xs
xsm
sm
md
lg

กำลังใจจากภควัทคีตา สำหรับผู้ต่อสู้คอร์รัปชัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต

---

วันนี้เช้าผมไปประชุมระดมปัญญาของราชบัณฑิตยสภา ว่า จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันและสร้างธรรมาภิบาลขึ้นมาอย่างไร มันเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น กินเข้าไปในทุกระดับของรัฐและสังคม มองไม่เห็นว่าจะต่อสู้กับความไม่ดีนี้ให้สำเร็จอย่างไร ผมคิดว่าเราพอหาทางออกได้ แต่ต้องการกำลังใจ ผมขอให้กำลังใจผ่านธรรมะของภควัทคีตาต่อไปนี้

ท่านที่ไม่ได้คุ้นเคยกับภควัทคีตา ผมขอเท้าความสั้น ๆ ว่าเป็นบทสนทนาอันลึกซึ้งระหว่างอรชุน นักรบผู้ยิ่งใหญ่ กับพระกฤษณะ สารถีของเขา ณ สมรภูมิที่ญาติมิตรและครูบาอาจารย์ของอรชุนยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม อรชุนท้อแท้ วางคันธนู ไม่อยากรบ เพราะมองเห็นแต่ความสูญเสียที่จะตามมา จังหวะนั้นเอง พระกฤษณะได้ประทานคำสอนที่กลายเป็นแก่นปรัชญาของอินเดียและเป็นที่ยึดถือของมหาตมะ คานธี มาจนถึงทุกวันนี้

คำสอนนั้นคือ กรรมณฺเยวาธิการสฺเต มา ผลสุ กทาจน
(You have the right to perform your prescribed duty, but you are not entitled to the fruits of your actions.)
แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า “ท่านมีสิทธิแต่ในหน้าที่การกระทำของตน แต่ไม่มีสิทธิในผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมาเลย”

ประโยคนี้ ถ้าฟังเผิน ๆ อาจดูขัดกับสามัญสำนึกของคนสมัยใหม่ที่ถูกสอนให้ “มุ่งผลสัมฤทธิ์” แต่ความจริงแล้วมันคือขุมพลังทางใจอันมหาศาลสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับงานหนักและระยะยาวอย่างการปราบโกง

นึกดูนะครับ คนที่ตัดสินใจสู้กับคอร์รัปชัน มักเริ่มต้นด้วยจิตใจที่ฮึกเหิม หวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่พอเวลาผ่านไป ระบบที่ใหญ่โต โยงใยซับซ้อน และอันตรายรอบด้าน ก็ทำให้หลายคนท้อถอย ถามตัวเองว่า “สู้ไปทำไม ในเมื่อไม่มีอะไรดีขึ้น” นั่นเป็นเพราะเราเอาใจไปผูกไว้กับ ผลลัพธ์ จนเกินไป

ภควัทคีตาสอนให้เราแยก “การกระทำ” ออกจาก “ผล” อย่างเด็ดขาด เหมือนชาวนาผู้ไถ่หว่าน เขามีสิทธิ์เต็มที่ในการเตรียมดิน หยอดเมล็ด ดูแลน้ำปุ๋ย แต่เขาจะไปบังคับฟ้าฝนไม่ให้แล้ง หรือไปบังคับให้ศัตรูพืชไม่มากินไม่ได้ หน้าที่ของเขาคือทำให้ดีที่สุดตามฤดูกาล หากปีนี้ล้มเหลว เขาก็รอฤดูกาลหน้าแล้วลงมือใหม่ การที่เขาไม่หยุดทำ คือการทำหน้าที่ของชาวนาที่สมบูรณ์แล้ว

การต่อสู้เพื่อความถูกต้องในบ้านเมืองเราก็อย่างนั้นแหละครับ เราไม่รู้หรอกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุจริตที่เราหว่านวันนี้ จะงอกเงยเมื่อไหร่ บางทีมันอาจใช้เวลาชั่วอายุคน บางทีคนรุ่นเราอาจเป็นแค่ผู้เตรียมดินให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้เก็บเกี่ยว แต่ถ้าไม่มีใครยอมลงมือทำหน้าที่ตรงนี้เลย สังคมก็จะจมอยู่ในตมแห่งอธรรมต่อไป

