xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศอิสราเอล...กำลังถูกลบหายไปจากแผนที่!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


เบนจามิน เนทันยาฮู
“You’re f***ingcracy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this.” เหตุที่ต้องนำเอาข้อความดังกล่าวมาเกริ่นไว้แต่แรกของช่วงปิดท้ายสัปดาห์นี้ ก็คงไม่มีอะไรมาก...คือน่าจะเป็นเพราะ“แปลไม่ไหว!!!” เนื่องจากมันมีทั้ง “Fuck” ทั้ง “Ass” ทั้ง“แม่มเ-ด, เ-ดแม่มม์ม์ม์” ทั้ง “ตูด” ทั้ง “ก้น” ทั้งด่าเช็ด ด่าตะเม็ด ทั้งลำเลิกบุญคุณ จนต้องขออนุญาตเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายไปลองแกะข้อความเอาเองก็แล้วกัน... 

แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุเพราะข้อความดังกล่าวถูกนำมาอ้างอิง โดยนักข่าวอเมริกันเชื้อสายยิวอย่าง“นายBarak Ravid” แห่งสำนักข่าว “Axious” ที่ถือเป็น“ตัวปล่อยข่าว” หรือตัวที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”มักหยิบมาใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการ “ช้อนซื้อ-เทขาย”หรือ “การปั่นหุ้น” ในระหว่างที่เกิดฉากเหตุการณ์ประเภท “พลิกไป-พลิกมา” จนเป็นที่รับรู้ หรือเป็นที่กล่าวขานกันมาโดยตลอด ส่วนคราวนี้...ก็เนื่องมาจากเหตุการณ์การเจรจาระหว่างอเมริกากับอิหร่าน ว่าจะหาทางสิ้นสุด ยุติ กันในเมื่อไหร่? ตอนไหน? เพื่อที่จะช่วยให้ “ภาวะขาดแคลนพลังงาน” ที่ส่งผลให้ “คลังน้ำมันสำรอง” ของสหรัฐฯ แทบไม่เหลือติดก้นถังไปแล้วในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ พอได้ปะเหลาะปะแหละไปอีกสักพักใหญ่ๆ ช่วยให้“ราคาน้ำมัน” ในอเมริกาที่ขึ้นจาก 2 ดอลลาร์กว่าๆ ไปเป็น 3.8 หรือ 4-5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ไม่ถึงกับต้องทะลุเพดาน ทะลุหลังคาไปถึง 6-7 ดอลลาร์ต่อแกลลอน อันจะส่งผลให้ “ภาวะเงินเฟ้อ” พุ่งระเบิดเถิดเทิงไปถึง 4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5-6 เปอร์เซ็นต์โน่นเลย จนอาจเลี่ยงไม่พ้นต้อง “ขึ้นดอกเบี้ย” และเลี่ยงไม่พ้นที่จะนำไปสู่ความฉิบหาย-วายวอดของ “เศรษฐกิจอเมริกา” แบบชนิดหนักกว่ายุค “The Great Depression” เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1930 เอาเลยก็ไม่แน่ ฯลฯ ฯลฯ... 

