เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
หากจะมีใครที่เชื่อว่า "มหาอำนาจย่อมหมกมุ่นแต่ผลประโยชน์ของตน" ไซร้ ผมขอกล่าวว่า นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
แท้จริงแล้ว มหาอำนาจทุกแห่งหนในโลกนี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์แห่งชาติหรือประเทศของตน แต่ผลประโยชน์แห่งชาตินั้น หาได้มีเพียงประเภทเดียวไม่
โลกที่เราอาศัยอยู่มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องแยกแยะระหว่าง "ผลประโยชน์คับแคบ" กับ "ผลประโยชน์ที่เปี่ยมด้วยปัญญา" ให้ออกจากกัน และนี่คือภารกิจของเราทุกคน—ไม่เฉพาะมังกรและอินทรีย์ หากแต่รวมถึงบรรดาสรรพชีวิตน้อยใหญ่นานาชนิดที่อยู่ในโลกใบเดียวกันนี้
---
ภาพลวงตาแห่งสัจนิยมที่สิ้นปัญญา
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ครองใจนักยุทธศาสตร์ทั่วโลกมาช้านาน—ที่เราเรียกว่า Realism หรือ "สัจนิยม"—ได้สอนเราถึงสามสิ่ง: หนึ่ง รัฐคือตัวแสดงหลัก สอง โลกคือสภาวะอนาธิปไตยที่ไร้ผู้ปกครอง สาม ทุกรัฐต้องดิ้นรนเพื่ออำนาจและความอยู่รอด
นั่นเป็นความจริง แต่มันเป็นความจริงเพียงด้านเดียว
ขอให้ท่านขบคิดตามผมสักครู่: เมื่ออินทรีย์ประกาศสงครามการค้ากับมังกร มันทำเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาจริงหรือ? เมื่อซิลิคอนแวลลีย์สูญเสียตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในจีน เมื่อเกษตรกรอเมริกันกลางตะวันตกต้องละทิ้งฟาร์มถั่วเหลืองของตน เมื่อผู้บริโภคอเมริกันต้องจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าที่เคยถูก—นั่นคือผลประโยชน์ของอเมริกาหรือ?
ผมขอตอบอย่างตรงไปตรงมา: นั่นคือผลประโยชน์คับแคบที่ถูกห่อหุ้มด้วยภาษาแห่งชาตินิยม แต่มิใช่ผลประโยชน์ที่รู้แจ้งและมีปัญญา (Enlightened Self-Interest)
ผลประโยชน์คับแคบ (Narrow Self-Interest) นั้นมองเห็นเพียงการได้เปรียบในวันนี้ มองเห็นเพียงคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า มองเห็นเพียงการ "ชนะ" ในกระดานหมากรุกที่วางไว้เพียงตาเดียว
แต่ผลประโยชน์ที่รู้แจ้งและมีปัญญา (Enlightened Self-Interest) นั้นแตกต่าง มันคือการมองกระดานหมากรุกทั้งกระดาน มันคือการคำนวณถึงตาที่สิบเมื่อเราเดินหมากในตานี้ มันคือการถามว่า "อีกสิบปีข้างหน้า อเมริกาจะอยู่ได้อย่างไรหากโลกทั้งใบพังทลาย"
---
สี่เสาหลักแห่ง Enlightened Self-Interest
ผมขอเสนอ "สี่เสาหลัก" ที่จะช่วยให้ทั้งมังกรและอินทรีย์—รวมถึงเราทั้งหลาย—สามารถสร้างผลประโยชน์แห่งชาติที่รู้แจ้งและมีปัญญาขึ้นมาได้
เสาที่หนึ่ง: กาละ—การมองยาวข้ามรุ่น
อารยธรรมจีนซึ่งดำรงอยู่กว่าสี่พันปีมีสิ่งหนึ่งที่สอนโลกได้ นั่นคือการมองการณ์ไกลข้ามศตวรรษ ขณะที่นักการเมืองในโลกตะวันตกมักมองเพียงรอบเลือกตั้งสี่ปี มังกรกลับสามารถวางแผนห้าสิบปี ร้อยปี ได้อย่างเยือกเย็น
นี่คือหัวใจของ "กาละ" (Time) ในผลประโยชน์ที่รู้แจ้งและมีปัญญา—การถามว่า "สิ่งที่เราทำวันนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อลูกหลานในรุ่นที่สาม"
