xs
xsm
sm
md
lg

ต้นไผ่โตเป็นกอได้เพราะหน่อไผ่สูงกว่าต้นเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สามารถ มังสัง



หนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง เขียนโดย พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมศาสนาสมัยรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เนื้อหาตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับศัตรูของกอไผ่ในเชิงเปรียบเทียบกับศัตรูของสังคมมนุษย์ว่า วันหนึ่งกอไผ่ได้จัดการประชุมใหญ่ โดยมีต้นไผ่อาวุโสสูงสุดเป็นประธานที่ประชุม

ในตอนหนึ่งของการประชุม ประธานได้ถามว่า ใครหรืออะไรคือศัตรูของกอไผ่ บรรดาต้นไผ่หนุ่ม ต้นไผ่สาวได้ตอบว่า ไฟบ้าง ลมบ้าง และน้ำมัน

ประธานได้พูดว่าที่ตอบมามิใช่ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับกอไผ่ แต่ศัตรูที่แท้จริงและเป็นอันตรายสำหรับกอไผ่คือ ต้นไผ่ที่ถูกตัดไปทำด้ามมีด และนำมาตัดต้นไผ่

คำตอบของประธานกอไผ่ข้างต้นเป็นคำสอนเชิงอุปมาอุปไมย โดยนัยแห่งปรัชญา 3 ประเด็นคือ

1. ศัตรูที่น่ากลัวของคนในสังคมหรือในองค์กรคือ คนในสังคมหรือในองค์กรนั้นที่ถูกศัตรูจากภายนอกนำไปเป็นเครื่องทำลายสังคมหรือองค์กรนั้น

2. ในเชิงสังคมหรือองค์กรของปุถุชนคนมีกิเลส ศัตรูที่น่ากลัวก็คือ กิเลสอันเป็นอกุศลมูล 3 ประการได้แก่ 1. โลภะคือ ความโลภอยากได้ของคนอื่น 2. โทสะคือ ความโกรธ 3. โมหะคือ ความหลง

กิเลส 3 ประการนี้ ถ้าครอบงำจิตใจของผู้ใด ผู้นั้นจะกลายเป็นคนชั่ว คนเลว ทำความชั่วได้ทุกประการ แม้กระทั่งเป็นอาชญากรฆ่าพ่อแม่ของตนเอง หรือแม้กระทั่งทรยศต่อแผ่นดินเกิด ก็ทำได้

3. เรื่องราวของกอไผ่ให้คติสอนใจคนรุ่นใหม่ซึ่งพอใจและภูมิใจในความรู้ ความสามารถในทางวิชาการของตนเองว่าอย่ามองข้ามผู้อาวุโส ซึ่งมีประสบการณ์และมีความสุขุมลุ่มลึกในการมองปัญหา เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับปฏิเสธรากเหง้าหรือที่มาของตนเอง เพราะจะต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่มีต้นไผ่ต้นแรกก็ไม่มีหน่อไผ่ต้นต่อมา

ดังนั้น ในการปกครองประเทศไม่ว่าจะเป็นระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย ผู้นำรุ่นใหม่จะต้องเรียนรู้ความเป็นมาของชนชาติของตัวเอง และให้ความเคารพนับถือบรรพบุรุษของตนในฐานะที่ได้ต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน และนำพาประเทศสืบทอดกันมาให้ลูกหลานได้อาศัยไม่ต้องไปเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศอื่น

เมื่อพูดถึงผู้นำยุคใหม่ที่ยกย่องและภูมิใจในความเป็นชนชาติอันยาวนานของตนเอง ผู้เขียนนึกถึงหนังสือ The Governance of China ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมคำปราศรัยและถ้อยแถลงของผู้นำจีนคนปัจจุบันมีทั้งหมด 3 เล่ม

ในหนังสือชุดนี้มีหลายตอนได้พูดถึงความเป็นมาของชนชาติจีน และบอกให้คนรุ่นหลังปกป้องและรักษาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน มิได้ปิดกั้นการนำเข้าสื่อใหม่จากโลกภายนอก เพียงแต่นำมาแล้วต้องประยุกต์ให้เข้ากับความมีความเป็นของจีน จะเห็นได้จากคำพูดที่ว่า “ตัดเสื้อให้เข้ากับตัว และตัดรองเท้าให้เข้าเท้าของตนเอง”

นอกจากให้นึกถึงรากเหง้าของตนแล้ว หนังสือเล่มนี้บอกให้คนรุ่นใหม่ระลึกถึงบุญคุณของคนรุ่นเก่าที่ได้ปกป้องรักษาประเทศไว้ให้ลูกหลาน จะเห็นได้จากคำพูดที่ว่า “เมื่อท่านดื่มน้ำจากบ่อไม่ควรลืมคนขุดบ่อ”

แต่ในแวดวงการเมืองไทยวันนี้ได้มีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่พอใจ และภูมิใจในความเป็นคนรุ่นใหม่กำลังด้อยค่าสิ่งที่บรรพบุรุษเคารพนับถือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยยึดแนวทางจากประเทศตะวันตกที่ตนเองได้มีโอกาสไปศึกษามา โดยลืมไปว่าบางสิ่งบางอย่างที่โลกตะวันตกยึดถืออยู่ ก็ถูกนำไปจากโลกตะวันออกเช่น ศาสนาหรือแม้กระทั่งหลักการของความเป็นประชาธิปไตย ก็เกิดขึ้นในโลกตะวันออกมาก่อน จะเห็นได้จากคำสอนของพุทธเกี่ยวกับอธิปไตย 3 ประการคือ

1. อัตตาธิปไตยคือ การยึดความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ เปรียบได้กับระบอบเผด็จการ

2. โลกาธิปไตยคือ การยึดกระแสโลกหรือจำนวนมากเป็นใหญ่ เปรียบได้กับระบอบประชาธิปไตย

3. ธัมมาธิปไตยคือ การยึดความถูกต้องเป็นใหญ่ ซึ่งมีอยู่ในสังคมของพระอริยบุคคล ส่วนในสังคมของปุถุชนนี้ได้แก่นำไปผสมผสานกับข้อ 1 และข้อ 2

นอกจากคำสอนที่เกี่ยวกับหลักการของความเป็นอธิปไตยแล้ว การปกครองสงฆ์ก็เป็นรูปแบบประชาธิปไตย จะเห็นได้จากการทำสังฆกรรมเช่น การให้อุปสมบท เป็นต้น ก็จะต้องมีการประชุมสงฆ์ในเขตสีมาเดียวกัน และสังฆกรรมจะสำเร็จได้ต้องได้รับความชอบจากสงฆ์