xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออนุทินสวมบทเป็นนายกฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



ถ้านับการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่ครั้งแรก เขาอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า 8 เดือนแล้ว ไม่รู้ว่าใครเห็นอนุทินเปล่งประกายวิสัยทัศน์อะไรออกมาในฐานะผู้นำประเทศบ้าง 

เขาพูดอะไรที่เป็นความหวังจะนำพาประเทศให้ก้าวพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจได้นอกเหนือจากกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเอาเงินส่วนหนึ่งไปทำคนละครึ่งพลัสและแก้วิกฤตพลังงาน 

สิ่งที่อนุทินบอกกับสังคมคือ เขามีพรสวรรค์ในการใช้คน สิ่งที่อนุทินทำให้เห็นคือ การมอบหมายงานให้คนอื่นรับผิดชอบตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ที่มอบให้ธรรมนัส พรหมเผ่า มาจนถึงหลังเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง พอเกิดวิกฤตพลังงานก็มอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจปราการ มาบริหารวิกฤต จนเกิดคำถามเรื่อง Conflict of Interest จึงโยนต่อไปให้เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และเมื่อเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ที่ตอนแรกนายพิพัฒน์ดูลุกลี้ลุกลนมากที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้ได้ ต่อมาอนุทินก็โยนให้เอกนิติไปศึกษาอีกเมื่อมีเสียงคัดค้านมากว่าเป็นโครงการขายฝันที่ไม่คุ้มค่า 

นี่จึงทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า อนุทินกำลังทำหน้าที่ “บริหารประเทศ” หรือกำลัง “บริหารภาพลักษณ์” กันแน่ 

จะเห็นว่า สไตล์การทำงานของอนุทิน ส่วนใหญ่นอกจากนั้นดูเหมือนเขาจะชอบงานอีเวนต์ เหมือนขับรถพุ่มพวง แล้วทำตัวเหมือนให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไปพะงัน ไปภูเก็ต เหมือนว่า เขาไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่มันก็เป็นเส้นแบ่งระหว่างคำถามว่างานแบบนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงไปด้วยตัวเองไหม หรือถ้านายกรัฐมนตรีไม่ลงไปปัญหาจะแก้ไม่ได้ก็เป็นคำถามอีกว่า ทุกเรื่องนายกรัฐมนตรีต้องลงไปไหม หรือสั่งการให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเขาดำเนินการ ถ้าทำไม่ได้ก็สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของสายงานที่รับผิดชอบได้ 

แม้ว่าอนุทินจะชอบงานประเภทไปเป็นประธานเปิดงาน แต่เราก็จะเห็นว่า เขาไม่ค่อยมีสมาธิกับเอกสารที่เจ้าหน้าที่เตรียมให้เขาอ่าน จนเคยแสดงกิริยาถุยมาแล้ว ด้านหนึ่งอาจทำให้เห็นว่า เขาเป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบพิธีรีตอง แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นเส้นแบ่งระหว่างความชิลของนักการเมืองกับความรอบคอบที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควรมี  

จนคนจึงเริ่มรู้สึกว่า เขาเหมือนกำลังเล่นบทบาทนายกรัฐมนตรี มากกว่ากำลังเป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ 

การเปิดทำเนียบรัฐบาลเรียกเจ้าสัวมาสะท้อนปัญหาก็เป็นการสร้างภาพที่ดีของอนุทิน เหมือนเขาพร้อมจะรับฟังทุกภาคส่วน แต่อนุทินช่วยบอกหน่อยสิว่า สิ่งที่บรรดาเจ้าสัวสะท้อนนั้นคืออะไร มันตรงกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดหวังจากรัฐบาลหรือไม่ หรือการตอบสนองต่อเจ้าสัวจะเป็นผลดีต่อกลุ่มทุนมากกว่าประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ และกำลังสิ้นหวังกับภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ 

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ส่องผลโพล สวนดุสิตโพลเผยประชาชนกว่าครึ่ง “สิ้นหวัง” ต่อการบริหารงานของรัฐบาล 

จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพลเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่ส่งตรงถึงรัฐบาลอนุทิน เมื่อเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เทไปในทิศทางเดียวกันว่าขาดความเชื่อมั่นในการบริหารงาน โดยเมื่อเจาะลึกไปที่ตัวเลขความคาดหวัง พบว่ามีกลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ไม่ค่อยคาดหวัง” อยู่ที่ 33.16% และกลุ่มที่ “ไม่คาดหวังเลย” อีก 23.45% ซึ่งเมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนนี้มารวมกัน จะพบว่ามีประชากรสูงถึง 56.61% หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่มีความหวังต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ในขณะที่กลุ่มที่ยังมีคนค่อนข้างคาดหวังเพียง 31.06% และคาดหวังมากเพียงแค่ 12.33% เท่านั้น 

ความไม่คาดหวังที่พุ่งสูงเกินครึ่งนี้ สอดคล้องกับความกังวลใจของภาคประชาชนในมิติเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลสำรวจระบุว่า สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมากที่สุดคือการลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน และราคาสินค้า (77.97%) ตามมาด้วยการแก้ปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้ ประชาชนถึง 44.44% ยังแสดงความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะที่อาจเกิดขึ้นจากการกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ซึ่งความกดดันรอบด้านนี้ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ถึง 46.89% มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะ “แย่ลง”

บทสรุปจากสวนดุสิตโพลในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขสถิติธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่รัฐบาลต้องเผชิญ ตัวเลขการปฏิเสธความคาดหวังที่เกินกว่าครึ่งค่อนข้างตอกย้ำว่า มาตรการหรือนโยบายที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบโจทย์หรือบรรเทาความเดือดร้อนของฟากฝั่งประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงลิ่วและการมองอนาคตในแง่ลบ การบ้านชิ้นใหญ่ของรัฐบาลหลังจากนี้ คือการเร่งกู้ความศรัทธากลับคืนมาด้วยผลงานที่จับต้องได้จริง ก่อนที่ความไม่คาดหวังจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยากจะควบคุม 

ทำไมคนไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารของอนุทินในเวลาอันรวดเร็ว ผมคิดว่า ประชาชนเริ่มมองออกว่า อนุทินมีของหรือไม่จากที่เขาเล่นแสดงบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนง่ายๆ ชิลชิล แต่ประชาชนน่าจะคาดหวังความเป็นนายกรัฐมนตรีจากเขามากกว่าบทบาทแบบนั้น 

ผมจึงคิดว่าอนุทินบริหารประเทศเหมือนการแสดง Performance มากกว่าการบริหารจริง เขาเล่นกับภาพลักษณ์ เล่นกับความเป็นคนสบายๆ เล่นกับการสร้างคอนเทนต์ทางการเมือง ทำให้ตัวเองดูเป็นนายกฯ ที่เข้าถึงง่าย แต่คำถามคือ ภายใต้ภาพเหล่านั้น มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรเกิดขึ้นจริงบ้าง 

การวิจารณ์การบริหารของอนุทินผ่านกรอบ Performance Art ตั้งอยู่บนแนวคิดของ Erving Goffman และ Guy Debord ที่มองว่าการเมืองสมัยใหม่คือการจัดฉากภาพลักษณ์มากกว่าการบริหารจริง เมื่อนำมาใช้วิเคราะห์ พบว่านโยบายสำคัญถูกนำเสนอในรูปแบบของการแถลงข่าวและตัวเลขอันยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่กลับเลือนรางและจับต้องได้ยาก 

Goffman นักสังคมวิทยาชาวแคนาดาเสนอแนวคิด “Dramaturgy” หรือการมองชีวิตทางสังคมเหมือนละครเวที เขาเห็นว่ามนุษย์ทุกคนต่าง “แสดงบทบาท” ต่อหน้าผู้อื่นเสมอ เรามี “Front Stage” คือพื้นที่สาธารณะที่ต้องแต่งตัว พูดจา และวางบุคลิกให้เหมาะกับบทบาท เช่น นักการเมืองเวลาขึ้นเวทีปราศรัย ลงพื้นที่ กอดเด็ก ยิ้มกับชาวบ้าน หรือทำท่ากินข้าวแกงริมถนน ทั้งหมดคือการแสดงบทบาทต่อผู้ชม ขณะเดียวกันก็มี “Back Stage” หรือพื้นที่หลังฉาก ที่ตัวจริง ความคิดจริง หรือกระบวนการตัดสินใจจริงอาจต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 

ลักษณะเด่นของ “Performance การเมือง” แบบนี้คือการขาดเจ้าของที่ชัดเจน กล่าวคือเมื่อเกิดความสำเร็จมีการอ้างความเป็นเจ้าของ แต่เมื่อเกิดปัญหากลับมีการโยนความรับผิดชอบออกไป ต่างจาก Performance Art ที่แท้จริงซึ่งศิลปินต้องแบกรับผลลัพธ์ทุกอย่างอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ประชาชนในฐานะ “ผู้ชม” ก็ไม่มีส่วนร่วมที่แท้จริง การมีส่วนร่วมกลายเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ใช่การเปิดพื้นที่อำนาจจริงๆ 

สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ Performance การเมืองแบบนี้ไม่ทิ้งร่องรอยที่มีความหมายไว้เบื้องหลัง ต่างจาก Performance Art ที่ดีซึ่งฝังตัวอยู่ในความทรงจำร่วมของสังคม นโยบายที่ดูยิ่งใหญ่ในวันประกาศกลับกลายเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน โดยไม่ตั้งใจ และปัญหาเชิงโครงสร้างก็วนซ้ำข้ามรัฐบาลโดยไม่มีความแน่วแน่  

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าอนุทินบริหารดีหรือไม่ แต่คือสังคมไทยจะแยกแยะระหว่าง “การแสดง” กับ “การกระทำจริง” ของเขาได้อย่างไร 
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan