หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
แม้รัฐบาลอนุทินจะบอกว่าพร้อมถอยหากคนใต้ไม่ต้องการแลนด์บริดจ์ และบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอเป็นร่างเก่าที่ตกไปแล้ว แต่ต้องรอดูหลังจากตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังมาศึกษา 90 วัน เรื่องนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร และกฎหมายใหม่ที่จะร่างมารองรับแลนด์บริดจ์นั้นจะแตกต่างกับที่ร่าง พ.ร.บ.SEC ที่พรรคเคยเสนอหรือไม่
ส่วนแลนด์บริดจ์นั้นมีคำถามว่าหากสร้างแล้วจะมีใครมาใช้บริการเพราะปัญหาใหญ่ของแลนด์บริดจ์คือ “Double Handling” หรือการต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือ ขนข้ามแผ่นดิน แล้วโหลดขึ้นเรืออีกลำ ต่างจากการผ่านช่องแคบมะละกาที่เรือสามารถแล่นต่อเนื่องได้เลยโดยไม่ต้องแตะตู้กลางทาง กระบวนการของแลนด์บริดจ์จึงเพิ่มทั้งเวลาและต้นทุนจากการใช้ปั้นจั่น ท่าเรือ รถไฟ ลานพักตู้ ค่าแรง ค่าประกัน และความเสี่ยงที่ตู้จะค้างสะสมเมื่อปริมาณหนาแน่น ยิ่งเรือขนาดใหญ่ระดับ 20,000 TEU ต้องถ่ายตู้หลายพันใบ ระบบทั้งหมดจะยิ่งซับซ้อนและเสี่ยงเกิดคอขวดทันที
ดังนั้น แลนด์บริดจ์อาจจะเป็นแค่โครงการขายฝันที่ยากจะหาผู้มาลงทุน เพราะโลกโลจิสติกส์ยุคใหม่ไม่ได้วัดแค่ “ระยะสั้นกว่า” เพราะสิ่งที่สายเรือต้องการจริงๆ คือ “ความต่อเนื่องและความแน่นอน” ช่องแคบมะละกายังได้เปรียบตรงที่เป็นการเดินเรือแบบต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดถ่ายตู้ เปลี่ยนรูปแบบขนส่ง หรือรอขึ้นเรือใหม่
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคภูมิใจไทยบอกว่าร่างพ.ร.บ.SEC ที่พรรคเคยเสนอและตกไปแล้วเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกำลังจะบอกว่าฝ่ายที่ตั้งคำถามกำลังจับแพะชนแกะ ทั้งที่ความจริงแล้วสองเรื่องนี้เชื่อมกันแทบจะแยกไม่ออก เพราะแลนด์บริดจ์คือ “โครงการ” แต่ SEC คือ “เครื่องมือทางกฎหมาย” ที่จะทำให้โครงการแบบนี้เดินได้เร็วขึ้น ใหญ่ขึ้น และพ้นจากข้อจำกัดเดิมๆ ของอำนาจรัฐไทย เราก็ลองย้อนไปดูว่าพรรคภูมิใจไทยเคยมีแนวคิดอย่างไร
ถ้าใครไม่ได้อ่านก็เชื่อว่า SEC เป็นแค่เขตเศรษฐกิจพิเศษธรรมดา เอาไว้ดึงดูดการลงทุน คล้าย EEC ที่ภาคตะวันออก แต่ถ้าเปิดอ่านจริงๆ จะพบว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันคือ “การจัดระเบียบอำนาจใหม่” บนพื้นที่ภาคใต้ทั้งแถบ
EEC เกิดขึ้นบนฐานพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมของภาคตะวันออก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน หรือโครงสร้างการผลิตที่ผูกกับอุตสาหกรรมส่งออกมานานหลายสิบปี พื้นที่แถบนั้นถูกออกแบบเป็นฐานอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ยุค Eastern Seaboard ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
แต่ SEC ต่างออกไป เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ขยายฐานอุตสาหกรรม” แต่มันคือการ “เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ” ของภาคใต้ทั้งแถบ ผ่านแลนด์บริดจ์ ท่าเรือน้ำลึก ระบบราง เขตโลจิสติกส์ และเมืองเศรษฐกิจใหม่ EEC จึงเหมือนการ “ต่อยอด”แต่ SEC คล้ายการ “รื้อโครงสร้างพื้นที่ใหม่”
อีกจุดที่ต่างกันคือ “ความเข้มของอำนาจรวมศูนย์” EEC เองก็ถูกวิจารณ์เรื่องซูเปอร์บอร์ดมาแล้ว แต่ SEC ถูกมองว่ามีแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจหนักกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับโครงการยุทธศาสตร์ขนาดมหาศาลที่รัฐต้องการเร่งให้เกิดเร็วที่สุด โดยเฉพาะแลนด์บริดจ์ที่ถูกวางเป็น Mega Project ระดับล้านล้านบาท ยิ่งโครงการใหญ่เท่าไร รัฐก็ยิ่งพยายามสร้าง “ทางลัดทางกฎหมาย” มากขึ้นเท่านั้น
