xs
xsm
sm
md
lg

พญามังกรและพญาอินทรีย์ในโลกใบเดียวกัน : Fight but Never Rupture

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พญามังกรแห่งโลกฟากบูรพากับพญาอินทรีย์จากฟากตะวันตกจะเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของคนทั้ง​โลก​ที่กำลังลุ้นระทึกว่า สองยักษ์ใหญ่ผู้ทรงพลังที่สุดในประเทศ​ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย จะโผบินเข้าหากัน หรือจะกางกรงเล็บเข้าปะทะจนโลกทั้งใบต้องสั่นสะเทือน

พูดให้ถึงแก่น การพบกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมทางการทูต หากแต่คือบททดสอบครั้งสำคัญว่า มนุษยชาติผู้ผ่านสงครามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จะฉลาดพอที่จะ "เลือกสันติภาพ" ได้หรือไม่

ผมอยากชวนท่านมองการพบกันครั้งนี้ผ่านแว่นสองกรอบ กรอบหนึ่งมีเลนส์ที่เจียระไนด้วยภูมิปัญญาจีนที่สะสมมายาวนานกว่าสี่พันปี อีกกรอบหนึ่งมีเลนส์ที่เจียระไนจากภูมิปัญญาความคิดอเมริกันที่คมกริบด้วยเหตุผลและตรรกะ

เรา—ในฐานะมิตรของทั้งสอง—ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่เราเลือกที่จะผูกไมตรีกับทั้งสอง และเดินอยู่บนหนทางสายกลางตามที่บรรพบุรุษเรายึดถือมาช้านาน

Yin and Yang (หยิน-หยาง): บทเรียนจากมังกรที่อินทรีย์ควรเรียนรู้

ให้ผมเริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งที่สุดของอารยธรรมจีน นั่นคือ "Yin and Yang" (หยิน-หยาง) อันเป็นหัวใจของปรัชญา "Taoism" (เต๋า) ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก

ท่านลองนึกภาพวงกลมที่มีสองสี สีดำมีจุดขาว สีขาวมีจุดดำ หมุนวนไม่มีวันหยุด ไม่มีใครเป็นผู้ชนะถาวร ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ตลอดกาล พลังทั้งสองมิได้มีไว้เพื่อทำลายกัน แต่มีไว้เพื่อส่งเสริมให้อีกฝ่ายดำรงอยู่อย่างมีความหมาย — นี่คือภูมิปัญญาที่ผมอยากให้อินทรีย์เรียนรู้อย่างถึงแก่น

มังกรกับอินทรีย์คือหยิน-หยางของโลกใบนี้

หนึ่งคือจ้าวแห่งการผลิต อีกหนึ่งคือจ้าวแห่งนวัตกรรม หนึ่งคืออารยธรรมเก่าแก่สี่พันปีที่กำลังฟื้นคืนชีพอย่างน่าอัศจรรย์ อีกหนึ่งคืออารยธรรมใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

มังกรถนัดการสร้างความยั่งยืนยาวนาน และเปลี่ยนแปลงตนเองรับสถานการณ์ใหม่ได้เสมอ อินทรีย์ถนัดการทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว ด้วยความคิดสร้างสรรค์

คำถามที่เราต้องถามทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ "ใครคือราชาแห่งเวหา" เพราะสรวงสวรรค์นั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะมีราชาเพียงหนึ่งเดียว

คำถามที่เราต้องถามคือ "หากอีกฝ่ายถูกทำลายจนร่วงหล่นจากฟากฟ้า ผู้ที่เหลืออยู่จะบินต่อไปได้อย่างสง่างามจริงหรือ"

ผมตอบได้ทันทีว่า ไม่อย่างแน่นอน

เพราะพระอาทิตย์และพระจันทร์ต่างก็ต้องการกันและกันฉันใด มังกรกับอินทรีย์ก็ต้องการกันและกันฉันนั้น

ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาการเมืองจีนที่ฝรั่งแปลไว้อย่างไพเราะว่า "Fight but Never Rupture" (สู้กันได้ แต่อย่าให้แตกหัก) คือภูมิปัญญาที่อินทรีย์ควรเรียนรู้ให้ถึงแก่น กระพือปีกปะทะลมแรงได้ แข่งขันกันได้ ประชันกันได้ทุกสมรภูมิ แต่ต้องรู้ว่าเส้นแดงอยู่ตรงไหน การพบกันของผู้นำทั้งสองจึงไม่ใช่เวทีเพื่อโผเข้ากอดกันด้วยความรัก แต่มันคือการจัดการความขัดแย้งอย่างมีอารยะของสองผู้ยิ่งใหญ่

เคนเนท วอลทซ์ (Kenneth Waltz) กับสิ่งที่อินทรีย์หลงลืม

ทีนี้หันมามองผ่านกรอบแว่นที่สอง—เลนส์ที่เจียระไนจากภูมิปัญญาอเมริกันบ้าง

เคนเนท วอลทซ์ (Kenneth Waltz) บิดาแห่งทฤษฎี "Structural Realism" (สัจนิยมเชิงโครงสร้าง) ซึ่งเป็นเสมือนคัมภีร์ของนักยุทธศาสตร์อเมริกัน สอนเราถึงสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่ แต่อินทรีย์ช่วงหลังมานี้ดูเหมือนจะหลงลืมไป

วอลทช์​ บอกมาแล้วว่า มหาอำนาจที่ฉลาดที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่แสวงหา "Total Victory" (ชัยชนะเด็ดขาด) แต่คือผู้ที่รู้จักแสวงหา "Security" (ความมั่นคง) ภายใต้สมดุลแห่งอำนาจ

การพยายามเป็นเจ้าท้องฟ้าแต่ผู้เดียว หรือ มี​ "Hegemony" (การนำหรือการครอบงำ) ไม่ใช่ความสำเร็จ หากแต่เป็น "กับดักของจักรวรรดิ" เพราะทันทีที่ท่านพยายามครอบงำน่านฟ้าทั้งหมด นกอื่น ๆ ทุกตัวจะรวมฝูงบินมาต้านท่าน นี่คือสิ่งที่เกิดกับทุกมหาอำนาจในประวัติศาสตร์ที่หลงลืมบทเรียนนี้

อินทรีย์ต้องถามตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ทางปัญญาว่า หากมังกรถูกบีบจนร่วงหล่น จริงหรือที่อินทรีย์จะปลอดภัยขึ้น? หรือเอเชียทั้งทวีปจะกลายเป็นทะเลเพลิง? หรือโลกจะปั่นป่วนเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้?

เคนเนท วอลทซ์ นักการต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา กับ เหลาจื่อ ปราชญ์จีนผู้ให้กำเนิดเต๋า เห็นตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์: "ดุลยภาพเท่านั้นคือความมั่นคงที่ยั่งยืน"

Balance, not Dominance (จงอยู่กันอย่างสมดุล ไม่ใช่ครอบงำกัน) —นี่คือมนต์ที่ผู้นำทั้งสองควรท่องไว้ก่อนก้าวเข้าสู่ห้องประชุม

Complex Interdependence: ใยแมงมุมแห่งสันติภาพ

มาถึงแนวคิดสุดท้ายจากค่ายฮาร์วาร์ด—Joseph Nye และ Robert Keohane—สองนักรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศนามกระเดื่องยุคปัจจุบัน ผู้ให้กำเนิดแนวคิด "Complex Interdependence" (การพึ่งพากันซับซ้อน)

ทั้งสองสอนเราว่า ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันหลายชั้นหลายมิติ สงครามกลายเป็นเรื่องที่ "แพงเกินกว่าจะจ่าย" เพราะกระสุนนัดเดียวอาจทำลายห่วงโซ่คุณค่าที่ร่วมกันสร้างมาหลายชั่วอายุคน

มังกรกับอินทรีย์ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็น "Forced Partners" (หุ้นส่วนที่ถูกบังคับให้เป็น) ห่วงโซ่อุปทานของจีนพึ่งพิงตลาดอเมริกา แต่นวัตกรรมของอเมริกาก็พึ่งพิงการผลิตของจีน การจะ "decoupling" (ถอดสลักออกจากกันและกัน)​ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่อินทรีย์จิกปีกตัวเอง หรือมังกรกัดหางตนเอง

สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่การหย่าร้างทางเศรษฐกิจ หากแต่คือ "Recoupling with Rules" (การกลับมาเป็นคู่กันใหม่​ ภายใต้กติกาที่ดีกว่าเดิม)

---

ถึงพญามังกรและพญาอินทรีย์: จดหมายจากแผ่นดินที่เป็นมิตรกับทั้งสองมหาอำนาจ

ถึงท่านผู้นำทั้งสอง

ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้ในฐานะผู้แทนของแผ่นดินเล็ก ๆ ที่รักทั้งมังกรและอินทรีย์อย่างจริงใจ แผ่นดินของเราไม่มีกรงเล็บอันทรงพลัง ไม่มีปีกที่บินได้สูงเทียมฟ้า แต่เรามีหัวใจที่ปรารถนาจะเห็น "Grand Peace" (สันติภาพอันยิ่งใหญ่) บนโลกใบนี้

จีนสอนโลกว่า "Harmony in Diversity" (แตกต่างแต่ประสานเป็นหนึ่ง) เหมือนวงดุริยางค์ที่มีเครื่องดนตรีต่างชนิด แต่บรรเลงบทเพลงเดียวกันได้อย่างไพเราะ

อเมริกาสอนโลกว่า สถาบันระหว่างประเทศที่แข็งแรง ออกแบบด้วยเหตุผลและกติกาที่ตกลงร่วมกัน ป้องกันสงครามได้ดีกว่ากองทัพใดในโลก

ส่วนอาเซียนเล็ก ๆ ของเรา สอนให้โลกเห็นว่า ประชาคมที่อ่อนแอกว่าก็ยังเป็น "สะพาน" ให้มหาอำนาจเดินข้ามหาหากันได้ แทนที่จะเป็น "สมรภูมิ" ให้สองยักษ์ใหญ่มาประลองกำลังกัน

"Sun Tzu" (ซุนวู) ปราชญ์การทหารผู้ยิ่งใหญ่ของจีนเขียนไว้ในคัมภีร์ "The Art of War" (พิชัยสงคราม) เมื่อสองพันกว่าปีก่อนว่า "To fight and win one hundred battles is not the supreme excellence; the supreme excellence is to subdue the enemy without fighting." (ร้อยรบร้อยชนะ มิใช่ยอดแห่งยุทธ์ ยอดแห่งยุทธ์คือชนะโดยไม่ต้องรบ)

ถ้าพญามังกรและพญาอินทรีย์เข้าใจตรงกันว่า "ชัยชนะสูงสุดไม่ใช่การได้เปรียบอีกฝ่าย แต่คือการรักษาสันติภาพให้โลกใบนี้" เราก็จะได้เห็นการพบกันครั้งนี้เป็นมากกว่าการถ่ายรูปและแถลงการณ์

ด้วยจิตคารวะต่อสองอารยธรรมอันยิ่งใหญ่