xs
xsm
sm
md
lg

ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน (Radical) : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


ในยามที่บ้านเมืองมาถึงทางแพร่งแห่งการเปลี่ยนแปลง เรามักได้ยินถ้อยคำอย่าง "หัวรุนแรง" หรือ "ถอนรากถอนโคน" ถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองประทับตราฝ่ายตรงข้าม โดยที่เราแทบไม่เคยหยุดถามกันก่อนว่า แท้จริงแล้ว "ความเป็นคนหัวรุนแรงหรืออยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแบบถอนรากถอนโคน" นั้นหมายถึงอะไร

จะเข้าใจเรื่องนี้ให้ถึงแก่น ต้องย้อนกลับไปดูรากเหง้าทางความคิดของลัทธิถอนรากถอนโคน (Radicalism) ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งมีกระบวนทัศน์ใหญ่ว่าเหตุผลนั่นแหละคือคำตอบสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกสิ่งที่ใช่ โดยไม่ต้องพึ่งพาพระเจ้า ศาสนา จารีต ศรัทธา หรือความเชื่อใดๆ มาเป็นฐานความคิด ผู้ที่คิดเช่นนี้เชื่อว่าโลกยุคเก่านั้นเต็มไปด้วยระบบระบอบและสถาบันหรือกลไกที่ปราศจากเหตุผล และหนทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือต้องรื้อถอนอำนาจเดิม ความคิดเดิม ระบอบเดิม แล้วสร้างโลกขึ้นมาใหม่ตามพิมพ์เขียวที่เชื่อว่าถูกต้องแต่พิมพ์เดียว

ประวัติศาสตร์สามร้อยปีที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนอันโชกโชนแก่เราถึงสามระลอกใหญ่ การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตั้ง "เหตุผล" ขึ้นเป็นพระเจ้าและใช้กิโยตินกวาดล้างผู้เห็นต่าง ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ตั้ง "ประวัติศาสตร์" ขึ้นเป็นพระเจ้าพร้อมกับค่ายกักกันสำหรับชนชั้นศัตรู และลัทธิเสรีนิยมใหม่สุดโต่งที่ตั้ง "ตลาด" ขึ้นเป็นพระเจ้าและทิ้งผู้ที่ปรับตัวไม่ทันไว้เบื้องหลัง ทั้งสามระลอกนี้มีแก่นร่วมกันคือความเชื่อว่ามีกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะไขไปสู่โลกอันสมบูรณ์แบบ และทุกสิ่งที่ขวางทางคือสิ่งต้องกำจัด

เมื่อนำกรอบคิดนี้มาพิจารณาเมืองไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เราจะพบลักษณะที่น่าสนใจหลายประการ

เริ่มจากภาษาและการแสดงออกที่แบ่งโลกออกเป็นขาวกับดำ ถูกกับผิด โดยไม่เหลือที่ว่างให้สีเทา การประกาศว่า "เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝ่ายคือเผด็จการ" หรือวาทกรรม "ผู้ที่ไม่ออกมาชุมนุมคือพวกไม่รักประชาธิปไตย" คือตัวอย่างที่ทำให้พื้นที่สนทนาระหว่างคนเห็นต่างถูกบีบให้แคบลง เพราะหากเห็นต่างเพียงเสี้ยวเดียวก็จะถูกผลักให้เป็นศัตรูทันที

นอกจากนี้ การมองระบบว่า "แก้ไม่ได้ ต้องรื้อมันเท่านั้น" โดยปราศจากแผนว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาแทน คือการปฏิเสธคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด แม้ในสิ่งนั้นอาจมีส่วนดีที่ควรเก็บรักษาไว้ ส่วนการประนีประนอมก็ถูกมองว่าเป็น "การขายวิญญาณ" หรือ "สมรู้ร่วมคิดกับระบบ" ผู้ที่เลือกสู้ในรัฐสภาถูกตราหน้าว่าเป็น "พวกอ่อนแอ" หรือ "ทรยศต่ออุดมการณ์" ท่าทีเช่นนี้ปิดประตูสู่ทางออกที่สงบสุขและผลักดันความขัดแย้งให้ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