และตรงนี้เองที่หลายคนเริ่มกังวล เพราะร่าง SEC มีลักษณะเปิดช่องให้ยกเว้นหรือผ่อนปรนกฎหมายหลายด้าน ทั้งเรื่องผังเมือง การใช้ที่ดิน การร่วมลงทุน การอนุญาตบางประเภท รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ EEC แม้จะมีสิทธิประโยชน์มาก แต่ตอนนั้นสังคมยังไม่ได้ตื่นตัวเรื่อง “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” เท่าปัจจุบัน EEC อยู่บนพื้นที่ที่อุตสาหกรรมหนักอยู่มานานแล้ว แม้มีผลกระทบ แต่คนในพื้นที่ส่วนหนึ่งคุ้นกับเศรษฐกิจแบบนิคมอุตสาหกรรม แต่ SEC จะกระทบพื้นที่ชายฝั่ง ภาคประมง การท่องเที่ยว ทรัพยากรทะเล และวิถีชุมชนภาคใต้โดยตรง ซึ่งมีความอ่อนไหวทางสังคมสูงกว่า
พูดง่ายๆ คือ ถ้า EEC คือการขยายโรงงาน SEC อาจหมายถึงการเปลี่ยนทั้งภูมิภาค
ใน SEC สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่คำว่าแลนด์บริดจ์ แต่คือคำว่า “ยกเว้น” ยกเว้นกฎหมายผังเมืองยกเว้นข้อจำกัดบางเรื่องของการร่วมทุนรัฐเอกชนยกเว้นเงื่อนไขการใช้ที่ดินยกเว้นขั้นตอนปกติที่เคยมีไว้เพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐและทุน พูดง่ายๆ คือ ร่างกฎหมายนี้กำลังพยายามสร้าง “ทางด่วนพิเศษ” ให้ทุนขนาดใหญ่เดินเข้ามาได้เร็วขึ้น โดยมีคณะกรรมการชุดเดียวถืออำนาจรวมศูนย์สูงมาก
และตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มเรียกมันว่า “ซูเปอร์บอร์ด” เพราะเมื่อคณะกรรมการนโยบายสามารถกำหนดพื้นที่ กำหนดสิทธิประโยชน์ กำหนดแนวทางพัฒนา และบางกรณีมีผลเหนือระบบราชการปกติ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “จะสร้างอะไร” แต่คือ “ใครกำลังได้อำนาจอะไรเพิ่ม”
ที่สำคัญคือเรื่อง “ต่างชาติ” คนที่บอกว่า SEC ไม่เกี่ยวกับการเปิดทางให้ต่างชาติ อาจยังไม่ได้อ่านสาระสำคัญบางส่วน เพราะร่างกฎหมายนี้เปิดช่องให้นิติบุคคลต่างด้าวในพื้นที่ SEC สามารถถือครองหรือใช้ประโยชน์ที่ดินได้มากกว่ากฎหมายปกติ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์พิเศษหลายด้านที่เดิมต่างชาติอาจทำไม่ได้ง่ายๆ
แม้อ้างว่าพรรคภูมิใจไทยจะอ้างว่าร่างนี้ตกไปแล้วหากเจาะลึกประเด็น “สิทธิประโยชน์เหนือระดับ” ในร่างกฎหมาย SEC ที่มีลักษณะการยกเว้นกฎหมายปกติเพื่อดึงดูดทุนต่างชาติมีหลายประเด็นที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายปกติที่บังคับใช้กับบุคคลทั่วไปและพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยดังนี้
1.การปลดล็อกการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
โดยปกติแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดินของไทยมีข้อจำกัดเคร่งครัดในการที่คนต่างด้าวจะถือครองที่ดิน แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบกิจการในเขต SEC (ซึ่งรวมถึงบริษัทต่างชาติ) สามารถ ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อประกอบกิจการได้โดยตรง นอกจากนี้ยังรวมถึงการอนุญาตให้ถือครอง กรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ในสัดส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 49 ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมายอาคารชุดปกติ
2. สิทธิการเช่าระยะยาว "เกือบชั่วชีวิต" (99 ปี)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ทำได้สูงสุดเพียง 30 ปี แต่ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ผู้ลงทุนสามารถทำสัญญาเช่าได้นานถึง 50 ปี และสามารถต่ออายุสัญญาได้อีก 49 ปี รวมเป็น 99 ปี สิทธินี้ทำให้การเช่ามีลักษณะใกล้เคียงกับการเป็นเจ้าของในระยะยาว ซึ่งเป็นโมเดลที่จูงใจนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความมั่นใจในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาคืนทุนนาน
3. การยกเว้นระเบียบ "คนเข้าเมือง" และ "แรงงานต่างด้าว"
ร่างกฎหมายนี้อำนวยความสะดวกในการนำเข้า "ทรัพยากรบุคคล" จากต่างประเทศอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือ ผู้ชำนาญการ หรือผู้บริหาร โดยจะได้รับสิทธิพิเศษที่ เหนือกว่ากฎหมายคนเข้าเมืองปกติ เช่น:การได้รับวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-term Resident Visa)/การลดหย่อนเกณฑ์การรับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่รวดเร็ว/สิทธิในการให้คู่สมรสและบุพการีเข้ามาพำนักในไทยได้ภายใต้สิทธิเดียวกัน
4. อิสระทางการเงินและการใช้เงินตราต่างประเทศ
หนึ่งในประเด็นที่ "เหนือปกติ" คือการผ่อนปรนกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการในเขต SEC สามารถ ใช้เงินตราต่างประเทศในการชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างกัน ภายในเขตพื้นที่ได้โดยตรง ซึ่งปกติแล้วการทำธุรกรรมภายในประเทศจะต้องใช้เงินบาทเป็นหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและระบบเศรษฐกิจ
5. กลไก One Stop Service: อำนาจเบ็ดเสร็จตัดตอน เพื่อให้การลงทุนรวดเร็วที่สุด
ร่าง พ.ร.บ. นี้มักกำหนดให้เลขาธิการหรือคณะกรรมการ SEC มีอำนาจ "อนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือรับจดทะเบียน" แทนหน่วยงานรัฐตามกฎหมายอื่นเกือบทั้งหมด (เช่น กฎหมายโรงงาน, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, กฎหมายก่อสร้าง) กลไกนี้ถูกมองว่าเป็นการรวบอำนาจมาไว้ที่จุดเดียว ทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ดูแลมิติจำเพาะ (เช่น ผลกระทบชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม) อาจถูกลดทอนความเข้มงวดลงเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั่วไป
แม้รัฐบาลและผู้เสนอฝ่ายสนับสนุนจะย้ำว่า การให้สิทธิพิเศษเหล่านี้คือ "เครื่องมือ" จำเป็นในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นเหล่านี้ก็นำมาซึ่งคำถามเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย" ระหว่างทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทยท้องถิ่น รวมถึงความกังวลเรื่องผลกระทบต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามการพิจารณาในชั้นรัฐสภาอย่างใกล้ชิด
และเมื่อเอาไปรวมกับโครงการระดับล้านล้านอย่างแลนด์บริดจ์ ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “ท่าเรือสองฝั่งทะเล” แต่คือการสร้าง “พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษขนาดมหึมา” ที่กฎหมายปกติของประเทศเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ประชาชนเริ่มถามว่าสุดท้ายแล้ว รัฐกำลังพัฒนาประเทศ หรือกำลังสร้างเขตเศรษฐกิจที่รัฐเองคุมไม่ได้ในอนาคต
ฝ่ายสนับสนุน SEC ก็มีเหตุผลของตัวเอง เขาบอกว่าถ้ายังติดระบบราชการแบบเดิม นักลงทุนระดับโลกไม่มาหรอก เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันให้สิทธิประโยชน์หมด ไทยจะช้ากว่าเขาไม่ได้ โลกยุคใหม่ต้องคิดแบบ Special Zone
เอาเป็นว่านอกจากต้องรอเอกนิติและคณะจะศึกษาเรื่องนี้ภายใน 90 วันแล้ว แล้วพรรคภูมิใจไทยบอกว่าจะไม่มีการให้สิทธิ์ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่ได้ตั้งงบไว้ 1 ล้านล้านบาท ก็รอดูว่าหลังจากนี้ถ้ารัฐบาลอนุทินยังเดินหน้าต่อไป หน้าตาของแลนด์บริดจ์ที่บอกว่าไม่เหมือนร่างพ.ร.บ.SECที่พรรคเคยเสนอจะมีหน้าตาอย่างไร ยังขายอธิปไตยทางเศรษฐกิจหรือไม่ และถึงวันนั้นกระแสคัดค้านตอนนี้จะยอมรับได้ไหม
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


