เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รหัส 152-093 แพทย์จุฬาฯ รุ่น 28
บางท่านคงทราบแล้วนะครับ ช่วงปี 2517-2519 ผมเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และปี2519 ขณะเป็นนิสิต จุฬาฯชั้นปีที่ 5 และ เป็นนักเรียนแพทย์ปีที่สาม เป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และต้องหยุดพักการเรียนไป
ในช่วงนั้นเอง เกือบสามปี มีโอกาสได้อยู่ในการดูแลของอาจารย์หมอฝ่ายปกครองหลายท่าน แต่ที่ประทับใจที่สุดและเป็นแบบฉบับของครูที่สุด คือ รศ นพ ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ ชณะนั้นท่านอายุสามสิบปลายๆ หนุ่ม ปราดเปรียว และแข็งขันมาก ทั้งทางวิชาการทั้งงานคลีนิคและในการนำพากิจกรรมนิสิต ในฐานะนายกชมรมสังคมศาสตร์ของนิสิตแพทย์ ผมอยู่ในการดูแลและชี้แนวของท่าน
ตอนนั้นบรรดานิสิตคณะแพทย์แตกแยกทางความคิดไม่น้อย แบ่งเป็นซ้ายขวาและกลางๆ ผมนั่นเป็นหัวเอียงซ้ายและเป็นหัวขบวนไม่น้อย เราขัดแย้งกับฝ่ายอื่นๆ ว่าสังคมดีสังคมก้าวหน้าคืออะไร อยู่ที่ไหน และไทยควรเดินต่อไปอย่างไร ไปทิศทางไหน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
เราเผยแพร่ความคิดและยุทธศาสตร์เพื่อความ"ก้าวหน้า"กันยกใหญ่ อาจารย์และรุ่นพี่ผู้ใหญ่รวมทั้งอาจารย์ปรีดาก็อดเป็นห่วงเรามาก เพราะดูว่าเราสุดขั้วเกินไป
ส่วนเรานั้น ไม่รู้สึกรู้สาเลยว่าท่านจะห่วงเราไปทำไม เรากำลังจะพาบ้านเมืองไปสู่ความเท่าเทียมและมุ่งช่วยเหลือคนยากคนจนคนส่วนใหญ่ของประเทศ และที่สำคัญเรารู้สึกว่าผู้ใหญ่รวมทั้งอาจารย์ปรีดาท่านเป็นหมอไม่เคยออกชนบท ไม่เคยไปสลัม ท่านไม่เข้าใจสังคมไทยแน่ ท่านคงไม่ห่วงใยหรือไม่สนใจมวลชนโดยเฉพาะคนจนในชนบทที่ห่างไกลเหมือนพวกเรา
แม้เราจะนับถือท่านแต่ในทางความคิดไม่เห็นด้วยกับท่านเลย รู้สึกว่าอาจารย์ปรีดาล้าหลังมากในทางความคิด
แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกทำไมท่านไม่โกรธไม่ด่าเราสักที ทั้งๆที่เราก็อหังการในภูมิความรู้ที่เราไปเรียนมาจากการลงชนบท การไปคลุกคลีกับชาวบ้านและผู้ยากไร้
อาจารย์ปรีดา รับฟังเราอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย พยายามให้เราเห็นอะไรสองด้าน ชี้ว่าสังคมเราบ้านเมืองเราก้าวหน้ามาไม่น้อย จะก้าวต่อไปให้เร็วกว่านี้ก็น่าจะได้ แต่จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ และคนทุกรุ่นก็สำคัญ ผู้ใหญ่ดีๆก็หาไม่ยาก โดยเฉพาะในโรงเรียนแพทย์ เรารู้สึกอย่างเดียวว่าคนรุ่นก่อนอาจจะดีในการทำหน้าที่ของเขา แต่ทัศนะต่อสังคมนั้นล้าหลัง ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบล่างขึ้นบน ไม่เห็นว่าประชาสามัญชนคือผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนสร้างประวัติศาสตร์
อาจารย์ปรีดาไม่รู้จักเบื่อหน่าย กิจกรรมไหนที่ไปด้วยได้ ท่านก็จะไปเสมอ บางครั้งก็แอบไปยืนฟังผมและเพื่อนๆฝ่ายซ้ายขึ้นเวทีไฮด์ปาร์คต่อต้านรัฐบาลบ้าง ไปต่อต้านฐานทัพสหรัฐบ้าง ไปนำประชาชนเดินขบวนบ้าง
