ถ้าใครเล่นเฟซบุ๊กอย่างสม่ำเสมอแล้วเป็นคนสนใจการเมืองจะเห็นได้ว่าช่วงนี้มีเพจจำนวนมากถูกสร้างขึ้นในเวลาไม่นาน และเพจเหล่านั้นเป็นกระบอกเสียงของระบอบสีน้ำเงินที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่บุรีรัมย์ รวมทั้งบรรดาติ่งอินฟลูฯ ของระบอบสีน้ำเงิน ทั้งพวกฟันน้ำนมและฟันน้ำหมากจำนวนมากที่ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นผู้สันทัดกรณีทางการเมือง
พวกนี้จะปกป้องพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ตัวเองลุ่มหลงอย่างไม่ลืมหน้าลืมตา มองเห็นแต่สิ่งที่ดี โดยแกล้งมองข้ามสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่หนักกว่านั้นก็คือ การช่วยแก้ต่างๆ ในทุกเรื่องแม้สิ่งนั้นจะขัดกับหลักการและธรรมชาติก็ตามทั้งการเอาสีข้างเข้าถูและตัดตีนให้เข้ากับเกือก
ทั้งๆ ที่หากเรายึดประเทศชาติเป็นหลักแล้ว เราต้องไม่เอาตัวไปผูกติดกับตัวบุคคล แต่มองไปที่พฤติกรรมและการกระทำของเขา ถ้าเรื่องไหนที่เขาทำถูกต้องเราก็สนับสนุน เรื่องไหนไม่ถูกต้องเราต้องท้วงติง เพื่อจะเอาตัวเองออกจากการถูกเรียกว่า “ติ่ง” การเมืองเหมือนติ่งที่เป็นส่วนเกินในร่างกายของมนุษย์
ปัญหาของการเมืองไทยไม่ใช่การมีผู้สนับสนุน แต่คือการมีผู้สนับสนุนที่ละทิ้งจิตวิญญาณ จนเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นพลเมืองให้เป็นเพียงกระบอกเสียงแก้ต่างของนักการเมือง
การเลือกข้างทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่ผิด การเป็นอนุรักษนิยม เสรีนิยม หรือสังคมนิยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้าสิ่งนั้นเกิดจากความศรัทธาที่กลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เชื่อมั่นว่า แนวทางที่ตัวเองศรัทธานั้นจะสามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่หนทางที่ดี และทำให้ประชาชนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่เราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองกับการบูชานักการเมืองแบบลืมหูลืมตา
คนเหล่านี้เคยเป็นติ่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชามาก่อน และวันนี้กระโดดไปกอดขอนไม้ที่ลอยมาในลำธารที่กลายเป็นรัฐบาลถืออำนาจที่ควบคุมทุกองคาพยพทางการเมือง จนทำให้อำนาจในระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยว
คนเหล่านี้บอกตัวเองว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเคยเรียกร้องเรื่องหลักนิติธรรมความถูกต้องชอบธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ เคยออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งสะท้อนว่าพวกเขาเข้าใจเรื่องความชอบธรรมดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นติ่งของระบอบสีน้ำเงินอย่างแข็งขันจนไม่เหลือพื้นที่ให้กับการตั้งคำถามอีกต่อไป
พวกเขาเคยขับไล่รัฐบาลของระบอบทักษิณ ที่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ยึดครองสภาสูงและสภาล่างตลอดจนครอบงำองค์กรอิสระ จนเหมือนว่าพวกเขาจะรักความถูกต้อง และเข้าใจหลักธรรมาภิบาลทางการเมือง น่าประหลาดใจว่า วันนี้เหมือนกับพวกเขาหันหลังให้กับสิ่งที่ตัวเองเคยออกมาต่อสู้ เพราะเชื่อว่าขอนไม้ที่เกาะจะพากลับสู่ฝั่งได้
พวกเขาไม่สนใจว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังขยายอิทธิพลเข้าไปครอบงำกลไกต่างๆ ของรัฐมากเพียงใด ไม่สนใจว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระกำลังถูกบิดเบือนไปหรือไม่สนใจว่าการยึดครองกลไกตรวจสอบของรัฐโดยเครือข่ายทางการเมืองจะส่งผลอย่างไรต่อระบอบประชาธิปไตย และเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองในระยะยาวเมื่ออำนาจตกอยู่ในมือคนที่อยู่นอกกระดานการเมือง
สิ่งที่น่าสนใจก็คืออินฟลูฯ ติ่งบางคนเคยใช้มาตรฐานที่เข้มงวดกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมาโดยตลอด เคยเรียกร้องความรับผิดชอบ เคยตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม เคยเรียกร้องให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาอย่างถึงที่สุดแต่เมื่อเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่ตนเองสนับสนุนมาตรฐานเหล่านั้นกลับหายไปอย่างน่าประหลาด
