ท่าทาง...มันน่าจะหนีไม่พ้นไปจาก “สงครามรอบใหม่” นั่นแหละทั่น!!! เมื่อดูจากอากัปกิริยาของทั้งอเมริกาและอิสราเอลที่กำลังทำท่าเงื้อๆง่าๆ เตรียมจะไล่ทุบ ไล่บี้อิหร่าน ให้ฉิบหายวายวอดลงไปให้จงได้ คือมันคงไม่ใช่แค่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ที่ออกอาการไม่แฮปปี้ ไม่ชอบใจ-ถูกใจ หรือ “รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ต่อข้อเสนอสันติภาพของฝ่ายอิหร่านเขา ดังที่ได้โพสต์โน่น โพสต์นี่ เอาไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา...
เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ก็คือว่า ผู้ที่ถือสาย ถือบังเหียน ถือเชือกที่ผูกปลอกคอ “สุนัขบ้า” แห่งอเมริกาเอาไว้แบบเต็มไม้-เต็มมือ ไม่ว่าจะโดยอาศัยอำนาจ อิทธิพลของพวก “Deep State” หรือพวกนักธุรกิจชาวยิวที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกันทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเดโมแครตหรือรีพับลิกันก็ตามที หรือโดยข้อมูลลับ “แฟ้มลับเอปสตีน” ที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยโดยเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์ ว่าการใคร่เด็ก ค้าเด็ก มันเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง มาก-น้อยขนาดไหน? นั่นก็คือผู้นำอิสราเอล อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” ที่ได้ออกมาเปิดเผย แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ ในรายการ “60 Minutes” ของโทรทัศน์ “CBS News” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) ว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกาและอิสราเอล ยังไงๆ คงมิอาจสิ้นสุด ยุติ ลงไปได้ง่ายๆ...
ตราบใดที่กองกำลังอเมริกาและอิสราเอลยังไม่ได้บุกเข้าไปในดินแดนอิหร่านเพื่อเอา “ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ” มาขจัดกวาดล้างทำลายตามที่ตัวเองปรารถนาและต้องการ รวมทั้งยังไม่ได้ “เด็ดหัวปลาหมึกยักษ์” เพื่อให้หนวดปลาหมึกทั้งหลาย ไม่ว่าพวก“Hamas” ในปาเลสไตน์ พวก “Hezbollah” ในเลบานอน พวก “Houthis” ในเยเมน ไปจนกองกำลังชีอะห์ในอิรัก ต้องหมดฤทธิ์ หมดเดช หมดสภาพตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่า...ตราบใดที่ประเทศที่มีอารยธรรมนับพันๆ ปีอย่างอิหร่าน ยังไม่ได้ล่มสลาย ไม่ได้ถูกลบออกจากแผนที่ ตราบนั้น...ผู้ที่ได้ชื่อว่า “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์” อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” คงไม่น่าจะคิดหยุด “เหี้ย...มม์ม์ม์” เอาง่ายๆ หรือคงต้องดึงเชือก ต้องจูง ต้องลาก “ไอ้บ้า” หรือผู้นำอเมริกาอย่าง“ทรัมป์บ้า” ที่ตัวเองเฝ้ารอคอยมาเกือบ 40 ปี ว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีผู้ที่ทั้งโง่ ทั้งปลิ้นปอกหลอกลวง ทั้งน่าเกลียด น่าทุเรศ อุบัติขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอเมริกัน อย่างเท่าที่เห็นและเป็นอยู่เช่นในทุกวันนี้...
เพื่อหวังที่จะอาศัยความเป็น “โมฆบุรุษ” ในลักษณะดังกล่าว เป็น “เครื่องมือ” ในการสานปณิธานอันสุดแสนจะทะเยอทะยานของบรรดาชาว “Zionist” ตั้งแต่เริ่มแรก นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “The Greater Israel” หรือประเทศอิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ไปยันลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส โน่นเลย ให้อุบัติขึ้นมาเป็นจริง-เป็นจังให้จงได้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเพ้อๆ-ฝันๆ อย่างตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพราะด้วยความทะเยอทะยานในลักษณะเช่นนี้นี่เอง ที่ถือเป็น “พลังขับเคลื่อน” สำคัญให้กับบรรดานักการเมืองและผู้มีบทบาทอำนาจในอิสราเอลกันเป็นจำนวนมิใช่น้อย หรือก่อให้เกิด “ความเหี้ย...มม์ม์ม์” ในระดับที่ผิดแผก แตกต่างไปจากมนุษย์มนาโดยปกติธรรมดาอย่างเห็นได้โดยชัดเจน...
ดังเช่นที่แสดงให้เห็นในระหว่างการประชุมรัฐสภาอิสราเอล ที่เรียกๆ ว่าสภา “Knesset” เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นั่นก็คือการ “เปิดแชมเปญฉลอง” กันกลางสภาฯ หลังจากสมาชิกสภาฯ ได้ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ประหารชีวิต “นักโทษชาวปาเลสไตน์” หรือที่อาจเรียกว่า “นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ” ก็คงไม่น่าจะผิดไปมากมายสักเท่าไหร่ด้วยมติ 62-47 จนทำให้ใครก็ตามที่ยังพอหลงเหลือ “ความเป็นมนุษย์” ติดปลายนวมอยู่บ้างแม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ อดที่จะขนลุก ขนพอง ต่อความเหี้ยมและความน่าเกลียด น่าทุเรศ ของบรรดานักการเมืองส่วนใหญ่ในอิสราเอลขึ้นมาไม่ได้ เรียกว่า...แม้แต่ผู้ที่เคยสูดกลิ่นมาดามหอมชื่นใจจากก้นของพวกนักธุรกิจชาวยิวทั้งหลาย หรือบรรดาผู้นำแห่ง “โลกตะวันตก” ในแต่ละราย ไม่ว่าฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ยังออกอาการ “รับไม่ได้” ต่อ “ความเหี้ย...มม์ม์ม์” ชนิด “ม.ม้า” วิ่งไล่แทบไม่ทันของนักการเมืองอิสราเอลในกรณีดังกล่าว...
แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ใช่แค่ “เปิดแชมเปญฉลอง” ให้กับการผ่านกฎหมายอันสุดเหี้ยม แสนเหี้ยม อย่างเป็นที่เอิกเกริก กระทั่งใน “งานวันเกิด” ฉลองครบรอบอายุ 50 ปี ของรัฐมนตรีความมั่นคงอิสราเอล “นายItamar Ben Gvir” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาพที่ภรรยา “นายBen Gvir” คือ “นางAyala” ประคองเค้กวันเกิด ที่ถูกละเลงเป็นรูปบ่วงบาศก์หรือเชือกที่เอาไว้ใช้ “แขวนคอ”นักโทษประหาร ออกมาให้สามีเพื่อเฉลิมฉลองวาระอันสุดแสนจะวิปริตและวิตถาร โดยมีบรรดานักการเมืองอิสราเอลร่วมแสดงความชื่นชม ยินดี อย่างไม่ได้คิดจะเคอะเขิน ไม่ได้คิดจะ “ละอายต่อบาป” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...
ด้วยลักษณะอาการที่ “เหี้ย...มม์ม์ม์” แบบชนิด“ม.ม้า” ตามไม่ทันเช่นนี้ เลยไม่ถึงกับน่าแปลกใจแต่อย่างใดว่าเหตุใดในสงครามระหว่างชาวยิวกับใครก็ตามที่ไม่ใช่ชาวยิว หรือผู้ที่ถูกเรียกว่าพวก “กอยยิม”ทั้งหลาย มันมักจะเริ่มต้นด้วยการ...ฆ่าเด็ก ฆ่าผู้หญิง ตัดหัว-ตัดคอทารก ตัดแขน-ตัดขาคนแก่คนชราหั่นออกเป็นชิ้นๆ ถล่มโรงพยาบาล เข่นฆ่าผู้ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาคนบาดเจ็บ ไม่ว่ารถพยาบาลหรือหน่วยกาชาด ฆ่านักข่าวที่คิดจะเปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลในลักษณะดังกล่าว สนุกกับการทดสอบความแม่นยำด้วยการลอบยิงบรรดาชาวปาเลสไตน์ที่พยายามเข้ามาขอน้ำ ขออาหาร ในศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แบบชนิดนัด-ต่อ-นัด นั่นยังไม่รวมไปถึงการข่มขืน ทรมานบรรดานักโทษที่ถูกขังคุก แม้แต่ชาวยุโรปที่พยายามล่องเรือไปให้ความช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในแต่ละราย ยังหนีไม่พ้นถูกลักพาตัว ถูกซ้อม ถูกกระทืบ กลายเป็นข่าวโจษจันไปทั่วทั้งโลก ฯลฯ ฯลฯ...
กระทั่งสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้อื่น...ไม่ว่ารูปปั้น“พระเยซูคริสต์” ยังถูกลากเอามาสับแขน-สับขา ในระหว่างการบุกเล่นงานพวก “Hezbollah” ในเลบานอนภาคใต้ รูปปั้น “พระแม่มารี” ถูกเอาบุหรี่ยัดปาก ไปจนแม้แต่ “แม่ชี” แห่งศาสนาคริสต์ แค่เดินผ่านหน้า-ผ่านตาไปเฉยๆ ยังอุตส่าห์ก่อให้เกิดความเปรี้ยวมือ-เปรี้ยวตีนต่อชาวอิสราเอล ถึงขั้นต้องโดดถีบชนิดล้มคว่ำ คะมำหงาย ต่อหน้า-ต่อตาเอาดื้อๆ ด้วยอารมณ์-ความรู้สึกที่เห็นว่าผู้อื่นที่ไม่ใช่ชาวอิสราเอลแทบไม่มีคุณค่าใดๆ แม้แต่คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ แม้ว่ามันจะทำให้ใครต่อใครเกิดความเกลียดชังชาวยิวไปแทบจะทั่วทั้งโลกไปแล้วในทุกวันนี้ แต่ก็คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่าด้วยอารมณ์-ความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง ที่เป็น “พลังขับเคลื่อน” สำคัญเอามากๆ ในการสนองตอบต่อความเพ้อๆ ฝันๆ อันสุดแสนทะเยอทะยานของผู้นำอิสราเอล อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” มาตลอดช่วงเกือบ 40 ปี...
