เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
นักวิชาการอย่างเราที่มาจากดินแดนและอารยธรรมเดิมที่ไม่ใช่ตะวันตก ถูกสอนให้รื้อถอนอำนาจและปลดปล่อยความรู้จากการครอบงำแบบอาณานิคม แต่ความจริงเรายังทำงานอยู่ในระบบวิชาการของไทยที่ความคิดพื้นฐานเกือบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในยุโรปตะวันตก มีกับดักหนึ่งที่อันตรายมาก คือการมองว่า "กระบวนทัศน์ที่เห็นตะวันตกเป็นจุดสูงสุดหรือจุดยุติของโลกในการพัฒนา" เป็นแค่อคติทางชาติพันธุ์ธรรมดาที่ใคร ๆ ก็มีได้ นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
กระบวนทัศน์นี้ไม่ใช่ผลพลอยได้ตามธรรมชาติของอำนาจ แต่มันคือ ระบบความคิดดั้งเดิมของตะวันตกเอง เป็นโลกทัศน์ที่มุ่งสู่ยุโรปและถูกลิขิตโดยยุโรป ที่มองดินแดนและอารยธรรมอื่นไม่ใช่แค่แตกต่าง แต่มองว่าเบี่ยงเบนและล้าหลัง ที่น่าตกใจคือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) และเสรีนิยม (Liberalism) กลับเป็นคนสร้างกระบวนทัศน์นี้ขึ้นมาอย่างแข็งขัน
ลองดูตัวอย่าง อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ปราชญ์ผู้ให้คติพจน์ "จงกล้าที่จะรู้" (Sapere aude!) และเป็นเอกบุรุษของยุคเรืองปัญญา กลับสร้างลำดับชั้นทางเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งมนุษย์เป็นสี่เผ่าพันธุ์ตามสีผิวคือ ผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง และผิวแดง และจัดให้ชนผิวขาวเท่านั้นอยู่สูงสุดของศักยภาพในการใช้เหตุผล เขาประกาศว่าคนผิวดำ "ไม่มีวันมีอารยธรรมอย่างแท้จริง" ส่วนคนผิวเหลืองนั้น คานท์มองว่ามีอารยธรรมแบบผิวเผินแต่ขาดแก่นสาร
คานท์ยังดูถูกภาษาและวิธีคิดของชาวเอเชียตะวันออกอย่างเหยียดหยาม โดยเรียกภาษาจีนว่าเป็น "ภาษาสัญลักษณ์" ที่ทำได้แค่ "วาดภาพ" ไม่อาจคิดเป็นนามธรรมได้ และเหมารวมว่า "ชนชาติตะวันออกทั้งหมดพูดด้วยภาพ" ซึ่งเป็น "ภาษาของเด็ก" พร้อมทั้งเตือนนักศึกษาอย่าเลียนแบบวิธีเขียนแบบตะวันออก เพราะจะทำให้ "รสนิยมแบบตะวันตกเสื่อมทราม" ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความเห็นชายขอบ แต่คือรากฐานที่คานท์ใช้สร้างปรัชญาศีลธรรมของเขา เหตุผลที่เขาเรียกว่าสากลนั้น แท้จริงแล้วสงวนไว้ให้คนผิวขาวเท่านั้น
ต่อมา เกออร์ก วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) สร้างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด โดยประกาศว่าประวัติศาสตร์โลกคือการเดินทางของ "จิตวิญญาณ" (Spirit) จากตะวันออกสู่ตะวันตก ตะวันออกคือ "วัยเด็กของประวัติศาสตร์" ที่หยุดนิ่งและไร้เสรีภาพที่แท้จริง จีนและอินเดียเคยมีความสำคัญ แต่ตอนนี้กลายเป็นเพียงซากอดีต มีเพียงยุโรปโดยเฉพาะปรัสเซีย (Prussia) เท่านั้นที่บรรลุถึงอิสรภาพที่สมบูรณ์ นี่คือการประกาศว่าดินแดนและอารยธรรมเดิมที่ไม่ใช่ตะวันตกไม่มีประวัติศาสตร์ ซึ่งในที่นี้หมายความว่าไม่มีพัฒนาการต่อไปอีกแล้ว มีเพียงตะวันตกเท่านั้นที่เคลื่อนไปข้างหน้า
เช่นเดียวกับ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ปราชญ์ใหญ่แห่งเสรีนิยม ผู้เขียน ว่าด้วยเสรีภาพ (On Liberty) อันลือชื่อ ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นเอง มิลล์ประกาศว่า "ระบอบเผด็จการเป็นการปกครองที่ชอบธรรมสำหรับคนป่าเถื่อน ถ้าเป้าหมายคือการทำให้พวกเขาดีขึ้น" สำหรับมิลล์ เสรีภาพไม่ใช่สิทธิของทุกคน แต่เป็นอภิสิทธิ์ที่ผู้คนจากดินแดนอื่นยังไม่คู่ควร ต้องถูกปกครองแบบเผด็จการเพื่อให้การศึกษาและเลี้ยงดูให้พร้อมก่อน นี่คือตรรกะที่ใช้สร้างความชอบธรรมให้จักรวรรดินิยม
ความคิดเช่นนี้ถูกสานต่อในสังคมวิทยาโดยมักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ผู้พยายามอธิบายว่าเหตุใดทุนนิยมสมัยใหม่จึงเกิดในยุโรปเท่านั้น คำตอบของเขาคือชนชาติอื่นขาด "จริยธรรมโปรเตสแตนต์" (Protestant Ethic) และ "ความเป็นเหตุเป็นผล" แบบตะวันตก อิสลามติดอยู่ใน "ภาวะไร้บรรทัดฐาน" (anomie) จีนติดกับดักระบบราชการแบบประเพณี อินเดียถูกพันธนาการด้วยระบบวรรณะ ทุกสังคมมี "เหตุผล" ในแบบของตน แต่มีเพียงตะวันตกเท่านั้นที่มีเหตุผลที่นำไปสู่ความก้าวหน้าที่แท้จริง เวเบอร์เปลี่ยนอคติทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นทฤษฎีที่ดูเป็นกลาง
แม้แต่คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ผู้วิจารณ์ทุนนิยมอย่างถึงราก ก็ยังหนีไม่พ้นกรอบคิดนี้ มาร์กซ์มองประวัติศาสตร์เคลื่อนเป็นขั้นตอนจากสังคมทาส สู่ศักดินา (feudalism) สู่ทุนนิยม (capitalism) และสุดท้ายสู่สังคมนิยม (socialism) แต่เมื่อมองเอเชีย เขากลับไม่พบขั้นตอนเหล่านี้ จึงสร้างมโนทัศน์ "วิถีการผลิตแบบเอเชีย" (Asiatic Mode of Production) ขึ้นเป็นถังขยะทางความคิดสำหรับสังคมที่ไม่เดินตามเส้นทางของยุโรป โดยอธิบายว่าสังคมเอเชียหยุดนิ่งเพราะรัฐควบคุมระบบชลประทานทั้งหมด สร้าง "เผด็จการตะวันออก" (Oriental Despotism) ที่เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ได้ เส้นทางของยุโรปจึงกลายเป็นบรรทัดฐานเดียวของประวัติศาสตร์มนุษย์โดยปริยาย
กับดักที่เราต้องระวังมีสองอย่าง หนึ่งคือการหนีกลับไปหาอดีตที่บริสุทธิ์ในจินตนาการ เช่นการบอกว่าดินแดนและอารยธรรมเดิมของเราดีงามทุกอย่าง ซึ่งนั่นเป็นแค่การกลับข้างคำบอกเล่าของตะวันตก ไม่ใช่การก้าวข้ามมัน สองคือการพยายามทิ้งความคิดตะวันตกทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้และไม่จำเป็น
หน้าที่ของเราไม่ใช่การทิ้ง แต่คือการทำให้ความคิดตะวันตกกลายเป็นแค่ความคิดท้องถิ่น (provincial) อย่างหนึ่ง เหมือนความคิดจีนหรือเอเชียตะวันออก เหมือนความคิดตะวันออกกลาง เหมือนความคิดเอเชียอาคเนย์เท่านั้น ไม่ใช่ความคิดสากล (universal) เราต้องแสดงให้เห็นว่าเหตุผลของคานท์ตั้งอยู่บนการเหยียดผิว เสรีภาพของมิลล์ตั้งอยู่บนการกีดกันผู้คนจากดินแดนอื่น ประวัติศาสตร์ของเฮเกลสิ้นสุดที่ยุโรป ทุนนิยมของเวเบอร์สงวนไว้ให้โปรเตสแตนต์ผิวขาว และการปฏิวัติของมาร์กซ์ก็เดินตามเส้นทางของยุโรปเท่านั้น เราต้องรู้ประวัติของความคิดตะวันตกดีกว่าตะวันตกเอง และรื้อถอนมันจากภายใน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่แบบฝึกหัดทางวิชาการ แต่มันส่งผลโดยตรงต่อชีวิตจริงของเรา เมื่อเรายังบูชาตะวันตก เมื่อยังมองความคิดตะวันตกเป็นประกาศิตศักดิ์สิทธิ์ที่เราทำได้เพียงรับมาหรือปฏิเสธไป เราก็จะติดอยู่ในวังวนของการลอกเลียนแบบหรือการต่อต้านอย่างไร้ทางออก เราจะไม่สามารถถามคำถามที่สำคัญที่สุดได้เลย นั่นคือเราจะออกแบบระบอบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคมของเราเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร โดยสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเงื่อนไขเฉพาะของเรา
ประเด็นไม่ใช่การลอกเลียนแบบตะวันตก และก็ไม่ใช่การปฏิเสธตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว ประเด็นคือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เราจำเป็นต้องดึงเอาความรู้จากทั่วโลก ไม่ใช่แค่จากยุโรป มาปรุงแต่งเป็นทางเลือกของเราเอง เราอาจออกแบบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งทุกสี่ปี แต่อาจรวมรูปแบบการปรึกษาหารือแบบชุมชนเข้าไปด้วย เราอาจออกแบบระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้เดินตามตรรกะตลาดเสรีทั้งหมดหรือวางแผนจากส่วนกลางทั้งหมด แต่อาจเป็นการผสมผสานที่ตอบโจทย์การอยู่รอดของชุมชนและศักดิ์ศรีของแรงงาน
แต่นั่นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเรายังเชื่อว่าความคิดของคานท์คือเหตุผลสากล ความคิดของเฮเกลคือจุดจบของประวัติศาสตร์ ความคิดของมิลล์คือนิยามเดียวของเสรีภาพ ความคิดของเวเบอร์คือหนทางเดียวสู่ทุนนิยม และความคิดของมาร์กซ์คือการปฏิวัติที่มีพิมพ์เขียวจากยุโรป เมื่อเราหยุดบูชา เมื่อเราเห็นว่าความคิดเหล่านี้คือคำตอบของปัญหาชาวยุโรปในยุคหนึ่ง ไม่ใช่ประกาศิตสำหรับมนุษยชาติ เราจึงจะเริ่มคิดออกว่าจะสร้างสรรค์อะไรที่เป็นของเราเองได้
นี่คืออำนาจทางปัญญาที่แท้จริงของเรา ไม่ใช่การรอให้ตะวันตกคิดให้ และไม่ใช่การลอกเลียนแบบ แต่คือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่