พวกเขาไม่พูดถึงกรณีศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้ตรวจสอบนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างถึงที่สุด พวกเขาไม่ตั้งคำถามเรื่องข้อกล่าวหาฮั้ว สว. ทั้งที่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจของประเทศโดยตรงพวกเขาไม่สนใจเรื่องการกักตุนน้ำมันซึ่งทำให้บางกลุ่มร่ำรวยขึ้นในชั่วข้ามคืนพวกเขาไม่สนใจการสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองจากรุ่นสู่รุ่นทั้งที่เคยใช้คำว่า “ประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงาน” โจมตีลูกหลานนักการเมืองฝ่ายอื่นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ในขณะที่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่เรียกว่า “ลูกเทพ”จนลืมไปว่า เราเคยตั้งคำถามว่า นักการเมืองของพรรคส้มล้วนแล้วแต่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
พวกเขาไม่สนใจปัญหาที่ดินเขากระโดง ไม่สนใจข้อครหาว่าองค์กรอิสระควรมีความเป็นกลางมากกว่าการถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง และไม่สนใจว่าความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบกำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญกว่านั้นคือติ่งจำนวนไม่น้อยไม่ได้เพียงแค่เงียบแต่ยังพยายามสร้างคำอธิบายทุกอย่างเพื่อปกป้องฝ่ายที่ตนเองสนับสนุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่ากรณีนั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม ทุกคำวิจารณ์ถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางการเมือง ทุกข้อสงสัยถูกตีความว่าเป็นความอคติของฝ่ายตรงข้าม
ความนิยมที่มีต่ออนุทิน ชาญวีรกูล ก็สะท้อนปรากฏการณ์เช่นเดียวกันหลายคนชื่นชอบภาพลักษณ์ของความเรียบง่ายความเป็นกันเองหรือบุคลิกที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่กลับไม่ค่อยตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือความเป็นธรรมชาติหรือเป็นเพียงภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในโลกการเมืองภาพที่ประชาชนเห็นกับความจริงเบื้องหลังอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
ขณะเดียวกันวิกฤตศรัทธาของรัฐบาลชุดนี้กำลังปรากฏให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความไม่พอใจต่อการใช้อำนาจรัฐ และข้อครหาต่างๆ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง แต่แทนที่ผู้สนับสนุนจะยอมรับว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหากลับเลือกปฏิเสธความจริงและโทษฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ
สุดท้ายแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเชียร์สีน้ำเงิน สีแดงหรือสีส้มแต่อยู่ที่ติ่งยอมละทิ้งหลักการเมื่อคนที่เราชอบเป็นผู้กระทำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความถูกต้องถูกแทนที่ด้วยความเป็นพวกเดียวกัน เมื่อนั้นการตรวจสอบก็จะตายไปพร้อมกับความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยเอง
มันจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เราสนใจการเมืองเพราะอยากเห็นการเมืองที่ดี อยากเห็นนักการเมืองที่ดี อยากเห็นการทุจริตคอร์รัปชันลดน้อยลงไป หรือเราสนใจการเมืองเพียงเพราะอยากให้นักการเมืองที่เราชอบมีอำนาจ โดยไม่สงสัยและตั้งคำถามต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทางการเมืองที่ทุกอำนาจตกอยู่ในมือของคนคนเดียว ที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากโดยมีอนุทินเป็นพระเอกลิเกที่ออกมาร่ายรำอยู่หน้าม่านเท่านั้น
ทำไมเมื่อผ่านการเลือกตั้งไปลงคะแนนให้นักการเมืองแล้ว เราไม่ถอยมาดูการทำงานของพวกเขา แต่กลับทำตัวเป็น “ติ่ง” หรือแฟนคลับที่เหมือนการตามเชียร์นักร้องนักแสดงที่มีหน้าที่สร้างความบันเทิงให้เรา ซึ่งถ้าพูดให้ถึงที่สุดแล้วนักร้องนักแสดงถ้าไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมแฟนคลับก็จะถอยห่าง แต่ทำไมเราไม่ใช้มาตรฐานนี้กับนักการเมือง แต่กลับพากันแก้ต่างให้พวกเขาเสียอีก
ลองนึกดูว่าประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้าพลเมืองกลายเป็น “ติ่ง” ของนักการเมือง เป็นแม่ยกที่คอยปกป้องนักการเมืองที่ตัวเองรัก มองข้ามสิ่งที่พวกเขาทำไม่ถูกต้อง แล้วละทิ้งความเป็นพลเมืองของตัวเองไป
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


