xs
xsm
sm
md
lg

คุณค่าของสังคมศาสตร์และมานุษยศาสตร์ : เรียนและวิจัยไปทำไมเมื่อไม่แม่นยำอย่างวิทยาศาสตร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต

หลายต่อหลายครั้งที่เราหลงอยู่ในมนต์สะกดของ "ความแม่นยำ" เราหลงใหลวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ชี้ชัดว่าเชื้อโรคตัวใดทำให้เราป่วย หลงใหลวิศวกรรมที่คำนวณน้ำหนักและแรงต้านได้อย่างตายตัว จนอดถามไม่ได้ว่า แล้วสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เล่า เมื่อท่านไม่แน่นอน ไม่ตายตัว ไม่ทำนายอนาคตได้อย่างฟิสิกส์ แล้วท่านมีค่า มีประโยชน์อันใดต่อเรา?

ผมขอตอบด้วยความเคารพต่อผู้ถามว่า วิทยาศาสตร์ธรรมชาติและแพทย์ศาสตร์ตอบคำถามว่า "อย่างไร" (How) พวกท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งกลไก บอกเราได้ว่าร่างกายทำงานอย่างไร ดวงดาวโคจรอย่างไร

แต่สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไม่ตอบคำถามนั้น ท่านกลับถามเราว่า "เราเป็นใคร" (Who) "ทำไม" (Why) และ "เราควรจะทำอะไร" (What ought to be) นี่คือความเรืองรองทางปัญญาที่ไม่มีวันดับ และนี่คือคุณค่าอันมหาศาลของศาสตร์ทั้งสองแขนงนี้

หนึ่ง: ผู้สร้าง "แผนที่ความหมาย" แห่งชีวิต

วิทยาศาสตร์บอกเราได้ว่าในสมองมีสารเคมีใดหลั่งออกมาเมื่อเรามีความรัก แต่วิทยาศาสตร์ไม่เคยบอกเราได้เลยว่า ทำไมความรักถึงเป็นทั้งความงดงามและความพินาศ ทำไมมนุษย์จึงยอมตายเพื่อความรักที่มีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรืออุดมการณ์ นั่นเพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยสารเคมีเพียงอย่างเดียว แต่เรามีชีวิตอยู่ใน "ความหมาย" ที่ร้อยเรียงขึ้นด้วยภาษา วรรณกรรม ปรัชญา และประวัติศาสตร์

กวีนิพนธ์หนึ่งบทอาจปลอบประโลมเราได้มากกว่ายากล่อมประสาท นั่นไม่ใช่เพราะมันออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่มันออกฤทธิ์ต่อ "จิตวิญญาณ" นี่คือความแม่นยำอีกแบบหนึ่ง คือความแม่นยำในการเข้าถึงหัวใจมนุษย์ คุณค่านี้คือ ปัญญา มิใช่เพียงความรู้

สอง: ผู้จัดการ "ปัญหาซับซ้อนยุ่งเหยิง" (Wicked Problems)

ถ้าปัญหาในโลกนี้มีแต่แบบที่คำนวณได้ตายตัว เราคงไม่ต้องมีนักรัฐศาสตร์ นักสังคมวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์ เพราะปัญหาที่แท้จริงของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็น "ปัญหาซับซ้อนยุ่งเหยิง" (Wicked Problems) ปัญหาเหล่านี้เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง สลับซับซ้อน พัลวันพัลเก​ และไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ปัญหาการปฏิวัติ การล่มสลายของรัฐ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์เหล่านี้ ท่านลองเอาสูตรคณิตศาสตร์ไปแก้ดูสิ​ แก้ได้ไหม? แก้ไม่ได้หรอก

การจะเข้าใจว่าทำไมประชาธิปไตยจึงงอกงามในบางดินแดนและล้มเหลวในบางดินแดน เราต้องการประวัติศาสตร์ ปรัชญาการเมือง มานุษยวิทยา และนิติศาสตร์มาช่วยกันขบคิด ศาสตร์เหล่านี้สอนให้เรารู้จัก "ตั้งคำถาม" ให้ถูกต้องก่อนจะรีบร้อน "หาคำตอบ" ความแม่นยำของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือความสามารถในการจัดระเบียบความคิดท่ามกลางความไร้ระเบียบของโลก