ด้วยเหตุนี้... “นายBarak Ravid” เลยต้องออกมา“ปล่อยข่าว” ด้วยการอ้างอิง “แหล่งข่าวระดับสูง” ในทำเนียบขาวที่อาจมีรูปร่าง หน้าตา ไม่ต่างไปจาก “ทรัมป์บ้า” นั่นแหละ ถึง “อุปสรรค” ในการเจรจาหาข้อยุติระหว่างอเมริกาและอิหร่าน ที่ถูกสอดแทรก ขัดแข้ง ขัดขา โดยผู้ลากจูง “สุนัขบ้า” อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” นายกรัฐมนตรีอิสราเอลนั่นเอง ด้วยการถ่ายทอดคำพูด คำจา ระหว่างประธานาธิบดีอเมริกากับผู้นำอิสราเอล ที่ยกหูโทรศัพท์เจ๊าะๆ แจ๊ะๆ กันและกัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อให้กองทัพอิสราเอลเลิกคิดที่จะบุกผนวกดินแดนภาคใต้เลบานอนเลิกทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวาง การหาข้อตกลงระหว่างอเมริกาและอิหร่าน ที่จะยุติ“สงคราม” ไว้ชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่ อันเนื่องมาจากฝ่ายอิหร่านเขาถือว่าการเล่นงานพวก “Hezbollah” ในเลบานอน คือการ “ล่วงละเมิด” ข้อตกลงหยุดยิง จนไม่เพียงแต่ต้องหันไปปิดเส้นทางขนส่งลำเลียงน้ำมันในช่องแคบ “Hormuz” ต่อไปเท่านั้น แต่ยังอาจตามไปปิดช่องแคบ “Bab al-Mandab” ในทะเลแดง ปิดช่องทางสุดท้ายของการขนส่งน้ำมันเศรษฐีซาอุฯ แถมยังต้องตามไปถล่มนิคมชาวยิวในเลบานอนอีกด้วยต่างหาก ฯลฯราคาน้ำมันในอเมริกาที่ทำท่าว่าจะเริ่มลดๆ ลงไปมั่ง มันเลยกลับมาพุ่งระเบิดเถิดเทิง ส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า” ต้อง“แม่มเ-ด, เ-ดแม่มม์ม์ม์” ต้องลำเลิกบุญคุณในการช่วยป้องกันตูด ป้องกันก้น ไม่ให้นายกรัฐมนตรีอิสราเอลต้องติดคุก ติดตะรางไปตามกำหนดการ... 

อย่างไรก็ตาม...โดยสรุปรวมความแล้ว ไม่ว่าคำพูดข้างต้น จะเป็นคำพูดของ “ทรัมป์บ้า” หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที แต่ที่แน่ๆ ก็คือ “Everybody hates you…Everybody hates Israel” มันชักจะเป็นเรื่องจริงแบบไม่ต้องอิงนิยายใดๆ อีกต่อไป ด้วยเหตุเพราะความ “เหี้ย...มม์ม์ม์” ความห้าวและความถ่อยที่รัฐบาลอิสราเอลหรือพวก “Zionist” ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ นับจากการเปิดฉากสงครามกับพวก “Hamas”ในดินแดนฉนวนกาซา หรือด้วยการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”ชาวปาเลสไตน์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา กระแส “เกลียดยิว” ทุกวันนี้จึงหนักยิ่งไปกว่ายุคอดีตเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว คือไม่ใช่เกลียดกันเป็นประเทศๆ จนต้องเนรเทศชาวยิวออกจากประเทศโน้น ประเทศนี้ ส่งผลให้ลูกหลานชาวอิสราเอลต้องอพยพย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนกันไปเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ แต่มันชักกลายเป็นกระแสที่แผ่ซ่าน ลุกลาม ไปแทบจะทั่วทั้งโลก แม้แต่“เกาะสมุย-เกาะพงัน” ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ก็ชักจะอดรนทนไม่ไหวกะเขาไปด้วยอย่างช่วยอะไรไม่ได้!!! 

