xs
xsm
sm
md
lg

ออกจากกับดักธูซิดิดีส สู่กระบวนทัศน์แบบจีน : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


---
โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข" — ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

---

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด — นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

---

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก — งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต — ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" — ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง — จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร — จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน — ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา — ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง — จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ — ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

---

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) — ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ) — ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) — ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) — ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) — อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

---

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด — มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว — ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" — ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

---

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้นครับ

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา — ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร

นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" — การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ — โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

---

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม — ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

---

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม — มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

---

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้