สาม: ระบบภูมิคุ้มกันของประชาธิปไตย

ระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ หากประชาชนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ "อ่านออกเขียนได้ แต่อ่านไม่เป็น คิดไม่เป็น" ตรงนี้สำคัญอย่างยิ่ง ประชาธิปไตยมิใช่แค่การหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่มันคือการต่อสู้ทางความคิดด้วยเหตุผล

อำนาจมืด อำนาจเงิน และเผด็จการ มักเริ่มต้นด้วยการควบคุมภาษาและการสร้างความจริงเทียมขึ้นมาเสมอ คนที่รอดพ้นจากการครอบงำได้ คือคนที่ถูกฝึกโดยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ให้รู้จักวิพากษ์ (Critical) ให้รู้จักแยกแยะวาทกรรม สุนทรพจน์ที่ไพเราะอาจซ่อนความมุ่งร้ายไว้เบื้องหลังก็ได้ การอ่านวรรณกรรมคลาสสิกทำให้เราเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา ปรัชญาสอนให้เราจับผิดตรรกะวิบัติได้ ศาสตร์เหล่านี้จึงไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นอาวุธทางปัญญาของสามัญชน คุณค่าคือ ความเป็นไททางความคิด

ยิ่งไปกว่านั้น สังคมศาสตร์ยังช่วยให้เราคิดทะลุกรอบได้ว่า ประชาธิปไตยนั้นนอกจากจะปรับปรุง ยกเครื่อง และปรับเปลี่ยนกลไกภายในได้แล้ว เรายังอาจต้องกล้าตั้งคำถามถึงการแสวงหา "ระบอบอื่น" มาแทนที่ได้ด้วย เพราะเหตุใด? ประชาธิปไตยอาจมิใช่จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นการทดลองทางการเมืองที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกสังคม ถามต่อว่า​ ทุกสังคมจำต้องมีระบอบการเมืองแบบเดียวกันหรือ​?

สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นี่เองที่จะช่วยตอบ​คำถามเหล่านี้ ช่วยวิเคราะห์เงื่อนไขประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง เพื่อคิดค้นและออกแบบระบบที่อาจตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ยึดติดกับคัมภีร์หรือความเชื่อเดิม

สี่: เมื่อวิทยาศาสตร์ตอบ "ทำได้" แต่มนุษยศาสตร์ตอบ "ควรทำ"

นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้พลังมหาศาลแก่เรา เราดัดแปลงพันธุกรรมได้ สร้างปัญญาประดิษฐ์ได้ เราสามารถยืดชีวิตคนที่ใกล้ตายให้ทรมานอยู่บนเตียงต่อไปอีกหกเดือนด้วยเครื่องจักรทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย

แต่เราควรทำหรือไม่? ตรงนี้วิทยาศาสตร์เงียบสนิท

คำถามที่ว่า "ชีวิตที่ดีคืออะไร" "การตายดีคืออะไร" "ความยุติธรรมคืออะไร" เป็นคำถามที่ไม่มีวันล้าสมัย และเป็นคำถามของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ถ้วนๆ ศาสตร์เหล่านี้คือ ระบบนำทางของจรวดวิทยาศาสตร์ หากจรวดทรงพลังแต่ไร้ระบบนำทาง มนุษยชาติจะไปสู่หายนะ คุณค่านี้คือ เข็มทิศทางศีลธรรม

ห้า: เรียนและวิจัยไปทำไม

มีคนถามด้วยความปรารถนาดีและความงุนงงว่า "เรียนก็เรียนแล้ว เติมความรู้ก็เติมแล้ว วิจัยก็ทำแล้ว ผลงานก็กองท่วมห้องสมุด... แล้วทั้งหมดนี้ไปทำไม?"

ผมขอตอบด้วยหัวใจว่า เราไม่ได้เรียนและวิจัยเพื่อ "สะสม" ความรู้เหมือนสะสมแสตมป์ แต่เราเรียนเพื่อ "รู้จักตัวเอง" เราเติมเพื่อ "เข้าใจเพื่อนมนุษย์" และเราวิจัยเพื่อ "รับใช้สังคม" และบ้านเมือง​หรือโลกกว้าง

การเรียน ในทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นั้น ไม่ใช่การท่องจำว่าปี พ.ศ. ใดเกิดอะไรขึ้น แต่คือการฝึกฝนให้เราเป็นมนุษย์ที่คิดเป็น ถามเป็น และสงสัยเป็น การเรียนคือการสร้างแว่นตาขึ้นมาสวม มองเห็นความอยุติธรรมที่คนอื่นมองไม่เห็น มองเห็นความงามในสิ่งสามัญ และมองเห็นโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวัน

การเติม คือการขยายขอบฟ้าของจิตใจ การเติมแต่งให้เราไม่เป็นมนุษย์ที่คับแคบทางความคิดและจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการเติมความรู้ข้ามศาสตร์ เติมประสบการณ์ชีวิต หรือเติมจินตนาการทางศิลปะ การเติมทำให้จิตใจกว้างพอจะเข้าใจว่าโลกนี้มีคนทุกข์ คนจน คนที่เสียงดังไม่ได้อีกมากมาย

การวิจัย ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นั้นแตกต่างจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการ เราไม่ได้ทดลองกับสารเคมี แต่เราทดลองกับเงื่อนไขชีวิตมนุษย์ เราลงไปในชุมชน ไปคลุกคลีตากฝุ่นกับชาวบ้าน ไม่ใช่เพื่อตีพิมพ์แล้วจบ แต่เพื่อ "ชี้ทางออก" ให้กับปัญหาที่รัฐมองไม่เห็นหรือเห็นแล้วแต่ทำเป็นเมิน การวิจัยที่ดีคือการให้เสียงกับคนไร้เสียง และให้อาวุธทางนโยบายแก่รัฐด้วยฐานของความเป็นจริง

แล้วทั้งหมดนี้ไปทำไม? คำตอบคือ "เพื่อยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" หรือความเป็นพลเมืองไทย​ ก็ได้

สิ่งที่สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทำมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นงานของ โสเครตีส ขงจื๊อ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นพ. ประเวศ วะสี ล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้มนุษย์ไม่ถูกกดทับด้วยอวิชา ทำให้สังคมไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจเถื่อน และทำให้รัฐไม่เดินออกนอกเส้นทางแห่งความเป็นธรรม

นี่คือคำตอบของคำถามว่า "ไปทำไม"
เราเรียนเพื่อปลดปล่อย เราเติมเพื่อเยียวยา เราวิจัยเพื่อเปลี่ยนแปลง

แต่ทั้งนี้ทั้งปวง การเรียนการสอนและการวิจัยในสองศาสตร์ใหญ่นี้ต้องทำให้ถึงขั้น "เก่ง" และต้อง "คม" พอที่จะทำให้คนทั่วไปสนใจติดตาม คิดตาม หรือถึงขั้นคิดล้ำหน้าไปได้เสียอีก หาไม่แล้วศาสตร์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเพียงของเล่นในหอคอยงาช้าง หาคุณค่าใดแก่สังคมมิได้

บทส่งท้าย: อย่าถามหาประโยชน์ที่แลกเป็นเงินได้

นักการเมืองและข้าราชการทั้งหลาย อย่าได้มองว่าสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นั้นเป็นเพียงศาสตร์ที่ผลิตคนตกงานหรือเป็นกลไกให้ระบบราชการ

ศิลปินและประชาชนทั้งหลาย อย่าได้ตีคุณค่าของศาสตร์เหล่านี้ด้วยตราชั่งของตลาด

เพราะศาสตร์แขนงนี้ไม่ได้สร้างเพียง "ผลิตภัณฑ์" หากแต่สร้าง "มนุษย์" ที่สมบูรณ์

สำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ใฝ่รู้ทุกคน จงภูมิใจเถิดว่า เราไม่ได้ทำงานเพื่อ "ทำนาย" อนาคต หากแต่เรากำลังบุกเบิกและลงแรงเพื่อ "รังสรรค์" อนาคต อันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ความหมาย และมนุษยธรรม

หากว่าร่างกายที่แข็งแรงคือของขวัญจากวิทยาศาสตร์การแพทย์
การมีชีวิตที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่ คือของขวัญจากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

โลกที่ปราศจากศาสตร์เหล่านี้ คือโลกของมนุษย์ที่แข็งแรง กินอิ่ม นอนหลับ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเกิดมาทำไม และเราทั้งหลายจะอยู่ร่วมกันไปเพื่ออะไร.