ท่านมักจะกลับมาคุยกับเรา แนะนำว่าอย่างนั้นน่าจะอันตราย อย่างนั้นท่านเห็นว่าพอดีพอดี "อย่างนั้นคนส่วนใหญ่เขาไม่เดินตามเธอแน่ๆ เห็นไหมตอนนี้คนเริ่มมาชุมนุมน้อยลงละนะ" ระวังจะถูกคนแอบปาระเบิดใส่ หรือถูกลอบยิง ฯลฯ
เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้นำนิสิตนักศึกษา กรรมกร ชาวนา ถูกทำร้าย ถูกสังหาร ตลอดเวลาที่สถานการณ์เครียดขึ้นเรื่อยๆนี้ อาจารย์ปรีดาและอาจารย์อีกหลายท่านติดตามเรา คอยเตือนเรา สอนเรา ในวิชาชีวิต " อย่าเสี่ยงชีวิตง่ายๆ เกิดมานั้นแสนยาก รักษาชีวิตก็ไม่ง่าย" เรียนแพทย์มาหาปี อีกปีเดียวก็จะได้ ปริญญา พ.บ " เมื่อจบแล้วก็ไปช่วยคนจนและคนป่วยในชนบทอย่างที่เธอชอบ ก็ไปเถิด ครูสนับสนุน"
ผมเริ่มรู้สึกว่าอาจารย์ปรีดาและอีกหลายท่านที่อยู่กับเรามาทั้งที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ล้วนแต่เชื่อว่าลูกศิษย์ตนเองต้องคิดดีแน่ แม้ว่าจะทำพลาดพลั้งผิดทิศผิดทางบ้างก็ตาม
อาจารย์ปรีดา จำชื่อจำประวัติพวกเราร้อยคนในรุ่น 28 ได้หมด จำเรื่องราวจำความฉลาดความโง่ความสามารถความก้าวร้าวความซุกซนของพวกเราได้หมด และเหลือเชื่อกว่านั้นอีก คือแม้ นักเรียนรุ่นก่อนพวกเราสามสี่รุ่นและหลังพวกเราสามสี่รุ่นท่านก็จำได้ และจนถึงวันที่ท่านอายุ 88 ก็ยังจำได้ ท่านพูดทีเล่นว่า"อั๊วก็ท่องบ้าง จดไว้บ้าง เริ่อง พวกลื๊อมันเยอะ"
อาจารย์ปรีดาจะเอ็นดูผมเป็นพิเศษคนหนึ่งความที่ประวัติชีวิตโลดโผนโจนทะยานพลิกผันหักเลี้ยวออกไปจากวงการแพทย์แต่ในที่สุดก็กลับมาใกล้ชิดอีก วันที่ผมเป็น รมต อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย แบะนวัตกรรม กลับไปเยี่ยมบ้านเก่า คณะแพทย์ จุฬาฯ ท่านอาจารย์มายืนต้อนรับยิ้มอ่อนๆ ท่านคงนึกในใจ home, at last และวันที่คณะแพทย์ยกย่องผมเป็นศิษย์เก่าดีเด่นในโอกาสคณะอายุครบ 75 ปี ผมไปไหว้ครูปรีดา ครูตลอดกาล ของผม ผมเรียนท่านว่า "ผมศิษย์มีครู แม้เรียนไม่จบ แต่คำสอน ข้อท้วงติง การเป็นแบบฉบับคนดี ครูที่ดี และครูตลอดชีวิตของอาจารย์เป็นประทีปส่องทางให้ผม" มาจนถึงวันนี้ ผมขอขอบพระคุณสุดหัวใจ และจะเดินตามรอยของครูคนนี้ไปตลอดกาล
ไม่กี่เดือนก่อน ยังพบท่านพร้อมเพื่อนรุ่น 28 ท่านยังแข็งแรง แม้จะดูอ่อนกำลังลงสักนิด แต่สมองยังแจ่มใส สนทนายังสนุก และยังดีใจทุกครั้งที่เจอศิษย์ once a teacher, always a teacher
วันนี้ 7 มิถุนายน ท่านจากไปแล้ว แต่จะสถิตย์อยู่ในใจของพวกเราตลอดไป ครูยังไม่ตาย....
อุดมการทางการเมืองนั้นเอาเข้าจริงไม่ยั่งยืนอย่างที่เคยคิด เมื่อก่อนเป็นสังคมนิยม ตอนนี้อาจเป็นเสรีนิยม ตอนนี้เป็นเสรีนิยม อนาคตอาจเป็นอนุรักษ์นิยม และคนส่วนมากไม่จำต้องมีอุดมการทางการเมืองก็ได้ คนๆ หนึ่ง อาจมีบางเรื่องเป็นเสรีนิยม แต่อีกบางเรื่องเป็นอนุรักษ์นิยมก็ได้ แต่อุดมการครู คือครูเป็นผู้ให้ เป็นคนดีผู้ชี้แนะ ผู้อบรม ผู้สั่งสอน ผู้กล้าตักเตือน ผ้กล้าคุมครองดูแลศิษย์เต็มกำลังความสามารถและผู้เต็มใจเป็นครูตลอดชีวิต ใช้ชีวิตและการงานของตนเป็นดาวเหนือนำทางศิษย์ นานเท่านาน ทั้งหมดนี้ ทรงพลังกว่าและยั่งยืนกว่าอุดมการการเมือง หรืออุดมการเศรษฐกิจและสังคมเสียอีก
ครูปรีดา จะเป็นอมตะจะอยู่ในความคิดและจิตสำนึกของพวกเรา ตลอดไป


