เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
---
โลกของเราถูกบอกเล่ามาอย่างยาวนานด้วยเรื่องเล่าเพียงเส้นเดียว เรื่องเล่านั้นบอกว่า...มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าจะเกิดในเผ่าพันธุ์ใด นับถือศาสนาอะไร มีประเพณีดั้งเดิมงดงามเพียงไหน สุดท้ายแล้วเราทุกคนล้วนเดินทางไกลไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือสังคม “ทันสมัย” แบบตะวันตก และเมื่อเราเงยหน้าขึ้นมองโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจค้นพบบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพวาดอันงดงามนั้น
นั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุดของความคิดแบบฝรั่งสมัยใหม่: ความหลงตัวเองทางอารยธรรม (Civilizational Hubris) ซึ่งเกิดจากการเชื่อว่าตนเองคือผู้ถึงเส้นชัยของประวัติศาสตร์ วิถีของตนคือพิมพ์เขียวเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกผู้คนบนโลกต้องเดินตาม และจุดหมายปลายทางอื่นใดที่แตกต่างไปจากนี้ล้วนมิใช่ “ความหลากหลาย” หากแต่เป็น “ความล้าหลัง” ที่ยังไปไม่ถึง
ผมอยากชวนท่านตั้งคำถามกับความเชื่อนี้ มิใช่ด้วยจิตใจที่ปฏิเสธตะวันตก หากแต่ด้วยจิตใจที่ปรารถนาจะเห็นโลกที่เปิดกว้างและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
1. เส้นตรงที่ไม่มีวันวกกลับ กับมายาคติแห่งความก้าวหน้าไม่สิ้นสุด
หัวใจของความคิดตะวันตกสมัยใหม่คือการเชื่อว่าประวัติศาสตร์เดินหน้าเป็นเส้นตรง (Linear Progress) จากความป่าเถื่อนไปสู่ความศิวิไลซ์ โดยมีสังคมตะวันตกร่วมสมัยเป็นแบบฉบับขั้นสูงสุดของมนุษยชาติ
ความเชื่อนี้ให้กำเนิดสิ่งที่เราเรียกว่า “ความก้าวหน้า” และ “การพัฒนา” ที่มุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จบ ราวกับว่าโลกของเราไม่มีเพดาน ไม่มีขีดจำกัด และไม่มีวันวกกลับมาสู่ความเสื่อมถอย
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นอารยธรรมยิ่งใหญ่มาแล้วก็ล่มสลาย เราเห็นธรรมชาติที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของ “การพัฒนา” ที่ปราศจากความยั้งคิด เราเห็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการเร่งรุดไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกตะวันตกเองยังเสนอว่าอารยธรรมมิได้เดินเป็นเส้นตรง หากแต่หมุนเวียนเป็นวัฏจักร
ธรรมชาติสอนเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นวัฏจักร ฤดูกาลหมุนเวียน กลางวันกลางคืนผลัดเปลี่ยน การปฏิเสธการ “วกกลับ” อย่างสิ้นเชิงจึงเป็นการฝืนธรรมชาติ และการฝืนธรรมชาติย่อมนำไปสู่ความพินาศในที่สุด
2. ใครคือ “ล้าหลัง” กับการไม่รู้จักเส้นแบ่งที่เราไม่เคยต้องมี
กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา ตะวันตกเป็นผู้นิยามว่าอะไรคือ “อารยธรรม” อะไรคือ “ความป่าเถื่อน” อะไรคือ “การพัฒนา” และอะไรคือ “ความล้าหลัง”
เมื่อมองไปยังเอเชีย แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา สายตาแบบตะวันตกเห็นผู้คนที่ชีวิตการงานยังคลุกเคล้ากับเครือญาติ ศาสนายังคงกำหนดทิศทางสาธารณะ และความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ถูกตีความว่า “ด้อยพัฒนา” “งมงาย” หรือ “ยังไม่ทันสมัย”
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นญี่ปุ่นที่ล้ำสมัยแต่ยังกราบไหว้ศาลเจ้า เราเห็นจีนที่มั่งคั่งมหาศาลภายใต้ระบบคุณค่าที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก เราเห็นโลกมุสลิมที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดแต่ยังยึดหลักการเงินที่ปราศจากดอกเบี้ยตามวิถีชะรีอะฮ์
นี่ไม่ใช่ “ความล้มเหลว” ในการเดินทาง หรือเป็นหลักฐานว่าพวกเขา “ยังไปไม่ถึง” แต่มันคือหลักฐานสำคัญว่าจุดหมายปลายทางของการพัฒนานั้นมีได้หลากหลาย และ “อะไรที่ดีกว่า” นั้น แต่ละอารยธรรมต่างวาดฝันไว้ในแบบของตนเอง
เบื้องหลังสายตาเช่นนั้นคือกระบวนการใช้อำนาจผ่านความรู้ ที่สร้างภาพให้อีกฝั่งหนึ่งเป็น “ผู้ล้าหลัง” อยู่เสมอ เพื่อให้อีกฝั่งสามารถอ้างสิทธิ์เข้าไป “พัฒนา” “จัดระเบียบ” และ “นำความศิวิไลซ์” ไปให้ นี่คือกับดักทางปัญญาที่ตะวันตกวางไว้ และที่สำคัญคือกับดักที่บางครั้งเราก็หลงรับเอามาเป็นกรอบคิดของเราเอง