เรียกว่า...ถึงแม้รัฐบาลแต่ละรัฐบาล ที่มุ่งรับใช้พวก“อีลีทโลก” หรือบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” ทั้งหลาย ด้วยการดำรงตนเป็น “ติ่งยิว” หรือ “ติ่งอิสราเอล” มาโดยตลอด แต่เมื่อเจอกับกระแสดังกล่าวก็แทบ “ไปไม่เป็น”กันไปเป็นประเทศๆ เอาเลยก็ว่าได้ ความพยายามที่จะสกัดกั้นความเกลียดชังชาวยิวที่ถูกเรียกขานในนาม “Anti-Semitism” จนทำให้นักการเมืองและรัฐบาลยุโรปแต่ละประเทศต้องออกกฎหมาย กฎระเบียบ ห้ามโน่น-ห้ามนี่ ไม่ว่าในอังกฤษ ฝรั่งเศสเยอรมนี อเมริกา แคนาดา อิตาลี ฯลฯ ชนิดใครปฏิเสธ คัดค้าน ต่อต้านรัฐบาลอิสราเอล ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าเด็ก ฆ่าผู้หญิง ฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ สนับสนุน ส่งเสริม เสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ อาจต้องถูกจับกุมคุมขัง เนรเทศ นักศึกษาถูกไล่ออก มหาวิทยาลัยถูกตัดงบประมาณ ฯลฯ เอาเลยถึงขั้นนั้น แต่บรรดาสิ่งเหล่านี้กำลังถูกพลิกจาก “หลังตีน-เป็น-หน้ามือ” อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที... 

ภาพนักบอลฝีเท้าระดับโลกอย่าง “Lamine Yamar”แห่งทีมบาร์เซโลนา ที่ออกมาโบกธงชาติปาเลสไตน์ในช่วงฉลองชัยชนะ พร้อมกับนายกเทศมนตรีเมืองบาร์เซโลนา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศสเปนที่กลายเป็น “ขาเชียร์” ปาเลสไตน์อย่างออกหน้า-ออกตา ทำให้กระแส “สนับสนุนปาเลสไตน์” และ “เกลียดยิว”ยิ่งแผ่ซ่าน ลุกลามยิ่งขึ้นไปอีก จนแม้แต่อภิมหาโค้ชชาวสเปนอย่าง “Pep Guardiola” แห่งทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี กลายเป็น “ไอดอล” แห่งการต่อต้านความเหี้ยมโหดของประเทศอิสราเอลไปแล้วในทุกวันนี้ ไม่ต่างไปจากทีมฟุตบอลฝรั่งเศส “ปารีแซง-แฌร์แม็ง” แชมป์ฟุตบอลยูฟาแชมเปี้ยนลีคปีนี้  ที่ออกมาฉลองชัยชนะด้วยการโบกธงชาติปาเลสไตน์อยู่แถวๆหอไอเฟล หรือแฟนบอลทีมชาติไอร์แลนด์ที่พร้อมใจปาลูกเทนนิสนับร้อย ติดข้อความสนับสนุนปาเลสไตน์ต่อต้านอิสราเอล ลงไปในสนามระหว่างการแข่งกับทีมชาติกาตาร์ เพื่อเรียกร้องให้ทีมฟุตบอลตัวเองเลิกคิดที่จะลงแข่งกับทีมอิสราเอล จนผู้จัดการทีมและโค้ชเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องตอบสนองความต้องการของแฟนบอลอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ฯลฯ... 

ส่วนในอังกฤษ...แม้จะพยายามใช้นักการเมือง รัฐบาล หรือสื่อมวลชนโดยเฉพาะสำนักข่าว “BBC” ไล่ล่า เล่นงานใครก็ตามที่สนับสนุนปาเลสไตน์ต่อต้านความเหี้ยมโหดของอิสราเอลอย่างเป็นระบบและกิจการ แต่สุดท้าย...ก็คง “เอาไม่อยู่” เพราะกระทั่งนายกรัฐมนตรีที่ภรรยาเป็นชาวยิวอย่าง “นายKeir Stamer” ก็น่าจะหมดฤทธิ์ หมดสภาพลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศต้องหันมาปรับตัว ปรับสภาพ เรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการโจมตีเลบานอน อันถือเป็นการล่วงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอเมริกา-อิหร่าน เช่นเดียวกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่แม้จะยังด่าอิหร่าน ด่า “Hamas” ด่า “Hezbollah” แต่ก็มิอาจดำรงตนเป็น “ติ่งอิสราเอล” ได้อีกต่อไปแล้ว กระทั่งนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย “นายAnthony Albanese” ที่เคยชเลียร์อิสราเอลแบบชนิด “ขนติดปาก” แต่เมื่อนักมนุษยธรรมชาวออสเตรเลีย แห่งเรือ “Samud Flotilla” ออกมาเปิดเผยถึงความเหี้ยมของทหารอิสราเอล ถึงขั้นข่มขืน ทรมานพวกนักมนุษยธรรมทั้งหลายอย่างตรงไป-ตรงมา รัฐบาลออสเตรเลียเลยต้องหันมา “อมสากกะเบือ” ไม่พร้อมที่จะเป็น “ติ่งยิว” อีกต่อไป... 

เรียกว่า...ไล่มาตั้งแต่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ออสเตรีย เบลเยียม ไซปรัส กรีซ ไอร์แลนด์ ลัตเวีย เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ไปจนประเทศอิสลามอย่างตูนีเซีย ตุรกี อียิปต์ กลุ่มประเทศอ่าว อาร์เมเนีย หรือกระทั่งจีน เวียดนาม ไทยแลนด์ แดนสยาม ฯลฯ ฯลฯ กระแสเกลียดยิวต่อต้านยิว มันชักจะมาแรง-แซงโค้งยิ่งเข้าไปทุกที บางประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่ระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์เอาเลยก็ยังมี ส่งผลให้ความพยายามสนับสนุนอิสราเอลของ “รัฐบาลอเมริกันเชื้อสายยิว” ไม่ว่าโดยรัฐบาลเดโมแครต หรือรีพับลิกัน ต่างกลายเป็น “ภาระ” ที่ยากจะแบก ยากจะคอนได้ง่ายๆ อีกต่อไป ยิ่งโดยเฉพาะรัฐบาลของ “ทรัมป์บ้า” ที่ความหมายของคำว่า “America First” ได้กลายไปเป็น“Israel First” อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ กำลังส่งผลให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” ใกล้จะ “ล่มสลาย” ยิ่งเข้าไปทุกที คำพูด คำจา ของผู้นำประเทศ ที่มีทั้ง “Fuck”ทั้ง “Ass” ต่อผู้นำอิสราเอล จึงน่าจะเป็นสิ่งที่พอ “เข้าใจได้” ด้วยประการละฉะนี้... 

แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากผู้ที่มีสถานะเป็นผู้ลาก ผู้จูง “สุนัขบ้า” ไม่คิดจะเอาด้วยซะอย่าง!!! กับความพยายามบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ออกไปทาง “Bad Deal” ในสายตาของนักการเมืองอิสราเอล จนทำให้ไอ้เหี้ยมและไอ้ถ่อยอย่าง “นายItamar Ben-Gvir” รัฐมนตรีความมั่นคงอิสราเอลออกมาชี้แนะ ชี้นำ ผู้นำของตัวเองให้ใช้คำว่า“No” ต่อข้อเรียกร้องใดๆ ของ “ทรัมป์บ้า” ผู้ซึ่งไม่เพียงแต่พร้อมจะศิโรราบให้กับนักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายยิวมาโดยตลอด ยังแถมมี “ชนักปักหลัง” มีข้อมูลลับใน“แฟ้มเอปสตีน” ที่อยู่ในมือหน่วยสืบราชการลับ“Mossad” อีกด้วยต่างหาก การเดินหน้าบดขยี้ชาวปาเลสไตน์ ชาวเลบานอน ไปจนถึงการเปิดศึกรอบใหม่กับอิหร่าน อย่างไม่พึงต้องลังเลใดๆ อีกต่อไป จึงทำให้แนวโน้มของ “สงคราม” หรือ “สันติภาพ” ยังคงต้อง“ชักเข้า-ชักออก” ต้องเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา วันละ 3 เวลาหลังอาหารจนตราบเท่าทุกวันนี้ หรือจนกว่าประเทศอิสราเอลจะถูก “ลบหายไปจากแผนที่” นั่นแล...