และเมื่อบรรดาอเมริกันชนทั้งหลาย ดันไปเลือก “ไอ้บ้า” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลก โดยมี “แฟ้มลับเอปสตีน” ที่รายละเอียดต่างๆ อยู่ในมือของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอลหรือหน่วย “Mossad” เป็นชนักปักหลังอีกด้วยต่างหาก ทุกสิ่งทุกอย่าง...ก็เลย “เข้าทางเท้า-เข้าทางตีน” ของ “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์” อย่างมิอาจชะลอมือ-ชะลอเท้าอีกต่อไปได้เลย การเปิดฉาก เปิดประตูนรกรอบใหม่โดยอเมริกา-อิสราเอลต่ออิหร่าน จึงน่าจะ “Coming-soon” ในอีกไม่ช้า-ไม่นานนับจากนี้เป็นต้นไป ถึงขั้นที่กองทัพอิสราเอลแอบลักลอบเข้าไปตั้งฐานทัพอากาศเอาไว้ในประเทศอิรัก เพื่อเตรียมถล่มเป้าหมายซึ่งอยู่ห่างไกลไปประมาณ 1,600 กิโลเมตรหรือเตรียมถล่มอิหร่านระลอกใหม่ ด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือเป็นอย่างยิ่ง!!!
แต่ก็นั่นแหละ...การรุมเหยียบ รุมกระทืบอิหร่าน โดยกองทัพอเมริกาและอิสราเอลไม่ว่าในช่วง “สงคราม 12 วัน” หรือตลอดช่วง 60 กว่าวันที่ผ่านมา มันน่าจะก่อให้เกิดความระบมตีน-ระบมเท้าต่อประเทศทั้งสองกันไปมิใช่น้อย หรือคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะล้างผลาญ ทำลาย ประเทศที่มีอารยธรรมต่อเนื่อง ยาวนาน นับเป็นพันๆ ปี แถมยังเป็นประเทศที่เคยอุ้มชู ฟูมฟัก ช่วยเหลือบรรดาชาวยิวทั้งหลายที่เคยตกเป็นเชลยชาวบาบิโลนเมื่อครั้งอดีต ให้กลับไปสร้างชาติ สร้างประเทศ สร้าง “วิหารแห่งพระเจ้า” เป็นครั้งที่ 2 ในยุคพระจักรพรรดิ “ไซรัสมหาราช” แห่งเปอร์เซีย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ลูกหลานชาวยิว หรือผู้ที่ “พระเจ้าได้คัดสรรเอาไว้แล้ว” เกิดความกตัญญูรู้คุณ ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย มีแต่ต้องอาศัย “ขีปนาวุธ” แทน “คำพูด” เท่านั้น ถึงพอจะก่อให้เกิดความรู้สึก-รู้สา ขึ้นมาได้มั่ง...
ด้วยเหตุนี้...แม้ว่าช่วงเวลาแห่งการ “หยุดยิง” จะสิ้นสุด ยุติลงไปแล้ว โดยยังไม่มีใครคิดจะตูมๆ ตามๆ ขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับฝ่ายอิหร่านที่ยืนเอาหลังพิงเชือก รับแรงหมัด แรงกระแทก โดยไม่ถึงกับลงไปนอนกองกับพื้น และยังพร้อมที่จะเขม้นมองหาจุดเปราะ จุดอ่อน บริเวณปลายคาง กระโดงคางของฝ่ายตรงข้าม อย่างมิคิดกะพริบตาเอาเลยแม้แต่น้อย ดังที่ประธานรัฐสภาและอดีตผู้บัญชาการกองกำลัง “IRGC” ของอิหร่าน“นายMohammad Bagher Ghalibaf” ท่านออกมาโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ “X” เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานั่นแหละว่า...“กองทัพอิหร่านได้เตรียมพร้อมเต็มพิกัดเพื่อตอบโต้บรรดาผู้รุกรานทั้งหลาย และด้วยยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด การตัดสินใจที่ผิดพลาดของฝ่ายตรงข้ามย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์อันผิดพลาดอย่างไม่ต้องสงสัย เราพร้อมแล้ว...สำหรับทางเลือกในทุกๆ กรณีที่จะทำให้พวกเขาต้อง...ประหลาดใจ!!!” หรือไม่ว่าด้วย “ขีปนาวุธใหม่ๆ”ที่อิหร่านไม่เคยงัดออกมาใช้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าด้วย “สมรภูมิใหม่ๆ” ลึกลงไปในทะเล หรือในช่องแคบต่างๆโอกาสที่เราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เห็น “หมัดน็อก” ของ “Mohammad Ali” จับเข้าที่บริเวณกรามซ้าย กรามขวา ของ “George Foreman” อย่างที่เคยได้เห็นจาก “คู่มวยหยุดโลก” เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จึงใช่ว่า...จะเป็นไปไม่ได้เอาเลย!!!


