xs
xsm
sm
md
lg

จีน-รัสเซีย-อิหร่าน...หุ้นส่วนยุทธศาสตร์แห่งการ“เปลี่ยนโลก”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนจีน พบปะหารือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน
ไหนๆ...เปิดฉากสัปดาห์ด้วยเรื่องผู้นำมหาอำนาจสูงสุดอย่าง “ทรัมป์บ้า” ถ่อไป “Kiss Ass” ผู้นำมหาอำนาจคู่แข่งประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กันถึงที่ ปิดท้ายสัปดาห์นี้เลยคงต้องขออนุญาตพูดถึงเรื่องการเดินทางไปเยือนประเทศจีน ของผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” มหาอำนาจคู่แข่งอีกรายของอเมริกา ในช่วงวันที่ 19-20 พ.ค. ซึ่งก็คงไม่ใช่ไป “เก็บตก” อะไรต่อมิอะไรหลังการเดินทางไปเยือนจีนของ “ทรัมป์บ้า” เพราะโดยกำหนดการของผู้นำรัสเซียเขาวางเอาไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาฯ โน่นเลย แต่เป็นเพราะ “ทรัมป์บ้า” นั่นเอง ที่ชอบเลื่อนแล้ว-เลื่อนอีก กำหนดการเดินทางไปเยือนจีนของผู้นำอเมริกา มันเลยมาทับซ้อนเหลื่อมๆ กับการเดินทางเยือนจีนของผู้นำรัสเซีย โดยมิได้นัดแนะจงใจ ที่จะให้เป็นไปเช่นนั้น... 

อย่างไรก็ตาม...สัมพันธภาพระหว่างจีน-รัสเซียนั้นน่าจะเป็นอะไรที่เหนียวแน่น หนึบหนับ เกินกว่าที่ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกาเคยคิด “ตอกลิ่ม” ให้เกิดการแตกแยก แตกสลาย ดังที่เคยป่าวประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคราวล่าสุด หรืออย่างที่นักคิด นักวิชาการ ชาวรัสเซีย “Fyodor Lukyanov” ผู้อำนวยการวิจัยแห่งสโมสรนักคิด “The Valdai Club” และประธานสภาสูงสุดด้านนโยบายต่างประเทศและป้องกันประเทศรัสเซีย เขาแสดงความมั่นอก-มั่นใจไว้แบบเต็มร้อย ในข้อเขียน บทความ ชิ้นล่าสุดว่าด้วยเรื่อง “Russia and China are building something America cannot break” หรือเป็นสัมพันธภาพที่ถูกนิรมิต สรรค์สร้าง ชนิดมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกามิอาจหักล้าง ทำลายได้เลย โดยจะมีรายละเอียดแบบไหน? ประการใด? ใครที่สนใจคงต้องลองไป “คลิก” อ่านกันเอาเอง แต่ด้วยคำตอบ คำอธิบายแบบกว้างๆ คร่าวๆ ของนักคิดรัสเซียรายนี้ ต้องเรียกว่าออกจะตรงเป้า-ตรงประเด็นเอามากๆ... 

คือว่าไปแล้ว...สัมพันธภาพระหว่างจีน-รัสเซีย ได้เริ่มก่อรูป ก่อร่าง แบบเป็นเนื้อ-เป็นหนัง นับเป็นทศวรรษๆ มาแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะหลังจากอดีตผู้นำอเมริกาอย่างประธานาธิบดี “จอร์จ บุช ผู้ลูก” หรือ“George W. Bush”เขาคิดเองเออเอง ว่าหลังจากประเทศหัวขบวนสังคมนิยมอย่าง “สหภาพโซเวียต” ได้ล่มสลายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โลกใบนี้ย่อมต้องเหลือ “มหาอำนาจ” อยู่เพียงหนึ่งเดียว...นั่นคืออเมริกา!!! เลยฉวยจังหวะเหตุการณ์ “9/11”หรือเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีตึกเวิลด์เทรด เป็น “ข้ออ้าง” ในการ “เปิดฉากสงครามกับการก่อการร้าย” ในแบบ “ใครที่ไม่ยืนอยู่ข้างอเมริกา...ก็คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” พร้อมกับส่งทหารอเมริกันไปตั้งฐานทัพ ฐานปฏิบัติการ ในแถบเอเชียกลาง สร้างแรงกดดันให้กับทั้งจีนและรัสเซียด้วยกันทั้งคู่ ความเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ระหว่างจีนและรัสเซียจึงเริ่มเป็นเนื้อ-เป็นหนังขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น จนค่อยๆ ยกระดับพัฒนาถึงขั้น“ไร้ขีดจำกัด” ตราบเท่าทุกวันนี้... 

โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าว คงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ประเทศใด-ประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มุ่งที่จะ “เปลี่ยนโลก” ทั้งโลก ไม่งั้น...โลกใบนี้หนีไม่พ้นต้องกลายเป็นโลกของอเมริกาเป็น “โลกขั้วอำนาจเดียว” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ และเพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า หรือการปะทะขั้นแตกหักอันจะนำไปสู่ฉากสถานการณ์แบบที่นักคิด นักทฤษฎีบางรายเขาเรียกว่า “กับดักทูซิดีส” (Thucydides Trap) อะไรประมาณนั้น ที่อาจไม่หลงเหลือ “ผู้ชนะ” รายใดเอาเลยแม้แต่น้อย มีแต่ “ผู้แพ้” ไปด้วยกันทุกฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างกำอาวุธมหาประลัยอย่าง “ขีปนาวุธนิวเคลียร์”เอาไว้ในมือไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง การร่วมมือ ร่วมไม้ เพื่อถักทอ บูรณาการ แผนยุทธศาสตร์ในลักษณะที่ว่า จึงต้องอาศัยความประณีต ละเอียดอ่อน ตลอดไปจนความอดทน อดกลั้น อย่างเป็นขั้น-เป็นตอน จนกลายมาเป็นสัมพันธภาพที่แน่นเหนียว หนึบหนับ ชนิด “America cannot break” อย่างที่นักคิด นักวิชาการรัสเซียเขาว่าไว้นั่นเอง... 

ความประณีต ละเอียดอ่อนและความอดทน อดกลั้นของคุณพี่จีนนั้น...สามารถเห็นได้ไม่ยากจากความมุ่งมั่นและเพียรพยายามที่จะลากเลื้อยโอบกระหวัดรัดพันใครต่อใคร ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา ยุโรป ไปจนจ่อหน้าปากประตูบ้านอเมริกา ในอภิมหาโครงการเปลี่ยนโลก หรือโครงการ “BRI” (Belt and Road Initiative) นั่นแล แม้จะถูก “ยั่วยวนกวนส้นตีน” โดยคุณพ่ออเมริกาครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่ว่าโดย“นักการเมือง”ต่างๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ที่ทยอยเดินทางไปเยือนไต้หวันอย่างมิคิดรู้เบื่อ การส่งอาวุธ ขายอาวุธ ให้รัฐบาลและกองทัพไต้หวัน ไปจนถึงขั้นแอบส่งทหารเข้าไปประจำการในฐานะที่ปรึกษาเอาเลยก็ยังมีฯลฯ แต่สำหรับผู้ที่ยืนหยัดอยู่กับ “ความเป็นจีนเดียว”อย่างคุณพี่จีน ท่านก็ยังไม่คิดจะ “บุกไต้หวัน” ให้รู้แล้ว-รู้แรดกันไปซะที อย่างมากก็แค่ซ้อมรบ ทดสอบล้อมเกาะ ปิดเกาะ พอเป็นกระสาย ไม่ได้คิดโง่ๆ ง่ายๆ แบบล้อมกรอบประเทศเวเนซุเอลา จับประธานาธิบดีไปเรียกค่าไถ่ หรือคิดจะยึดเกาะคิวบา ฯลฯ อย่างคุณพ่ออเมริกาเอาเลยแม้แต่น้อย... 

