xs
xsm
sm
md
lg

ของเก่าที่เรายังไม่รู้จัก : ภารกิจเร่งด่วนของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต

---

ผมเชื่อมั่นว่า หนึ่งในอาการป่วยหนักที่สุดของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทยในขณะนี้ มิใช่การขาดแคลนนักคิดหรือทฤษฎีใหม่ ๆ หากแต่คือการที่เราหมกมุ่นอยู่กับการวิ่งตาม "ของใหม่" จากโลกตะวันตก จนละเลยที่จะหันกลับมามอง "ของเก่า" ของตนเองอย่างพินิจพิเคราะห์

เราผลิตนักวิชาการที่รู้จักฟูโกต์ เรารู้จักบูร์ดิเยอ เรารู้จักฮาเบอร์มาส ดีกว่าที่เรารู้จักกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดีกว่าที่เรารู้จักเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ดีกว่าที่เรารู้จักภูมิปัญญาในจารีตประเพณีที่บรรพชนสั่งสมมา เราท่องทฤษฎีล่าสุดจากปารีส จากนิวยอร์ก จากเบอร์ลิน ได้อย่างคล่องปาก แต่อธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดสังคมไทยจึงเป็นเช่นที่เป็น เหตุใดระบบอุปถัมภ์จึงยังดำรงอยู่ เหตุใดสถาบันกษัตริย์และพุทธศาสนาจึงยังยึดโยงจิตใจผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง นี่คือความวิปริตทางปัญญาที่เราไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไป

กับดักของความเป็นศิษย์ตลอดกาล

ปัญหามิได้อยู่ที่เราเรียนรู้จากตะวันตก แต่อยู่ที่เราเรียนรู้ในฐานะ "ศิษย์" ที่รอรับการถ่ายทอดสัจธรรมจาก "ครู" เพียงฝ่ายเดียว เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทฤษฎีที่กำเนิดจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของยุโรปนั้น มีข้อจำกัดอย่างไรเมื่อนำมาใช้กับสังคมที่มีพื้นฐานทางอารยธรรมต่างกันโดยสิ้นเชิง เรายอมรับอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่า สิ่งที่ตะวันตกนิยามว่า "ทันสมัย" "ก้าวหน้า" "เป็นประชาธิปไตย" นั้น คือมาตรฐานสากลที่ทุกสังคมต้องเดินตาม โดยลืมไปว่า การอ้างความเป็นสากลของตะวันตกนั้น แท้จริงแล้วคือการเอาประสบการณ์เฉพาะของตนมาครอบงำโลกในนามของความเป็นกลางทางวิชาการ

พวกเขาตั้งตนเป็นนักปรัชญาที่มองเห็นโลกได้ชัดเจนที่สุด เป็นศิลปินที่รังสรรค์สิ่งงดงามที่สุด เป็นผู้วางกติกาและมาตรฐานที่ส่วนอื่นของโลกต้องปฏิบัติตาม เราเองก็เต็มใจยอมรับบทบาทนั้น โดยไม่เคยตั้งคำถามว่า ใครให้อำนาจนั้นแก่พวกเขา และเหตุใดเราจึงต้องยอมรับโดยดุษณี

รากของปัญหานี้ลึกกว่าที่หลายคนคิด มันมิใช่เพียงการรับเอาความคิดตะวันตกมาใช้ หากแต่คือการยอมรับ "วิธีคิด" ของตะวันตกที่จัดวางตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลความรู้ และลดทอนสังคมอื่นให้เป็นเพียง "กรณีศึกษา" หรือ "ความเบี่ยงเบน" จากบรรทัดฐาน นี่คือรูปแบบหนึ่งของการล่าอาณานิคมทางปัญญาที่ยังดำเนินอยู่ แม้ยุคสมัยของอาณานิคมทางการเมืองจะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม

ของเก่าที่เรายังอ่านไม่ออก

ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมไทยมี "ของเก่า" ที่ทรงคุณค่ายิ่งรอการกลับไปค้นคว้าและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เรามีระบบคิดเรื่องอุปถัมภ์ที่มิใช่แค่ "คอร์รัปชัน" อย่างที่ตำราตะวันตกสอน หากแต่เป็นกลไกทางสังคมที่สร้างความผูกพัน กำหนดหน้าที่ และจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมมาช้านาน เรามีความคิดเรื่อง "ธรรมราชา" ที่ผูกโยงอำนาจทางการเมืองเข้ากับศีลธรรม ซึ่งมิใช่ "ความล้าหลัง" หากรอการอธิบายในฐานะทฤษฎีการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากสัญญาประชาคมของรุสโซหรือของล็อก

เรามีพระพุทธศาสนาที่มิใช่เพียง "ความเชื่องมงาย" หากคือระบบคิดทางศีลธรรมและญาณวิทยาที่มีตรรกะภายในอันซับซ้อน ซึ่งสามารถเป็นฐานให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งได้ ดังที่เศรษฐกิจพอเพียงได้แสดงให้เห็นแล้วในระดับหลักคิด กระนั้นก็ดี เรายังขาดงานวิเคราะห์เชิงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่สามารถอธิบาย "ของเก่า" เหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ด้วยภาษาและกรอบคิดที่ร่วมสมัย โดยไม่จำเป็นต้องเทียบเคียงหรือขออนุญาตจากมาตรวัดใด ๆ ของตะวันตก

เราต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ของเก่า" จำนวนมากนั้น แท้จริงแล้วเราไม่เคยรู้จักมันอย่างแท้จริงเลยด้วยซ้ำ เรารู้จักมันเพียงในฐานะ "สิ่งที่ยังไม่ทันสมัย" "สิ่งที่ต้องปฏิรูป" "สิ่งที่ต้องกำจัด" ตามคำบอกเล่าของตำราที่เราเรียนมา แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า มันดำรงอยู่มาได้อย่างไร มันทำงานอย่างไร และมันตอบสนองความต้องการอะไรของมนุษย์ในสังคมนี้ นี่คือช่องว่างทางความรู้ที่ใหญ่หลวงที่สุดของสังคมศาสตร์ไทย

การสร้างอธิปไตยทางปัญญา

การหันกลับไปศึกษาของเก่าอย่างจริงจัง มิใช่การปฏิเสธตะวันตก มิใช่การหลบหนีเข้าสู่อดีต และมิใช่การโรแมนติไซซ์ของเก่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา หากแต่คือการสถาปนาอธิปไตยทางปัญญาของเราเอง เราจะรับหรือปฏิเสธอะไรจากตะวันตกก็ตาม การตัดสินใจนั้นต้องมาจากฐานของความรู้เท่าทัน ทั้งรู้จักเขาและรู้จักเรา ไม่ใช่การรับอย่างหมดเปลือกเพราะเห็นว่าเป็น "ของใหม่" และ "ของนอก"

สังคมใดที่อธิบายตนเองไม่ได้ สังคมนั้นก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากการเป็นทาสทางปัญญาของผู้อื่น สังคมใดที่ไม่เข้าใจตรรกะภายในของตนเอง สังคมนั้นก็ไม่มีวันออกแบบอนาคตของตนเองได้ เพราะจะทำอะไรก็ต้องคอยแหงนมองผู้อื่นว่าเขาทำอะไรกัน จะคิดอะไรก็ต้องคอยเปิดตำราว่าเขาคิดอะไรกัน นี่คือสภาพที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ และนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงต้องการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่หันกลับมาศึกษาตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง

นี่มิใช่การเรียกร้องให้ทิ้งตำราตะวันตกทั้งหมดแล้วหันไปศึกษาคัมภีร์โบราณเท่านั้น แต่คือการเรียกร้องให้เรามีสมดุลทางปัญญา ให้เราสามารถใช้ทฤษฎีตะวันตกเป็น "เครื่องมือ" โดยไม่ตกเป็น "ทาส" ของมัน ให้เราสามารถสนทนากับนักคิดตะวันตกได้อย่างเท่าเทียมในฐานะผู้มีอารยธรรมของตนเองที่ลึกซึ้งและมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ที่รอคอยเกรดจากครู

จากผู้ตาม สู่ผู้สร้าง

ผมขอเรียกร้องให้นักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ กล้าที่จะเดินออกจากร่มเงาของตำราตะวันตก กล้าที่จะใช้เวลากับเอกสารเก่า กล้าที่จะลงไปคลุกคลีกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังมีชีวิต กล้าที่จะคิดใหม่ อ่านใหม่ ตีความใหม่ บนฐานของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ของเก่าของเรามิใช่ "ข้อมูล" สำหรับการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาแบบล่าอาณานิคม หากแต่คือ "คลังความคิด" ที่อาจให้คำตอบต่อปัญหาของโลกสมัยใหม่ในแบบที่ทฤษฎีตะวันตกไม่เคยมองเห็น

เราต้องการงานศึกษาที่สามารถชี้ให้เห็นว่า ความคิดเรื่อง "บุญคุณ" มิใช่แค่พันธะทางสังคมที่บีบรัด หากแต่คือกลไกที่สร้างความมั่นคงทางจิตใจและความเป็นปึกแผ่นทางสังคมในโลกที่ปัจเจกนิยมกำลังทำลายทุกสิ่ง งานที่อธิบายว่า "อาวุโส" มิใช่แค่ลำดับชั้นที่กดทับ หากแต่คือระบบที่รักษาภูมิปัญญาข้ามรุ่นในสังคมที่ยังไม่มีระบบการศึกษาสมัยใหม่ งานที่วิเคราะห์ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นทำงานอย่างไรในฐานะ "จุดศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์" ที่ช่วยให้สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงมาได้หลายครั้งหลายหน โดยไม่จำเป็นต้องถกเถียงว่าจะเอาหรือไม่เอาระบอบกษัตริย์ตามกรอบคิดแบบสาธารณรัฐนิยมของฝรั่งเศส

เมื่อเราอธิบายของเก่าของเราได้อย่างลึกซึ้งเทียบเท่าที่นักคิดตะวันตกอธิบายสังคมของพวกเขา เมื่อเราสร้าง "ทฤษฎีจากของเก่า" ได้ เราก็จะก้าวพ้นจากความเป็นผู้ตาม และกลายเป็นผู้สร้างความรู้ที่แท้จริง ความรู้ที่ไม่ต้องรอให้ใครมาตรฐานว่าจริงหรือปลอม เพราะเรารู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร และเรารู้ว่ามันจริงอย่างไรในบริบทของเราเอง

บทสรุป: ถึงเวลาหันกลับมามองตน

สังคมไทยมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เราเดินตามตะวันตกมานานพอแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาตั้งหลัก และถามตัวเองว่า เราเป็นใคร เรามีอะไรดี และเราจะไปทางไหนต่อ

คำตอบของคำถามเหล่านี้หาได้จากการวิ่งตามทฤษฎีล่าสุดจากตะวันตกไม่ หากแต่หาได้จากการหันกลับไปค้นคว้า วิเคราะห์ และอธิบาย "ของเก่า" ของเราเอง นี่คือภารกิจทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่และเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้

และนี่คือเส้นทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การมีอธิปไตยทางปัญญาอย่างแท้จริง