อินทรีย์เคยมีมุมมองเช่นนี้เช่นกัน ในยุคของแผนมาร์แชลล์ที่ฟื้นฟูยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นไม่ใช่การให้ทาน แต่นั่นคือ Enlightened Self-Interest ชั้นยอด—เพราะยุโรปที่มั่งคั่งคือตลาดที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกา และคือพันธมิตรที่แข็งแกร่งในสงครามเย็น
เสาที่สอง: เทศะ—การตระหนักว่าเราอยู่ในเรือลำเดียวกัน
อาเซียนสอนโลกด้วยอาเซียนวิถี (ASEAN Way) มาหลายทศวรรษว่า "ฉันอยู่ได้ เธอก็ต้องอยู่ได้" เพราะในภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศเล็กกลางน้อยใหญ่ การอยู่รอดของเพื่อนบ้านคือการอยู่รอดของเราเอง
เมื่อป่าอินโดนีเซียถูกเผา หมอกควันก็พัดพาไปยังสิงคโปร์และมาเลเซีย เมื่อเขื่อนในแม่น้ำโขงถูกปิดกั้น ปลาก็วางไข่ไม่ได้ ส่งผลถึงชาวประมงในเวียดนามและกัมพูชา
โลกทุกวันนี้ก็เช่นกัน: การล่มสลายทางเศรษฐกิจของจีนมิใช่ชัยชนะของอเมริกา หากแต่คือภัยพิบัติของโลกทั้งใบ การล่มสลายของอเมริกาก็มิใช่ชัยชนะของจีน หากแต่คือการพังทลายของระเบียบโลกที่จีนก็พึ่งพา
นี่คือ "เทศะ" (Space)—การตระหนักรู้ว่าในศตวรรษที่ 21 เราแยกขาดจากกันไม่ได้อีกแล้ว
เสาที่สาม: ปัญญา—ความรู้ว่าเราไม่รู้ทุกสิ่ง
ขงจื่อสอน และฝรั่งแปลไว้อย่างไพเราะว่า "To know what you know and know what you do not know—that is true knowledge" (เมื่อรู้ว่าตนรู้สิ่งใด และรู้ว่าตนไม่รู้สิ่งใด นั่นแหละคือความรู้ที่แท้)
มหาอำนาจที่รู้แจ้งคือมหาอำนาจที่ถ่อมตนพอจะรู้ว่า ตนไม่ใช่พระเจ้า ตนไม่สามารถควบคุมทุกสิ่ง และบางครั้งการ "ชนะ" ในวันนี้อาจหมายถึงการ "แพ้" ในระยะยาว
สหรัฐฯ หลงผิดคิดว่าตนสามารถ "เปลี่ยนระบอบ" ในอิรักและอัฟกานิสถานได้ด้วยแสนยานุภาพทางทหาร แต่ยี่สิบปีให้หลัง อเมริกาก็ต้องถอนตัวออกมาพร้อมกับบาดแผลลึกทั้งทรัพยากรและเกียรติภูมิ
นี่คือ "อวิชชา" ที่กลายเป็น "กับดักของจักรวรรดิ" ตามที่วอลทซ์สอน—และ "ปัญญา" คือการรู้ล่วงหน้าว่าสิ่งใดควบคุมได้ สิ่งใดควบคุมไม่ได้
เสาที่สี่: กรุณา—การเผื่อแผ่ใจให้ผู้อื่น
อาณาจักรโรมันมิได้ยิ่งใหญ่เพียงเพราะกองทัพ หากแต่เพราะการมอบสัญชาติโรมันให้แก่ผู้ถูกปกครอง จีนในยุคราชวงศ์ถังมิได้รุ่งเรืองเพียงเพราะกำแพงเมือง หากแต่เพราะการเปิดรับวัฒนธรรมจากเปอร์เซีย อินเดีย และญี่ปุ่น
"กรุณา" ในผลประโยชน์ที่รู้แจ้งและมีปัญญาหาใช่ความอ่อนแอไม่ หากแต่คือความเข้าใจว่า "Soft Power" หรือ "อำนาจอ่อน" นั้นสร้างขึ้นด้วยการให้เกียรติ การช่วยเหลือ และการเผื่อแผ่
เมื่อจีนลงทุนใน Belt and Road Initiative หรือเมื่ออเมริกาส่งวัคซีนให้แอฟริกา สิ่งเหล่านี้มิใช่การกุศลที่ไร้ผลตอบแทน แต่นี่คือการสร้างมิตร สร้างอิทธิพล และสร้างความชอบธรรมในเวทีโลก—ซึ่งล้วนแต่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาวทั้งสิ้น
---
ภารกิจของอาเซียน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น-เกาหลีใต้
บัดนี้มาถึงคำถามสำคัญ: เรา—ผู้มิใช่มังกรหรืออินทรีย์—จะทำอะไรได้?