ไม่ต่างไปจากคุณน้ารัสเซีย...ที่แม้แต่อดีตเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าว “CIA” อย่าง “นายRay McGovern” ยังอดไม่ได้ที่จะสรรเสริญเยินยอ ผู้นำรัสเซียประธานาธิบดี“ปูติน” ระหว่างการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว “RT” เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 พ.ค.) ถึงขั้นว่า... “พวกเราโชคดีเอามากๆ ที่มีผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวังและมีสายตาที่เฉียบขาดแหลมคม อย่าง Vladimir Putin อยู่ในตำแหน่งผู้นำรัสเซีย เพราะเขาจะไม่โดดงับอะไรแบบโง่ๆ อันจะนำไปสู่อันตรายขั้นสูงสุดต่อชาวโลกทั้งหลาย” เหตุที่อดีตเจ้าหน้าที่อเมริกันต้องหันมา “อวย” ผู้นำรัสเซียแบบสุดๆ ก็น่าจะมาจากการมองเห็นความพยายามที่จะ“ละเมิดเส้นแดง” หรือ “เส้นตาย” ของรัสเซีย โดยบรรดาชาติยุโรปหรือสมาชิก “NATO” ทั้งหลาย ที่อาศัย “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างยูเครน สาดจรวด สาดโดรน ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียถึงกรุงมอสโกเอาเลยถึงขั้นนั้น หรือดังที่หน่วยข่าวกรองรัสเซีย “SVR” (Moscow Foreign Intelligence Service) เขาได้ระบุถึงความพยายามของยูเครนที่จะใช้ดินแดนประเทศลัตเวีย เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และฟินแลนด์ เป็นฐานโจมตีรัสเซีย เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้... 

โดยถ้าหากรัสเซียคิดจะตอบโต้ผู้ที่ละเมิดเส้นแดง เส้นตาย ที่ตัวเองได้กำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้ โอกาสที่จะเกิดการลากเอา “มาตรา 5” ของ “NATO” มาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดฉากสงครามระหว่างยุโรปกับรัสเซีย ย่อมเป็นไปได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ แต่ตามมุมมองของอดีตเจ้าหน้าที่“CIA” อย่าง “นายRay McGovern” เห็นว่า วาระสำคัญขั้นแรกของปูติน...ก็คือการสร้างความก้าวหน้าในสงครามยูเครน ขณะที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่สร้างแรงกระตุ้นในเชิงลบให้กับผู้นำองค์กร “NATO”อย่างอเมริกา ไม่ดำรงตนเป็นผู้เปลี่ยนแล้ว-เปลี่ยนอีกหรือผู้คาดเดาอะไรไม่ได้แบบ “ทรัมป์บ้า” แต่มุ่งอดทน อดกลั้น โดยเฉพาะกับ “หนูตาบอด 3 ตัว” (Three blind mice) อันได้แก่ “Emmanuel Macron” ผู้นำฝรั่งเศส“Friedrich Merz” ผู้นำเยอรมนี และ “Keir Starmer”ผู้นำอังกฤษ อันส่งผลให้...“ผมคิดว่ารัสเซียกำลังเล่นเกมยาว (รอให้ยุโรปล่มสลายไปเอง) และผมอยากให้เรามีความอดทน อดกลั้น เหมือนอย่างที่ปูตินมี”... 

