่งให้ฟังครับ
มีช่างปั้นหม้อหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง ฝีมือดีและเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองมาก เขามักตำหนิช่างปั้นรุ่นเก่าว่าทำงานล้าสมัย ไม่เข้าใจโลกใหม่
วันหนึ่งเขาเห็นช่างรุ่นเก๋ากำลังปั้นหม้อตามวิธีดั้งเดิม เขาเดินเข้าไปแล้วส่ายหัว “ไม่ได้เรื่องเลยครับลุง ยุคนี้ใครจะใช้วิธีแบบนี้ ดูผมนะ”
เขาปั้นหม้อใบใหม่ที่ทันสมัย รูปทรงปฏิวัติวงการ งดงามสมบูรณ์แบบ แล้วยื่นให้รุ่นเก๋าดู “เห็นไหมครับ ต้องทำแบบนี้ต่างหาก”
ช่างรุ่นเก๋ารับหม้อใบนั้นมาพลิกดูเงียบ ๆ แล้วถามว่า
“หม้อใบนี้สวยมาก... แต่มันใช้ใส่น้ำได้จริงหรือ”
“ได้สิครับ” ช่างหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ
รุ่นเก๋าเทน้ำใส่หม้อใบนั้น น้ำทะลุออกจากก้นหม้อทันที
“คุณเก่งเรื่องรูปทรงก็จริง... แต่คุณลืมทำให้มันกันน้ำได้” รุ่นเก๋าพูด แล้วถามต่อว่า “แล้วน้ำที่ควรจะอยู่ในหม้อ... มันหายไปไหน”
---
นักรบหนุ่มสาวที่กำลังต่อสู้อยู่ในวันนี้ครับ ปัญญาไม่ได้แปลว่ามีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
บางทีปัญญาคือการถามว่า... สิ่งที่เราสร้าง มัน “เก็บน้ำ” ได้จริงหรือเปล่า
เราอาจจะชนะการอภิปรายทุกครั้ง เราอาจจะมีทฤษฎีที่ก้าวหน้าที่สุด เราอาจจะมีเหตุผลที่ดีกว่าพวกเขา
แต่ระหว่างที่เรากำลังชนะการโต้เถียง... เราเสียอะไรไปบ้าง
เราเสียโอกาสที่สังคมจะก้าวไปด้วยกันไหม
เราเสียโอกาสที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจโดยไม่รู้สึกพ่ายแพ้ไหม
เราเสียความอ่อนโยนและความสามารถในการสร้างสะพานเชื่อมของเราเองไปหรือเปล่า
บางครั้งคนที่เราคิดว่าเราชนะแล้ว... จริง ๆ เขาไม่ได้ยอมรับอะไรเลย เขาแค่เงียบ เพราะเขารู้ว่าเราไม่ได้ฟังเขาอยู่ดี
และนั่นคือชัยชนะที่ “เก็บน้ำไม่ได้” ครับ
ชัยชนะที่ท่วมท้นด้วยเสียงเฮในวันนี้ แต่วันรุ่งขึ้นน้ำก็เหือดแห้ง เหลือแต่ซากของหม้อสวย ๆ ที่ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงใครได้เลย
---
มีคำพูดหนึ่งที่ผมจำได้จากครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านพูดว่า “ถ้าความถูกต้องของเรา ไม่ได้ทำให้เรามีเมตตามากขึ้น... เรากำลังถือความถูกต้องของปีศาจ”
ประโยคนี้ฟังดูแรงนะครับ แต่ถ้าค่อย ๆ คิด...
การเป็นนักสู้ที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองต้องเรียนรู้อะไรอีกแล้ว การเป็นผู้ถือความจริงที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอาจจะผิดบ้าง... มันทำให้เราแข็งขึ้นไหมครับ
มันทำให้เราเริ่มมองคนที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรูที่ต้องทำลายไหม
มันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า คนที่คิดต่างคืออุปสรรคที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากไหม
ถ้าใช่... เรากำลังสร้างโลกใหม่ที่อาจไม่ต่างจากโลกเก่าเลย โดยมีธงแห่งการปฏิวัติอยู่ในมือ และคนที่อยู่ในโลกนั้นก็มีทั้ง “พวกเขา” และ “เรา” นั่นแหละครับ
---
สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้อยากให้ท่านเลิกสู้กับระบบเก่าที่ไม่เป็นธรรมเลยครับ
ตรงกันข้าม ผมอยากให้ท่านสู้ต่อไป แต่อย่าสูญเสียสิ่งที่ทำให้ท่านต่างจากระบบนั้น
และผมอยากชวนให้ลองทำอะไรง่าย ๆ สักอย่าง
ครั้งต่อไปที่ท่านต้องเผชิญหน้ากับคนที่ท่านคิดว่าเป็น “ระบอบเก่า”... ลองไม่โต้แย้งก่อนสักครั้ง
แค่ฟังเขาให้จบ
ไม่ต้องคิดว่าจะตอบอะไร ไม่ต้องหาจุดผิด ไม่ต้องเตรียมเอาชนะ
แค่ฟัง
และถามตัวเองเบา ๆ ว่า “เขาเห็นอะไร ที่เรามองไม่เห็น”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญญาจริง ๆ ครับ
ไม่ใช่การรู้มากไปกว่าเขา... แต่คือการยอมรับว่าเราอาจจะไม่รู้บางอย่าง
และคนที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนของระบบเก่า... อาจจะเป็นคนที่มาสอนเราว่าจะเปลี่ยนโลกอย่างไร โดยที่โลกไม่แตกสลายไปมากกว่านี้ก็ได้
นี่คือการต่อสู้ที่ผู้ชนะไม่จำเป็นต้องทำให้ใครพ่ายแพ้
และนี่คือหนทางเดียวที่ผู้ชนะจะไม่กลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยต่อต้านครับ