คำตอบอยู่ในภาพของ "สรรพชีวิตนานาชนิด" ในโลกใบเดียวกันนี้ ท่านลองนึกภาพฝูงสัตว์น้อยใหญ่ที่เดินผ่านไปมาระหว่างปีกอันกว้างใหญ่ของอินทรีย์และเกล็ดอันแข็งแกร่งของมังกร สัตว์เล็กเหล่านี้อาจถูกมองว่าอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง พวกมันมีพลังที่ทั้งมังกรและอินทรีย์ไม่อาจมองข้าม
หนึ่ง: เราเป็น "กระจก" สะท้อนความจริง
สหภาพยุโรปซึ่งเป็นประชาธิปไตยเช่นเดียวกับอเมริกา และญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรสนิทของอเมริกา—พวกท่านอยู่ในฐานะพิเศษที่สุดที่จะกระซิบข้างหูอินทรีย์ว่า:
"สหายเอ๋ย ท่านกำลังทำร้ายตนเองอยู่ นโยบายกีดกันการค้าที่รุนแรงนั้นทำลายห่วงโซ่อุปทานของท่านเอง นโยบายโดดเดี่ยวจีนนั้นมิได้ทำให้จีนพ่ายแพ้ แต่มันทำให้จีนเร่งสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และท่านก็สูญเสียตลาดจีนไปตลอดกาล"
ในประวัติศาสตร์ไม่มีใครเปลี่ยนใจด้วยคำด่าทอ แต่ด้วยมิตรภาพและความซื่อตรงต่างหากที่เปลี่ยนใจกันได้
สอง: เราเป็น "ผู้สร้างกติกาใหม่" ของโลก
ทั้ง EU อาเซียน และญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เมื่อรวมกันแล้วมีประชากรเกือบสองพันล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่พอจะเทียบเคียงกับมังกรหรืออินทรีย์ได้
เราจึงไม่ใช่ผู้วิงวอนขอความเมตตา หากแต่คือ "ผู้กำหนดกติกา" เสียเอง
ลองนึกภาพว่า EU, อาเซียน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมกันร่าง "กฎบัตรการค้าแห่งเอเชีย-ยุโรป" ขึ้นมา โดยไม่ต้องรอให้ WTO หรือสหรัฐฯ หรือจีนเป็นผู้กำหนด แต่เรากำหนดเสียเองว่ามาตรฐานแรงงานควรเป็นอย่างไร ทรัพย์สินทางปัญญาควรได้รับความคุ้มครองเพียงใด ห่วงโซ่อุปทานต้องโปร่งใสอย่างไร
เมื่อเรามีกติกาของเราเอง ทั้งมังกรและอินทรีย์ก็ต้องมาเล่นตามกติกาของเราไม่มากก็น้อย นี่มิใช่การท้าทาย แต่นี่คือการสร้าง "สนามเด็กเล่นใหม่" ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
สาม: เราเป็น "ตัวเชื่อม" แห่งการสนทนาที่อารยะ
ตลอดหลายทศวรรษ อาเซียนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การรวมกลุ่มของประเทศเล็กกลางสามารถสร้างเวทีให้มหาอำนาจมาพบปะกันได้อย่างอารยะ
ARF (ASEAN Regional Forum), ASEAN+3, EAS (East Asia Summit)—ทั้งหมดนี้คือ "เวที" ที่มังกร อินทรีย์ หมีขาว และอาทิตย์อุทัย มาพบกันภายใต้การต้อนรับของเรา
ยุโรปก็มีสภายุโรปและเวทีพหุภาคีของตน ที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน
นี่คือบทบาทที่เราต้องรักษาและขยายต่อไป: การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้มหาอำนาจมาเจรจากัน โดยไม่เสียหน้า ไม่เสียศักดิ์ศรี และได้พบทางออกที่สร้างสรรค์
---
Enlightened Interdependence: อุดมการณ์ใหม่ของโลก
ท้ายที่สุดนี้ ผมขอเสนอแนวคิดสำหรับโลกศตวรรษที่ 21: Enlightened Interdependence หรือ "การพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง"