ยังมีการสร้าง "ศัตรู" ที่เป็นรูปธรรมขึ้นมารองรับความโกรธแค้น มุ่งกำจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้สิ้นซาก แทนที่จะมุ่งเปลี่ยนนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการใช้วิธีการที่รุนแรงด้วยเชื่อว่าจุดหมายอันสูงส่งทำให้วิธีการอันเกินเลยเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ตั้งแต่การบุกรุกสถานที่ราชการ ไปจนถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อสัญลักษณ์ที่สังคมเคารพนับถือ

กระนั้นก็ตาม "อารยะขัดขืน" อันเป็นมรดกของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และมหาตมะ คานธี ก็มีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกัน ข้อแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่เจตนาและบริบทว่าเป็นไปเพื่อเปิดประตูสู่การเจรจาและสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน หรือเพื่อทำลายล้างโดยไม่เหลือพื้นที่ให้การอยู่ร่วมกัน

เมื่อพิจารณาลักษณะเหล่านี้แล้ว ก็ยังมิอาจด่วนสรุปว่าใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคนโดยสมบูรณ์ เราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือการ "รื้อสร้างใหม่" จากความว่างเปล่า หรือ "ปรับปรุงแก้ไข" โดยรักษาสิ่งดีไว้ กลุ่มบุคคลนั้นมีความถ่อมตนพอจะยอมรับหรือไม่ว่าตนอาจคิดผิด และเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น พวกเขาพร้อมจะทบทวนตนเอง หรือมักโทษว่าเป็นเพราะ "ศัตรูบ่อนทำลาย" และที่สำคัญ วิธีการที่ใช้ต่อสู้สอดคล้องกับโลกใหม่ที่พวกเขาหวังจะสร้างหรือไม่ หากประกาศตนเป็นนักประชาธิปไตยแต่ใช้วิธีเผด็จการในกลุ่มตนเอง หากต่อสู้เพื่อเสรีภาพแต่ปิดกั้นความเห็นต่างในหมู่พวกเดียวกัน นั่นคือความย้อนแย้งที่อันตราย

บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกสอนให้เห็นว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างเนลสัน แมนเดลา รู้จักใช้ทั้ง "การถอนรากถอนโคน" และ "การประนีประนอม" เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นตามจังหวะและสถานการณ์ ในวัยหนุ่ม เมื่อเผชิญหน้ากับระบอบถือผิวที่โหดร้ายและไม่เปิดช่องให้การต่อสู้ตามกฎหมาย แมนเดลาก็เลือกใช้วิธีการถอนรากถอนโคนอย่างถึงที่สุด ท่านร่วมก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธ เพื่อก่อวินาศกรรมต่อสัญลักษณ์ของรัฐ โดยประกาศว่า "เราเลือกที่จะต่อสู้" เพราะหนทางสันติถูกปิดตายแล้ว

ทว่าในขณะเดียวกัน แมนเดลาก็รู้จัก "ควบคุม" การถอนรากถอนโคนไม่ให้บานปลาย ท่านกำหนดขอบเขตอย่างเคร่งครัดว่าเป้าหมายคือสถานที่และทรัพย์สิน ไม่ใช่ชีวิตผู้คน เพราะท่านมองเห็นแล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องหันหน้าเข้าเจรจากับศัตรู และการนองเลือดที่เกินเลยจะทำให้การปรองดองเป็นไปไม่ได้

