xs
xsm
sm
md
lg

ทุนนิยมไทยและชาตินิยมไทยมิใช่ของปลอม : ทำไมการอยากให้ไทยเป็นตะวันตกจึงไม่ใช่ทางออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


---

การวิจารณ์ทุนนิยมและชาตินิยมไทยด้วยความปรารถนาดีเพื่อให้เกิดการพัฒนา ย่อมเป็นเรื่องที่รับฟังได้ ไม่มีสังคมใดสมบูรณ์แบบ และการปรับปรุงแก้ไขคือวิถีทางของอารยชน แต่มีข้อเสนออีกประเภทหนึ่งที่มิได้มุ่งหมายเพียงการปรับปรุง หากตั้งอยู่บนคติที่ว่า ไทยเรานั้น "ผิด" และ "บกพร่อง" อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะละทิ้งวิถีของตนเองและหันไปเดินตามรอยตะวันตกให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อเสนอประเภทนี้สมควรได้รับการตั้งคำถามอย่างถึงแก่น

ผู้ที่ร่ำร้องว่าทุนนิยมไทยเป็น "ทุนนิยมจอมปลอม" และชาตินิยมไทยเป็น "ชาตินิยมเทียม" มักมีภาพในใจว่ามี "ของจริง" ดำรงอยู่ในโลกตะวันตก และหน้าที่ของเราคือการไล่ตามให้ทัน การวินิจฉัยเช่นนี้มิได้เป็นกลางอย่างที่อ้าง หากแต่แฝงไว้ด้วยคติที่ว่าทุกสังคมมีเส้นทางเดียวสู่ความเจริญ และผู้เดินช้าหรือเดินผิดทางคือผู้ล้าหลังที่ต้องถูกแก้ไขให้ตรงตามแบบ

ปัญหาสำคัญหาใช่การที่ไทยแตกต่างจากตะวันตกไม่ แต่คือการปฏิเสธที่จะมองเห็นตรรกะภายในของการผสมผสานที่ดำรงอยู่ ความแตกต่างนั้นถูกแปรเป็นความด้อยทันทีโดยไม่ผ่านการทำความเข้าใจ

ทุนนิยมไทย: ระบบที่ทำงานได้ มิใช่ระบบที่ต้องล้มล้าง

ผู้ปรารถนาจะเห็นทุนนิยมไทยโปร่งใสและปราศจากเส้นสาย มักมองไม่เห็นว่า เครือข่ายทางสังคมและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่พวกเขาดูแคลนนั้น แท้จริงแล้วคือกลไกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าได้ในสภาพแวดล้อมที่สถาบันทางการยังไม่เข้มแข็ง การระดมทุนผ่านความไว้วางใจส่วนบุคคล การตัดสินใจที่รวดเร็วเพราะสายบังคับบัญชาสั้น และการประสานงานผ่านความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันและอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน

การจะลดข้อด้อยของระบบนี้ เช่น การผูกขาดหรือการขาดความโปร่งใส เป็นเรื่องจำเป็น แต่การจะแก้ไขให้ได้ผลนั้น ต้องเริ่มจากการยอมรับว่า ระบบที่มีอยู่คือทุนนิยมรูปแบบหนึ่งที่ทำงานได้จริงในสังคมไทย ไม่ใช่สิ่งประหลาดที่รอวันถูกแทนที่ด้วยตลาดเสรีในตำรา การตั้งธงว่าจะต้องทำให้ไทยเหมือนตะวันตกให้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าฐานรากทางสังคมของไทยคืออะไร ย่อมมีแต่จะสร้างความปั่นป่วนโดยไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน

ชาตินิยมไทย: การต่อยอดจากฐานประวัติศาสตร์ มิใช่การลอกเลียน

ส่วนผู้ที่เห็นว่าชาตินิยมไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงพอ ยังยึดโยงกับสถาบันที่พวกเขามองว่าล้าสมัย เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา พวกเขามักละเลยที่จะถามว่า เหตุใดชาตินิยมที่พวกเขาเรียกว่า "เทียม" จึงสามารถยึดโยงจิตใจผู้คนจำนวนมากและดำรงอยู่ได้ยาวนานเช่นนี้

คำตอบอยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งซึ่งผู้ปรารถนาความเป็นตะวันตกมักมองข้าม: ชาตินิยมไทยมิได้ถูกสร้างขึ้นจากศูนย์ หากถูกต่อยอดขึ้นจากแกนกลางทางศีลธรรมที่มีอยู่ก่อนการมาถึงของรัฐสมัยใหม่ การปรับเปลี่ยนใด ๆ ต่อชาตินิยมไทยจึงไม่ใช่การ "รื้อ" สิ่งที่เรียกว่า "ของปลอม" แล้ว "สร้างของจริง" ขึ้นใหม่ตามพิมพ์เขียวตะวันตก หากแต่คือการพัฒนาและปรับสมดุลบนโครงสร้างที่มีชีวิตและมีรากเหง้าอยู่แล้ว

การอยากให้ไทยมีชาตินิยมที่ปราศจากสถาบันกษัตริย์และพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าตะวันตกไม่มี และการมีอยู่ของสองสิ่งนี้ทำให้ไทย "ไม่ทันสมัย" เป็นการตั้งคำถามที่กลับหัวกลับทางโดยสิ้นเชิง คำถามที่ควรถามมิใช่ "ทำอย่างไรไทยจึงจะเหมือนตะวันตก" แต่คือ "ทำอย่างไรเราจึงจะพัฒนาบนฐานของเราเองได้ดีกว่าเดิม"

ทางตันของความคิด "ต้องเหมือนตะวันตก"

กับดักทางความคิดที่ใหญ่หลวงที่สุดของพวกที่อยากให้ไทยเป็นตะวันตก ก็คือการยึดถือว่าความเป็นตะวันตกคือสากล และความเป็นไทยคือท้องถิ่นที่ต้องถูกกลืน ในเมื่อความเป็นจริงแล้ว แม้แต่ในโลกตะวันตกเองก็มิได้มีสูตรสำเร็จหนึ่งเดียว ทุนนิยมอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ล้วนแตกต่างกัน และต่างก็ใช้ทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และสถาบันของตนทั้งสิ้น

การที่ไทยมีเส้นทางของตนเอง หาใช่ความผิดปกติหรือความล้าหลังไม่ แต่คือความเป็นปกติของทุกสังคมที่มีอารยธรรมยาวนาน การผสมผสานเก่ากับใหม่ การหยิบยืมจากภายนอกในทางวัตถุแต่รักษาจิตวิญญาณภายในไว้ เป็นสิ่งที่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนกระทำมาแล้วทั้งสิ้น ญี่ปุ่นและจีนคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

การยึดมั่นว่าต้องเป็นอย่างตะวันตกจึงจะดี จึงมิใช่แนวทางแห่งการพัฒนา หากแต่คือการปฏิเสธศักยภาพของตนเอง และเป็นบ่อเกิดแห่งความอับจนทางปัญญา เพราะต่อให้พยายามเท่าใด เราก็มิอาจเป็นตะวันตกได้ และในระหว่างทาง สิ่งที่มีคุณค่าของเรากลับถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย

ทางออกอยู่ที่การรู้จักและปรับปรุงจากภายใน

ข้อเสนอที่สร้างสรรค์เพื่อให้ทุนนิยมและชาตินิยมไทยดีขึ้น ต้องเริ่มจากการถ่อมตัวยอมรับว่า สิ่งที่ดำรงอยู่มานั้นมิใช่ "ของปลอม" หากแต่คือ "ของจริง" ที่ผ่านการทดสอบจากกาลเวลาและวิกฤตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จากนั้นจึงค่อยตรวจสอบว่า บนฐานที่มีอยู่นี้ มีอะไรที่ควรแก้ไข จะแก้ด้วยวิธีใด และจะรักษาสิ่งที่ทำให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดด้วยความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสโลกได้อย่างไร

การจะปรับปรุงสิ่งใด ต้องเริ่มจากการเคารพในสิ่งนั้นก่อน การดูแคลนมรดกของตนเองว่าบกพร่องและเป็นของเทียม พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาลอกเลียนแบบผู้อื่นโดยไม่ลืมหูลืมตา คือหนทางที่แน่นอนที่สุดสู่ความล้มเหลวทั้งทางปัญญาและทางปฏิบัติ