อีกบทเรียนสำคัญจากภควัทคีตาคือเรื่องของคู่ตรงกันข้ามทั้งหลาย พระกฤษณะตรัสว่า ความสุข-ความทุกข์ คำสรรเสริญ-คำนินทา ชัยชนะ-ความพ่ายแพ้ ล้วนเป็นของไม่เที่ยง มันมากระทบแล้วก็ผ่านไป

ในการต่อสู้กับคอร์รัปชันนั้น ท่านจะไม่มีทางทำให้ทุกคนรักท่านได้ คนที่เสียประโยชน์จะเกลียดชัง คนที่ไม่รู้บริบทจะต่อว่าต่อขาน หลายครั้งที่เราทำดี แต่กลับถูกด่า ถูกเข้าใจผิด ถูกขัดขวาง ถูกแก้แค้น หากเราไม่มีภูมิต้านทานทางจิตใจ เราจะเจ็บปวดและอาจล้มเลิกไปในที่สุด

คีตาสอนให้เราเป็น สถิตปรัชญ์ (one of steady wisdom) คือผู้มีปัญญามั่นคง ดำรงอยู่อย่างรู้เท่าทันอารมณ์ ถูกด่ามา... ก็รู้ว่าถูกด่า แต่อย่า “กลายเป็น” ผู้ถูกด่า ให้เห็นเป็นเพียงกระแสลมที่พัดผ่าน เราไม่ต้องถือเอามาเป็นทุกข์ของเรา ตั้งสติ แล้วกลับมาทบทวนหน้าที่ของเราต่อว่า “วันนี้เราควรทำอะไรเพื่อความถูกต้อง” แล้วลงมือทำด้วยใจที่สงบ

ผมอยากให้สังเกตด้วยว่า คีตาไม่ได้สอนให้เราปล่อยวาง “หน้าที่” แต่มันสอนให้เราปล่อยวาง “ผล” และปล่อยวาง “อหังการ” ที่ยึดมั่นในผลนั้น การทำหน้าที่โดยไม่ยึดติดผล ไม่ใช่การทำแบบไม่มีเป้าหมาย แต่คือการทำอย่างเต็มกำลังด้วยจิตที่อิสระ ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความกลัวความล้มเหลวหรือความโลภในความสำเร็จ

เมื่อเราไม่ยึดว่าต้องชนะ เราจะไม่กระหยิ่มยามสถานการณ์ดูเข้าทาง และเมื่อเราไม่กลัวว่าจะแพ้ เราก็จะไม่ถูกความท้อแท้เล่นงาน พลังใจของเราก็จะสม่ำเสมอ ดุจประทีปในที่ที่ลมไม่โชย ต่อให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกกี่ปี เราก็ยังยืนหยัดอยู่ได้

และสุดท้าย ภควัทคีตาสอนให้เรากระทำเพื่อ โลกสังเคราะห์ (Lokasamgraha) คือเพื่อความดำรงอยู่ของโลกและสังคม ไม่ใช่เพื่อสนองอัตตาของตนเอง นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก ถามใจของเราดูว่า ที่เราสู้กับคอร์รัปชันนั้น เราสู้เพื่อให้ตัวเองเป็นวีรบุรุษ เป็นที่จดจำ หรือเราสู้เพราะเห็นแก่คนอื่น เห็นแก่สังคม เห็นแก่คนรุ่นต่อไปที่ควรจะเติบโตขึ้นในระบบที่เป็นธรรม

ถ้าเราทำเพื่ออัตตา มันจะหวั่นไหวง่าย เหนื่อยง่าย และเรียกร้องผลตอบแทนทางใจตลอดเวลา แต่ถ้าเราทำเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก เราจะรู้สึกเบาและมั่นคง เพราะเราไม่ได้แบกภาระแห่งความคาดหวังของตัวกูอีกต่อไป แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง

ท่านทั้งหลายครับ อย่าท้อถอยและอย่าหลงระเริงในการต่อสู้ครั้งนี้ จงทำหน้าที่แห่งความถูกต้องด้วยหัวใจที่สงบเย็น มั่นคง และอ่อนโยนต่อตนเอง หากผลยังไม่ปรากฏ ก็จงมั่นใจว่า การที่เรายังยืนหยัดในทางที่ถูกต้องโดยไม่ขายจิตวิญญาณ นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงตั้งแต่บัดนี้แล้ว และไม่มีใครสามารถพรากชัยชนะเช่นนี้ไปจากเราได้เลย

---

รอยัลปรินเซส หลานหลวง
29 พฤษภาคม 2569