หรือแม้แต่อิหร่าน...ที่กำลังเผชิญหน้าแบบ 2 รุม 1 กับอเมริกาและอิสราเอล ก็แสดงให้เห็นถึงความอดทน อดกลั้นอย่างเห็นได้โดยชัดเจน คือแม้จะถูกหลอกแบบ“รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” ถูก “ชิงโจมตีก่อน” ถึง 3 ครั้ง 3 คราแต่การตอบโต้ของอิหร่านก็ยังคงเป็นไปในแบบที่เรียกว่า “Tit-For-Tat” หรือแบบมาไม้ไหน-ไปไม้นั้น ไม่ได้แสดงถึง “ความเหี้ย...มม์ม์ม์” ชนิด “ม.ม้า” ไล่ไม่ทันแบบพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกาอย่างอิสราเอลแต่อย่างใด ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวอิหร่านสังเวยให้กับการโจมตีของอเมริกา-อิสราเอลสูงถึง 3,000-4,000 ราย แต่การตอบโต้ไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อย่างเด็กนักเรียนโรงเรียน “Minab” ในอิหร่าน แต่มุ่งไปยังหน่วยทหาร กองบัญชาการและคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ว่าต่ออเมริกา อิสราเอล หรือกลุ่มประเทศอ่าวก็ตามทีทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตฝ่ายตรงข้ามมีอยู่เพียงแค่ 20 กว่ารายเท่านั้นเอง... 

ดังนั้น...ยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งหวังจะ “เปลี่ยนโลก” ไม่ว่าโดยจีน รัสเซียหรืออาจรวมอิหร่านเข้าไปด้วยก็ได้นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความอดทน อดกลั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้แต่ละฝ่ายต้องลื่นไถลลงไปสู่ “กับดัก” ที่เรียกๆ กันว่า“Thucydides Trap” อันเนื่องมาจาก “อำนาจใหม่” ที่จะเข้ามาแทนที่ “อำนาจเดิม” จนอาจเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่วางน้ำหนักเอาไว้ที่ “สันติภาพ” เอาเลยก็ว่าได้ เพราะแทบไม่ต้องหันไปคว้าอาวุธนิวเคลียร์ออกมาวัดตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย เพียงแต่อดทน อดกลั้น รอคอยให้ฝ่ายตรงข้าม “ล่มสลาย” ลงไปเอง ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจสูงสุดอเมริกา ที่นับวันจะแสดงให้เห็นถึง“ความเสื่อม” อย่างมิอาจเยียวยาใดๆ ได้อีกต่อไป ไม่ว่าผู้นำสูงสุดอย่างประธานาธิบดีที่ออกอาการ “สมองเสื่อม”หรือ “บ้า...ไปแล้ว!!!” รัฐมนตรีแต่ละราย ไม่ว่ากระทรวงกลาโหม ต่างประเทศ คลัง พลังงานอัยการสูงสุด ผู้อำนวยการ FBI ฯลฯ ต่างหนักไปทาง “ลิ้นกระดาษทรายน้ำลายแชล็ค” มุ่งเชลียร์ผู้นำแบบชนิด “ขนติดปาก”ขณะที่ผู้นำชาติยุโรป อย่างผู้นำฝรั่งเศส คะแนนนิยมเหลือแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ ผู้นำอังกฤษเหลือ 14 เปอร์เซ็นต์ จนต้องตัดสินใจลาออกกันเห็นๆ ส่วนผู้นำเยอรมนีเหลือแค่13 เปอร์เซ็นต์ต่ำสุดในประวัติศาสตร์เยอรมนี ฯลฯ 

และนั่นเอง...ที่ทำให้การคาดการณ์อนาคตของผู้นำจีน ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงครบรอบ 95 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน วันที่ 1 ก.ค.ปีค.ศ. 2016 จึงเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความประณีต ลึกซึ้ง ความอดทนอดกลั้น อันเฉียบขาดแหลมคมและแม่นยำราวตาเห็น นั่นคือคำพูดที่ว่า... “โลกกำลังอยู่ริมขอบเหวแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เรากำลังได้เป็นประจักษ์พยานต่อการล้มละลายของกลุ่มประเทศมหาอำนาจในยุโรป ความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา และสิ่งเหล่านี้ก็คือการสิ้นสุดของระเบียบโลกเดิม ดังนั้น...อีกประมาณ 10 ปีนับจากนี้ เราจะมีโอกาสได้เห็นระเบียบโลกใหม่ โดยมีกุญแจสำคัญที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา นั่นก็คือ...ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-รัสเซีย” นี่...อันนี้ต้องเรียกว่าแม่นซะยิ่งกว่า “แม่หมอ-ฟองสนาน”บ้านเรา ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า...