xs
xsm
sm
md
lg

ทักษิณกับบทบาทหลังออกจากคุก ใครเชื่อว่าจะวางมือทางการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

ทักษิณ ชินวัตร ออกจากคุกมาแล้ว คำถามที่สังคมถามกันส่วนใหญ่คือ เขาจะหยุดบทบาททางการเมืองไหม เท่าที่ได้รับคำตอบ คนส่วนใหญ่ล้วนบอกว่า คนอย่างทักษิณนั้นยากที่จะหยุดเล่นการเมือง ก็ต้องรอดูว่าหลังพ้นโทษและถอดกำไล EM ครบ 4 เดือนแล้ว เขาจะมีบทบาทอย่างไรต่อไป


ถ้าจำกันได้ ก่อนจะกลับเมืองไทย ทักษิณพูดหลายครั้งว่าจะยุติบทบาททางการเมือง อยากกลับมาเลี้ยงหลาน แต่หลังจากออกจากโรงพยาบาลตำรวจที่ไปนอนรักษาตัวอยู่ 6 เดือน ก็เกิดเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย เพราะมีบางคนเคยพูดว่า ทักษิณจะไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว คำนี้ไม่รู้ว่าทักษิณพูดเองหรือไม่ แต่สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นก็ทำให้คนจำนวนมากเชื่อเช่นนั้น เพราะไปถึงเรือนจำได้ไม่กี่ชั่วโมง ยังไม่ทันเข้าไปอยู่หลังลูกกรง ก็ถูกนำตัวไปพักรักษาที่ชั้น 14 ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นห้องพักพิเศษมากกว่าจะเป็นห้องสำหรับผู้ป่วยวิกฤตตามที่อ้าง

หลังจากออกจากโรงพยาบาล ทักษิณก็แสดงให้เห็นว่าเขายังเป็นผู้มีอำนาจตัวจริง ทุกคนยังวิ่งเข้าหาเขา รวมถึงการขึ้นเวทีของเนชั่นในวันนั้น ที่สะท้อนให้เห็นว่าเขายังเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของพรรคและรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกสาว แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเดินสายไปทั่วประเทศ สลัดภาพคนป่วยใกล้ตายที่เคยอ้างไว้แทบหมดสิ้น จนแทบไม่มีเวลาเลี้ยงหลาน เพราะอาจคิดว่าไม่มีใครทำอะไรเขาได้แล้ว

แต่สุดท้ายก็มีผู้ไปร้องต่อศาลว่า เขาไม่ได้ป่วยจริง และเท่ากับยังไม่ได้ติดคุกจริง จนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้กลับไปจำคุกใหม่ และคราวนี้เขาต้องติดคุกจริงอยู่ 8 เดือน ก่อนจะได้รับการพักโทษออกมา

วันที่ทักษิณออกจากคุก เมื่อนักข่าวถามว่าจำอะไรได้ไหม ทักษิณตอบว่า จำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอัลไซเมอร์แล้ว และบอกด้วยว่า ไปจำศีลมา 8 เดือน ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว

คนฟังก็รู้ว่านั่นเป็นมุกที่ทักษิณพูดเล่น คนอย่างทักษิณไม่มีวันลืมสิ่งที่ตัวเองเคยประสบ ต่อให้เป็นอัลไซเมอร์จริงๆ ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ คนป่วยอาจจำเรื่องปัจจุบันไม่ได้ แต่เรื่องอดีตที่ฝังอยู่ในลิ้นชักสมองนั้นกลับจำได้ดี

ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่า ทักษิณจะหยุด เพราะเขายังมีวิบากกรรมหลายเรื่องที่ต้องเผชิญ เรื่องแรกก็คือ กรณีการไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้น ยังมีราคาที่ต้องจ่าย แม้ทักษิณจะไม่ได้ถูกร้องโดยตรง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจหลายรายกำลังถูกตรวจสอบ และทักษิณเองก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง โดย ป.ป.ช. ระบุชัดว่า หากชั้นไต่สวนพบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็สามารถขยายผลดำเนินการได้ ซึ่งหมายความว่า ทักษิณอาจถูกขยายสำนวนในฐานะ “ตัวการ” หรือ “ผู้ใช้” ได้เช่นกัน และ ป.ป.ช. ยังได้นำคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ให้ทักษิณกลับไปติดคุก มาประกอบสำนวนไต่สวนด้วย

ที่สำคัญยังมีคดีมาตรา 112 ที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ ส่วนตัวผมคิดว่า เรื่องนี้ทักษิณอาจรอด แม้คนจำนวนมากจะเข้าใจว่า คำพูดเรื่อง Palace Circle ที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีนั้น หมายถึงใครและต้องการส่งผลกระทบต่อใคร แต่ปัญหาคือ กฎหมายอาญามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้ครอบคลุมถึงบุคคลรอบสถาบันเบื้องสูง

แต่วิบากกรรมของทักษิณก็ยังไม่หมด ยังมีคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป จากกรณีตระกูลชินวัตรขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็ก โดยก่อนขายมีการทำนิติกรรมโอนหุ้นให้พานทองแท้และพิณทองทาในราคาหุ้นละ 1 บาทนอกตลาดหลักทรัพย์ ต่อมาศาลมีคำวินิจฉัยว่าหุ้นดังกล่าวยังเป็นของทักษิณ และการโอนเป็นนิติกรรมอำพราง กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ 1.76 หมื่นล้านบาท

แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ทักษิณชนะคดี แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า ทักษิณปกปิดการถือหุ้นชินคอร์ป เพราะกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้น การกระทำดังกล่าวจึงขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและขาดคุณธรรมทางภาษี ทำให้กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมประมาณ 17,600 ล้านบาท

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า กรมสรรพากรดำเนินการกับทรัพย์สินของทักษิณไปถึงไหน แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า ทักษิณมีทรัพย์สินประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับ 14 ของมหาเศรษฐีไทย และอันดับ 2,558 ของโลก นั่นหมายความว่า เขายังมีศักยภาพในการชำระภาษีจำนวนดังกล่าว และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทักษิณยังไม่สามารถวางมือจากการเมืองได้

ตอนนี้จึงต้องรอดูว่า รัฐบาลอนุทินจะทำอย่างไร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะตัดสินใจอย่างไร และกรมสรรพากรจะเดินหน้าเรื่องนี้หรือไม่ เพราะมีผู้ติดตามและยื่นคำร้องให้เร่งดำเนินการอยู่ หากผู้เกี่ยวข้องเพิกเฉย ก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ได้เช่นกัน

ที่สำคัญ สิ่งที่อยู่ในความกังวลของทักษิณก็คือ จะทำอย่างไรจึงจะพาน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้านได้ และต้องใช้โมเดลเดียวกับตัวเองหรือไม่ คือยอมกลับมาติดคุกก่อน จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 5 ปี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว

นอกจากนี้ ในคดีแพ่ง ศาลยังมีคำสั่งให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ความเสียหายจำนวน 10,028 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งลักษณ์ละเลยต่อข้อทักท้วงของหน่วยงานตรวจสอบ ปล่อยให้โครงการดำเนินต่อไปจนเกิดความเสียหาย ซึ่งกรมบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ไปแล้วบางส่วน โดยทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือบ้านย่านนวมินทร์ มูลค่าประมาณ 110 ล้านบาท แต่ก็ยังห่างไกลจากยอดที่ต้องชดใช้อีกมาก

นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่คนอัลไซเมอร์อย่างทักษิณไม่มีวันลืม ที่สำคัญอย่าลืมว่า ทักษิณยังเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคที่ยังมีอิทธิพลสูงอยู่มาก การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้พรรคเพื่อไทยจะแพ้อย่างหนักที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ตอนนั้นทักษิณอยู่ในคุก ไม่สามารถช่วยพรรคได้เต็มที่

แม้วันนี้พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และดูแลกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ดร.เชน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชายของทักษิณ ก็เริ่มได้รับความนิยมจากบุคลิกและความรู้ความสามารถที่สามารถเรียกการตอบรับจากสังคมได้ไม่น้อย พูดแบบบ้านๆ ก็คือ “อาจารย์เชนขายได้” และยังมีเวลาอีกมาก

หากรัฐบาลอนุทินล้มเหลวจากการบริหารประเทศที่ดีแต่พูดพลัส หมากตัวสุดท้ายของฝ่ายอนุรักษนิยมอาจต้องหันกลับมาพึ่ง ดร.เชน ก็เป็นได้ เพราะต้องยอมรับว่า ดร.เชนมีของ และมีคาริสมาที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจเปิดตัวสั้นเกินไป และยากจะต้านกระแสของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกทำให้กลายเป็นพรรคของชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษนิยม จนบ้านใหญ่จำนวนมากไหลเข้ามารวมตัวและชนะเลือกตั้งได้เกือบ 200 ที่นั่ง

แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า ความโดดเด่นของ ดร.เชน อาจกลายเป็นตัวเลือกและความหวังใหม่ก็ได้

อย่างไรก็ตาม ทักษิณก็คงต้องทบทวนว่า จะวางบทบาทตัวเองไว้ตรงไหน เพราะบทบาทหลังออกจากโรงพยาบาลที่แสดงความอหังการและภาพของผู้มีอำนาจตัวจริงนั้น สังคมเห็นหมดแล้ว คำถามคือ หลังพ้นการพักโทษ เขาจะลดบทบาทลงหรือไม่ จะยอมถอยไปเป็นกุนซือเงียบๆ อยู่เบื้องหลังหรือไม่ มากกว่าจะทำให้เห็นว่า อำนาจยังอยู่ในมือของตัวเองและทุกคนยังต้องวิ่งเข้าหา

การจำศีลในคุก 8 เดือนของทักษิณ จะทำให้เขาคิดได้มากแค่ไหนว่า หลังจากนี้ควรวางสถานะทางการเมืองของตัวเองอย่างไร เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า “พอแล้ว”

แน่นอน สำหรับคนอย่างทักษิณ เรื่องนี้ไม่ง่าย เขายังมีคนรัก มีกองเชียร์ และมีคนจำนวนมากที่ยังศรัทธาว่าเขาคือนายกรัฐมนตรีในดวงใจ หลายคนยังเชื่อว่า หากช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทักษิณไม่ได้อยู่ในเรือนจำ พรรคเพื่อไทยก็คงไม่พ่ายแพ้หนักขนาดนี้

เชื่อเถอะว่า ถึงวันนี้ทักษิณจะพูดเล่นว่าเป็นอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้แล้ว แต่คนอย่างทักษิณไม่มีวันวางมือจริงง่ายๆ ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย เขายังมีหลายบัญชีที่ต้องชำระจากผลกรรมของอำนาจในอดีต จากอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยมีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่ง ได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นนักโทษที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ ใครเชื่อบ้างว่า ทักษิณจะอยู่เฉยๆ ในบ้านจันทร์ส่องหล้า

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan