เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องแวะไปดูการพบปะ เจอะเจอ จับเข่า จับหัวหน่าว พูดจาภาษาดอกไม้ระหว่าง “พญามังกร” กับ “พญาอินทรี” หรือระหว่างผู้นำจีน ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กับผู้นำอเมริกา “ทรัมป์บ้า” ที่กรุงปักกิ่งเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ามันจะส่งผลแบบไหน? อย่างไร? ต่อความเป็นไปของโลก เพราะท่ามกลางโลกที่กำลังทรหวลปั่นป่วนคลั่งอยู่ในทุกวันนี้ การพบปะ เจอะเจอ ระหว่างมหาอำนาจเบอร์1 กับมหาอำนาจเบอร์2 ของโลก ย่อมต้องส่งผลบวก-ผลลบต่อบรรดาประเทศต่างๆ มากบ้าง-น้อยบ้างไปตามสภาพนั่นแหละทั่น!!!
ส่วนมันจะส่งผลให้การ “ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน” หรือ “The Great Rejuvenation of the Chinese Nation” ตามความปรารถนา-ต้องการของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” สามารถดำเนินควบคู่ไปด้วยกันกับการทำให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” หรือ “Make America Great Again”ของ “ทรัมป์บ้า” หรือไม่? ประการใด? อันนี้...คงต้องดูกันยาวว์ว์ว์ๆ อย่าเพิ่งไปดีใจ ปลาบปลื้มยินดีกับ “สีสัน-บรรยากาศ” ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามปรุงแต่งให้มันออกไปในแนวนั้น ด้วยเหตุเพราะความขัดแย้ง หรือการเผชิญหน้าระหว่าง “มหาอำนาจทั้งสอง”นั้น ย่อมมีแต่จะนำมาซึ่ง “ความฉิบหาย-วายวอด” ไปด้วยกันทุกฝ่าย แม้ว่าโดยแนวคิด-ทฤษฎี อย่างที่นักรัฐศาสตร์ยุคใหม่ๆ เช่น “นายGraham Allison” เคยให้คำนิยามไว้สั้นๆ ว่าด้วยคำว่า “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) โดยอ้างอิงมาจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของชาวกรีกยุคโบร่ำโบราณ หรือ “History of Peloponnesian War” ที่เขียนโดย “Thucydides” ว่าถ้าหากการเข้ามาแทนที่ของ “อำนาจหนึ่ง” โดย “อีกอำนาจหนึ่ง” อุบัติขึ้นมาเมื่อไหร่? สิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ก็คือ “สงคราม”นั่นเอง!!!
แต่สำหรับนักคิด นักกฎหมาย และนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ชาวจีน อย่าง “นายVictor Gao” รองประธานสถาบัน “CCG” หรือ “Center for China and Globalization” ท่านค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดทฤษฎีเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง และโดยเหตุ-โดยผลที่นำมาอธิบาย ขยายความ ก็ออกจะมี “น้ำหนัก” อยู่พอสมควรทีเดียว คือถ้าหากเป็นยุคโบร่ำโบราณ ทฤษฎีทำนองนี้...อาจพอเป็นไปได้เพราะยังต้องรบกันด้วยหอก แหลน หลาว หรือไสช้าง ไสม้า ออกมาทำสงครามซึ่งไม่ถึงกับหนักหนา-สาหัสมากมายสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากเป็นยุคใหม่ สมัยใหม่ ที่ต่างฝ่ายต่างกำอาวุธมหาประลัยอยู่ในมือ อย่าง “ขีปนาวุธนิวเคลียร์” ไปด้วยกันทั้งคู่ การขัดแย้ง การเผชิญหน้า อันจะนำไปสู่ “สงคราม” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ย่อมนำมาซึ่ง “ความฉิบหาย-วายวอด” ไปด้วยกันทุกฝ่าย หรือไม่มีฝ่ายใดที่จะเป็นผู้ชนะ มีแต่แพ้ไปด้วยกันทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้...การหันมาเจ๊าะแจ๊ะเจรจา เพื่อหาทาง “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ให้จงได้ จึงน่าจะทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องลื่นไถลลงไปสู่ “กับดักทูซิดิดีส” ได้ด้วยกันทั้งคู่...
แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับผู้ที่มีสติ-สตังค์ครบถ้วน สมบูรณ์ แนวคิดของ “ศาสตราจารย์Victor Gao” อาจมีน้ำหนักมิใช่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ “บ้า...ไปแล้ว!!!” อย่าง “ทรัมป์บ้า” อันนี้...คงต้องคิดหน้า-คิดหลัง คิดสักแปดตลบ สิบตลบเป็นอย่างน้อย ถึงจะพอมองเห็นทางออก-ทางไปอยู่มั่งลางๆ ด้วยเหตุเพราะความปรารถนา ความต้องการ ที่จะ “Make America Great Again” ของผู้นำอเมริกันรายนี้ มันออกจะหลุดโลก หลุดวงโคจร ไม่เหลือสติ-สตังค์ใดๆ ติดปลายนวมไว้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าการคิดที่จะยิ่งใหญ่ด้วยการจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลาไปเรียกค่าไถ่ คิดจะยึดประเทศคิวบา ผนวกเกาะกรีนแลนด์ ผนวกแคนาดา มาเป็นรัฐที่51-52 ของอเมริกา หรือแม้แต่การคิดจะบุกอิหร่านเพื่อยึดแหล่งน้ำมันมาเป็นของตัวเอง ไม่งั้น...ก็หันมา “ควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงานโลก”แปรสภาพกองทัพเรืออเมริกัน ให้กลายเป็น “เรือโจรสลัด” อย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียท่านได้ระบุเอาไว้...
อย่างไรก็ตาม...ถ้าสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม” นั้น มันเป็นไปดังที่นักปรัชญาและนักยุทธศาสตร์ชาวเยอรมัน อย่าง “Carl von Claywitz”ท่านได้สรุปไว้นานแล้วว่า...คือ “กรรมวิธีอื่นๆ” ที่ต่อเนื่องไปจาก “กระบวนการทางการเมือง” (War is the continuation of politics by other means) แต่ถ้าหาก “การเมือง” ดัน “เจ๊ง” ดัน “ล่มสลาย” ไปซะก่อนที่จะหันไปใช้ “กรรมวิธีอื่นๆ” โอกาสที่จะปะทะขัดแย้ง เผชิญหน้าถึงขั้นต้องทำ “สงคราม” ระหว่างกันและกัน ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้...แม้ฝ่ายจีนเขาจะพยายามไม่ให้ตัวเองลื่นไถลลงไปสู่ “กับดักทูซิดิดีส” ก็ตามที แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปิดหู ปิดตา มองไม่เห็น “ความบ้า”ของ “ทรัมป์บ้า” แต่อย่างใด...
ตรงกันข้าม...การผงาดขึ้นมาของ “Petro Yuan” ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของ “Petro Dollar” โดยเฉพาะในช่วง “สงครามอิหร่าน” การดำรงความมุ่งหมายและเพียรพยายามที่จะขับเคลื่อนโครงการ “BRI” หรือโครงการหนึ่งแถบ-หนึ่งเส้นทาง ให้ลากเลื้อย ร้อยรัด ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา ยุโรป ไปยันถึงละตินอเมริกามานับสิบๆ ปี ขณะที่กองทัพอเมริกันกลับถูกส่งไปรบกับใครต่อใครไม่ว่าในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป หรือละตินอเมริกา จนทำให้นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันเองเจ้าของนิตยสาร “Trends Journal”อย่าง “นายGerald Celente”ถึงกับต้องสรุปว่า “ขณะที่อเมริกาทำสงคราม-แต่จีนทำธุรกิจ” อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงตะโกนออกมาดังๆ ขณะออกรายการช่อง “YouTube” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาถึงขั้นว่า...“ประเทศนี้(อเมริกา)จบสิ้นแล้ว...ทั่วโลกกำลังเกลียดอเมริกาและเงินดอลลาร์กำลังจะถึงจุดจบ” หรือกำลังมองเห็นอาการ “เจ๊ง”อาการ “ล่มสลาย” ของประเทศอเมริกาแบบต่อหน้า-ต่อตา เอาเลยก็ว่าได้...
พูดง่ายๆ ว่า...ความพยายามที่จะ “Make America Great Again” ตามแบบฉบับผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” มันออกจะผิดแผกแตกต่าง ไปจากความพยายามที่จะ “Great Rejuvenation of the Chinese Nation”ของผู้นำจีนอย่าง “สี จิ้นผิง”แบบคนละเรื่อง คนละม้วน ยิ่งเมื่อ “กองทัพแห่งศตวรรษที่20” ของอเมริกา ประสบกับความแพ้แล้ว-แพ้อีก ไม่ว่าตั้งแต่ประเทศเล็กๆ อย่างเวียดนาม อัฟกานิสถาน เยเมน ฯลฯ ไปจนถึงอิหร่าน ไม่ว่าช่วงสงคราม12 วัน หรือ60 กว่าวันก็แล้วแต่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับ “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่21” ที่กลายเป็นตัวเปลี่ยนโฉมหน้าสงครามให้ไม่มีวันเหมือนเดิมต่อไปอีกแล้ว ความพยายาม “Make America Great Again” ของ “ทรัมป์บ้า” จึงกลับจะกลายเป็น “ตัวเร่ง” ให้ “America Dead Again” ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น!!!
ดังนั้น...แม้ผู้นำจีนท่านจะพยายาม “ปรุงแต่ง” สีสัน-บรรยากาศ ในการพบปะ เจอะเจอ ระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง ให้ดูสวยสดงดงาม เพียงใดก็ตาม แต่โดย “ความจริง” หรือ “ข้อเท็จจริง” แล้ว คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ “มหาอำนาจรายใหม่” อย่างจีน ต้องหันไปใช้ “กรรมวิธีอื่นๆ”ที่ต่อเนื่องไปจาก “กระบวนการทางการเมือง” ในการผงาดขึ้นมาแทนที่ “มหาอำนาจรายเดิม” ซึ่งกำลังเสื่อมโทรมลงไปอย่างเห็นได้โดยชัดเจน เพราะแม้ว่าใน “สวรรค์อันกว้างใหญ่”จะกว้างพอที่จะให้ทั้งพญามังกรและพญาอินทรีบินไป-บินมาได้สบายๆ ดังที่ท่านภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรี อาจารย์ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ท่านเจตนาดีอยากจะเห็นการอยู่ร่วมกันโดยสันติของทั้งสองฝ่าย เลยอาจ “ชงหวาน” ไปนิดไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “พญามังกรและพญาอินทรีในโลกเดียวกัน” แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้...อินทรีภายใต้การนำของ “ทรัมป์บ้า”...มันชักไม่ใช่ “พญาอินทรี” อีกต่อไปแล้ว หนักไปทาง “อีแร้ง”ที่แทบไม่เหลือขนติดตัวเอาเลยก็ว่าได้ และนั่นเอง...ที่ทำให้ “อีแร้งอเมริกา”ถึงกับต้องถ่อมา “Kiss Ass” คุณพี่จีนถึงกรุงปักกิ่ง อย่างที่อภิมหาการ์ตูนนิสต์ “บัญชา-คามิน” ท่านวาดจินตนาการให้เห็นกันจะจะ...
อย่างไรก็ตาม...การพบปะเจอะเจอระหว่าง 2 มหาอำนาจคราวนี้ ก็น่าจะถือเป็นข้อพิสูจน์และข้อสรุปได้ว่า โลกใบนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “โลกขั้วอำนาจเดียว” หรือโลกที่เคยอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของตะวันตก
ได้สิ้นสุด ยุติลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง การก่อรูป ก่อร่าง “ระเบียบโลกแบบใหม่” ภายใต้โลกที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ”จะเป็นไปในรูปไหน? แบบไหน? อันนี้นี่แหละ...ที่ยังคงเป็น “คำถามตัวโตๆ” ที่ทุกๆ ประเทศไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มหาอำนาจ-ไม่มหาอำนาจ จะต้องพยายามเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปดังที่ “สุภาษิตสันสกฤต” ว่าไว้นั่นแหละว่า... “Rise and fall are properties of the big as wax and wane are of the moon; stars, However, suffer no change.”หรือ “ความเจริญและความเสื่อมเป็นเรื่องของคนใหญ่คนโต อุปมาดั่งพระจันทร์ซึ่งมีขึ้นมีแรม ส่วนดวงดาวทั้งหลายหาได้มีการผันแปรไม่...”