มันไม่ใช่เพียงแค่ "Complex Interdependence" ที่ Robert Keohane และ Joseph Nye สอนเราเมื่อสี่สิบปีก่อนอีกต่อไป แต่คือการก้าวไปอีกขั้น—การยอมรับว่าเราต่างพึ่งพากัน และเราต่างต้องฉลาดพอที่จะรักษาระบบพึ่งพานี้ไว้
· จีนต้องรู้แจ้งว่า การแก้ไขความขัดแย้งในทะเลจีนใต้โดยไม่หารือหรือเจรจาเลย จะนำมาซึ่งการตั้งกำแพงกีดกันตนเองจากอาเซียนในระยะยาว
· สหรัฐฯ ต้องรู้แจ้งว่า การมองจีนเป็น "ปีศาจ" ที่ต้องกำจัด จะนำมาซึ่งสงครามเย็นที่ตัวอเมริกาเองก็มิอาจรับมือไหว
· อาเซียนต้องรู้แจ้งว่า การเป็น "สะพาน" นั้นต้องแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักของทั้งสองยักษ์ และต้องซื่อตรงพอจะไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
· EU และญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ต้องรู้แจ้งว่า ตนคือ "หลักประกัน" ของระบบโลก และต้องกล้าพอจะบอกความจริงแก่ทั้งสองด้าน
Enlightened Interdependence คือสภาวะที่เราตระหนักว่า:
1. เราจำต้องพึ่งพากันอย่างเลี่ยงไม่ได้
2. การทำลายอีกฝ่ายคือการทำลายตนเอง
3. การร่วมมือกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรมคือหนทางเดียวสู่ความมั่นคง
4. การมองไกลข้ามรุ่นคือหัวใจของผู้นำที่แท้
---
บทส่งท้าย: ถ้อยแถลงต่อสองจักรวรรดิแห่งพิภพ
ท่านทั้งสองคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย แต่อย่าลืมว่าพญามังกรแห่งราชวงศ์ฉินผู้สร้างกำแพงหมื่นลี้ ก็มิอาจปกป้องอาณาจักรจากความเสื่อมภายใน พญาอินทรีย์แห่งโรมที่กางปีกปกคลุมโลก ก็มิอาจหลีกหนีการล่มสลายเมื่อจักรวรรดิใหญ่เกินจะปกครอง
บทเรียนจากประวัติศาสตร์สอนเราว่า: จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มิใช่จักรวรรดิที่ชนะศึกมากที่สุด แต่คือจักรวรรดิที่รักษาสันติภาพได้ยาวนานที่สุด
ท่านจงถามตนเองด้วยคำถามเดียว: "อีกร้อยปีข้างหน้า ลูกหลานของเราจะมองย้อนมาในยุคนี้ แล้วบอกว่า... บรรพบุรุษของเราเลือกสันติภาพ หรือเลือกสงคราม?"
หากท่านทั้งสองตอบคำถามนี้ด้วยหัวใจที่รู้แจ้ง ท่านก็จะพบว่า Enlightened Self-Interest ไม่ใช่การเสียสละ ไม่ใช่ความอ่อนแอ ไม่ใช่การยอมแพ้
Enlightened Self-Interest คือการกล้าพอจะชนะ โดยไม่ต้องรบ
และสำหรับเราทั้งหลาย—อาเซียน EU ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้—บทบาทของเราคือการช่วยให้ท่านทั้งสอง "เห็น" สิ่งนี้ ผ่านการเป็นมิตร ผ่านการสร้างกติกา ผ่านการเปิดพื้นที่สนทนา และผ่านการเป็น "ผู้คุมเชิง" ที่ฉลาดพอจะรู้ว่า เมื่อพญามังกรและพญาอินทรีย์บาดเจ็บ ทั้งพิภพก็มิอาจอยู่รอด
เราทุกชาติเปรียบได้ผู้อยู่ในเรือเดินสมุทรลำเดียวกัน อยู่ในมรสุมลมแรง ที่จะล่มเรือได้ในวินาทีใดก็ได้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วย ผลประโยชน์แห่งตนที่ชี้นำด้วยปัญญาให้มากที่สุด