3. งานที่ไร้ศีลธรรม ธุรกิจที่แยกจากความดี
การ “แยกส่วน” ที่สร้างบาดแผลลึกที่สุดประการหนึ่งในโลกสมัยใหม่ คือการตัดการทำงานและธุรกิจออกจากศีลธรรม
ความคิดแบบนี้อาศัยสมมติฐานที่ว่า กลไกตลาดเป็นกลางทางจริยธรรม เราไม่จำเป็นต้องมี “คนดี” มาทำธุรกิจ เพียงแค่มีกฎหมายและแรงจูงใจที่ถูกต้อง ระบบจะควบคุมความเห็นแก่ตัวและเปลี่ยนมันให้เป็นผลดีต่อส่วนรวมเอง
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นวิกฤตการเงินโลกที่เกิดจากความโลภล้วน ๆ เราเห็นการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติ เราเห็นการปล้นทรัพยากรธรรมชาติจนหมดสิ้น และเราเห็นความรวยกระจุกจนกระจายที่เกิดจากการกระทำที่ “ถูกกฎหมาย” แต่ไร้ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง
เมื่อผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจถูกสอนให้เชื่อว่า “หน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น” คือคุณธรรมสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว จิตสำนึกต่อส่วนรวมจะกลายเป็นต้นทุนส่วนเกินโดยอัตโนมัติ นี่คืออันตรายของการแยกศีลธรรมออกจากเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด
4. Secularism กับการผลักความศักดิ์สิทธิ์ออกจากการศึกษาและการเมือง
การแยกศาสนาออกจากการเมือง (Secularism) เป็นสิ่งที่โลกสมัยใหม่ภาคภูมิใจ และต้องยอมรับว่ามันมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะการหยุดยั้งสงครามศาสนาและสร้างรัฐที่คุ้มครองเสรีภาพของทุกความเชื่อ
ทว่า...จุดอ่อนมิได้อยู่ที่การแยก แต่อยู่ที่การแยกแบบเด็ดขาดชนิดไล่ทุกมิติของศาสนาและคุณธรรมให้พ้นจากพื้นที่สาธารณะ
เมื่อการศึกษาในระบบสมัยใหม่มุ่งแต่จะผลิต “แรงงานที่มีทักษะ” โดยห้ามอภิปรายเรื่องความดี ความงาม หรือการบ่มเพาะชีวิตภายในอย่างจริงจัง สิ่งที่เราได้คือบัณฑิตจำนวนมากที่เก่งแต่ขาดทิศทาง ทำงานเป็นแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงควรใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์
สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ตอบคำถามว่า “เราเป็นใคร” “ทำไม” และ “เราควรจะทำอะไร” กลับถูกลดทอนความสำคัญลง เพราะไม่สามารถให้คำตอบที่ “แม่นยำ” อย่างวิทยาศาสตร์ได้ แต่คำถามเหล่านี้ต่างหากที่เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์
บทส่งท้าย: ไม่ใช่การทิ้ง แต่คือการ “ผสาน”
คำถามสำคัญที่ผมอยากฝากไว้ให้ท่านขบคิดคือ: เมื่อความทันสมัยไม่ใช่แม่พิมพ์เดียว เราจะก้าวต่อไปอย่างไร?
การตั้งคำถามกับจุดอ่อนของความคิดฝรั่งสมัยใหม่ ไม่ใช่การเรียกร้องให้หันหลังให้กับตะวันตก กลับไปสู่ยุคก่อนสมัยใหม่ หรือปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน
หากแต่คือการบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม
เรากำลังอยู่ในยุคที่โลกตะวันออกเริ่มก้าวข้ามตะวันตก (Post-Western) มิใช่ด้วยการต่อต้านหรือคัดค้าน แต่มิติสำคัญของ “การก้าวข้ามตะวันตก” ก็คือการนำเอาข้อดีของตะวันตกมาใช้ในวิถีทางที่เรากำหนดเอง
เราสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตะวันตกมาผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา เราสามารถมีประชาธิปไตยที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าทางจิตวิญญาณของเรา เราสามารถมีระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียสละความเป็นมนุษย์ของเรา
บางทีหนทางไปข้างหน้า อาจไม่ใช่การสร้างพีระมิดที่สูงกว่า แต่คือการร่วมกันสานตาข่ายปัญญาระหว่างอารยธรรม ที่ร้อยเรียงทั้งความคมของวิทยาศาสตร์และความลึกของจิตวิญญาณไว้ด้วยกันอย่างไม่ต้องแยกขาดอีกต่อไป
อนาคตมิได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่างตะวันออกหรือตะวันตก หากแต่อยู่ที่การกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดจากทุกอารยธรรม แล้วสร้างสรรค์ขึ้นเป็นวิถีของเราเอง
ขอเพียงเราไม่หลงเชื่อว่ามีเส้นชัยเพียงเส้นเดียวสำหรับทุกผู้คนบนโลกใบนี้.