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน บทบาทของแมนเดลาก็เปลี่ยนตาม หลังจากถูกคุมขังยาวนานถึงยี่สิบเจ็ดปี ซึ่งท่านใช้เวลาเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวแอฟริกันเนอร์ผู้เป็นศัตรูอย่างลึกซึ้ง แมนเดลาก็เดินออกจากคุกในฐานะนักเจรจาผู้ถ่อมตน ท่านยอมเจรจา ยอมแบ่งปันอำนาจ ยอมร่วมรัฐบาลกับผู้ที่เคยจองจำท่าน โดยไม่ยอมให้ความแค้นส่วนตัวมาบดบังเป้าหมายใหญ่

และเมื่อได้เป็นประธานาธิบดี ท่านก็ทำในสิ่งที่เกินเลยไปกว่านั้น ท่านสวมเสื้อรักบี้ทีมสปริงบอค​( Springbk) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนผิวขาวในการแข่งขันชิงแชมป์โลก สร้างความตระหนกให้แก่คนผิวดำด้วยกัน แต่แมนเดลารู้ว่านี่คืออุบายที่จะหลอมรวมชาติ ท่านตั้งคณะกรรมการความจริงและการปรองดองที่ไม่มุ่งลงโทษ แต่มุ่งเปิดโปงความจริงและให้อภัย ปิดฉากสงครามกลางเมืองที่เกือบจะปะทุให้ดับลงอย่างน่าอัศจรรย์

หลักการของแมนเดลาไม่เคยเปลี่ยน แต่ยุทธวิธีเปลี่ยนไปตามจังหวะ หลักการหนักแน่นดังหินผา แต่วิธีการยืดหยุ่นดังสายน้ำ นี่คือภูมิปัญญาที่หาได้ยากและควรค่าแก่การศึกษายิ่ง

ในบริบทเมืองไทยสิบปีที่ผ่านมา เราอาจพบว่าทุกฝ่ายในความขัดแย้งต่างก็มีบางกลุ่มบางบุคคลที่เข้าข่ายความเป็นคนหัวรุนแรงได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่อ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งและประกาศจะ "รื้อ" ระบบเดิม หรือกลุ่มที่อ้างความชอบธรรมจากความมั่นคงและประกาศจะ "กำจัด" ความคิดต่างให้หมดไปจากแผ่นดิน ต่างฝ่ายต่างมี "พิมพ์เขียว" และ "ศัตรู" ของตนเอง

ข้อพึงตระหนักคือในแต่ละค่ายล้วนมีคนหลากหลาย ตั้งแต่ปีกกลางที่เชื่อในการเจรจา ไปจนถึงปีกสุดขั้วที่เห็นว่าการรื้อถอนหรือกวาดล้างเท่านั้นคือคำตอบ การเหมารวมจึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของความเป็นจริง

ท้ายที่สุด ข้อสังเกตทั้งหมดนี้มิได้มีเจตนา "ประทับตรา" ใครว่าชอบธรรมหรือเลวทราม หากแต่เพื่อเชื้อเชิญให้เราใช้ปัญญาแยกแยะ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของวาทกรรมจากฝ่ายใด เราอาจพบว่ากลุ่มที่เราชื่นชมก็มีลักษณะของความเป็นคนหัวรุนแรงอยู่ไม่น้อย และกลุ่มที่เรารังเกียจก็อาจมีแง่มุมของนักปฏิรูปซ่อนอยู่เช่นกัน

ความถ่อมตนและความหนักแน่นที่ดำรงอยู่ร่วมกัน คือหัวใจของภูมิปัญญาทางการเมืองอันยั่งยืน กล่าวคือหนักแน่นในหลักการ แต่ก็ถ่อมตนพอจะตรวจสอบตนเองและรับฟังผู้เห็นต่าง การสร้างสมดุลระหว่างความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงกับความรอบคอบที่จะอนุรักษ์สิ่งดีงาม คือหนทางเดียวที่สังคมไทยจะก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ โดยไม่ต้องรื้อถอนสิ่งต่างๆ อย่างไม่จำเป็น แต่รักษาและแก้ไขเพื่อให้คงอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์และภาคภูมิใจต่อไป