xs
xsm
sm
md
lg

อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก...กำลังเริ่มต้น!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ไมค์ เวิร์ธ ประธานกรรมการและซีอีโอของบริษัท เชฟรอน (Chevron)
เปิดฉากสัปดาห์นี้...ก็ยังมิอาจสรุปได้ชัดเจนว่าตกลงสงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกาและอิสราเอลจะสิ้นสุด ยุติลงไปในรูปไหน? แบบไหน? และเมื่อไหร่? โดยเฉพาะเมื่อผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ยังคงมุ่งที่จะ “โกหกวันละ 3 เวลาหลังอาหาร” ยังคงเพียรพยายามปลิ้นปอก หลอกลวงใครต่อใคร ไม่ว่าชาวโลกหรือชาวอเมริกัน อย่างไม่คิดจะลด-ละ-เลิก จนทำให้ “การหยุดยิง” กลายเป็น “การล่วงละเมิด” ในแบบ It just a love tap” หรือแบบหมาหยอกไก่ อะไรทำนองนั้น ดังที่ผู้นำรายนี้ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว ABC News” เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(7 พ.ค.) ถึงการปะทะระหว่างเรือพิฆาตอเมริกันกับกองกำลัง IRGC” ของอิหร่านแถวๆ ช่องแคบ Hormuz” อันส่งผลให้ “ความเป็นไปได้” ในการเจรจาหาทางออก หาข้อยุติ ยิ่งลำบากยากเย็น ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น...

ด้วยเหตุนี้...ท่ามกลางความคลุมๆ เครือๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปไหน? แบบไหน? สิ่งที่น่าหันไปให้ความสนใจให้ความสำคัญ ก็น่าจะหนีไม่พ้นไปจาก “ผลกระทบ” ต่างๆ นานา ที่กำลังอุบัติขึ้นมาต่อโลกทั้งโลก อันเนื่องมาจากภาวะขาดแคลนพลังงาน ที่ใกล้จะถึงจุด “วิกฤต” ยิ่งเข้าไปทุกที เนื่องจากเส้นทางขนส่งที่เคยลำเลียงน้ำมันวันละถึง13-20 ล้านบาร์เรล
อย่างช่องแคบ Hormuz” เกิดอาการติดๆ ขัดๆ อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ โดยจะส่งผลแผ่ซ่าน ลุกลามไปถึงขั้นไหน? อันนี้...ผู้บริหารบริษัทพลังงานระดับโลก อย่าง “นายMike Wirth”CEO ของบริษัทChevron” เขาก็ได้ออกมาตั้งข้อสมมติฐานและวิเคราะห์เจาะลึกระหว่างการพูดจาปราศรัย ณ สถาบัน Milken Institute Global Conference” นครลอสแองเจลิส เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (4 พ.ค.) เอาไว้ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร...

สรุปคร่าวๆ ประมาณว่า...สิ่งที่ผู้คนจะตั้งคำถามและค้นหาคำตอบในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคาพลังงาน” ว่ามันจะสูงทะลุฟ้า ทะลุเมฆไปถึงขั้นไหน? แต่จะเป็นเรื่องว่าจะไปหา “แหล่งพลังงาน” มาจากแห่งหนตำบลใด? เพราะมันจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Physical Oil Shortage” หรือการขาดแคลนพลังงานทางกายภาพอะไรทำนองนั้น เนื่องจากปริมาณพลังงานไม่ว่าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ จำนวนประมาณ1 ใน5 ของโลก มันดันขาดหายไปจาก “ตลาด” เอาดื้อๆ!!! และบรรดา “แหล่งพลังงานสำรอง” ที่ถูกงัดมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือเพื่อปะทะปะทังสถานการณ์ก็กำลังสูญสิ้น หมดสภาพ จนภาวะขาดแคลนดังกล่าวจะค่อยๆ ชำแรก แทรกซึม เข้าสู่ “ระบบเศรษฐกิจโลก” อันจะนำไปสู่อาการง่อยเปลี้ยเสียขา ชนิดเศรษฐกิจโลกต้องกลายเป็น “อัมพาต” เอาง่ายๆ!!!

หรือ “เราจะเริ่มได้เห็นการขาดแคลนพลังงานทางกายภาพ หรือภาวะที่ความต้องการถูกเคลื่อนย้ายไปจากสิ่งที่จะมาตอบสนองความต้องการ อันจะส่งผลให้ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจเชื่องช้า ชะลอตัว ลงไปเรื่อยๆ และจะนำไปสู่ฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าภาวะขาดแคลนพลังงานปี ค.ศ.1970 จนทำให้บรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ว่าอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่นจะต้องเจอกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วทั้งระบบ ดังเห็นได้จากสายการบินในยุโรปที่ได้ยกเลิกเส้นทางการบินไปแล้วหลายเส้นทาง...”  นี่...ถ้าว่ากันตามคำพูดวรรคต่อวรรค ประโยคต่อประโยคของ CEO” รายนี้...

และดูเหมือนว่าข้อสมมติฐานการวิเคราะห์เช่นนี้...ก็ออกจะเป็นไปในแนวเดียวกันกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชาวรัสเซียอย่าง “นายKirill Dmitriev” ผู้แทนการค้า-การลงทุนของประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ได้ออกมาโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ X” เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ค.) ว่าด้วย “สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” ก่อนที่ “วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งกว่า” จะส่งผลให้โลกทั้งโลกถึงกับ “ช็อก” เอาเลยถึงขั้นนั้น!!! นั่นก็คือในช่วงราวๆ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาสายการบินทั่วโลกต่างต้องยกเลิกที่นั่งผู้โดยสารไปแล้วถึง2,000,000 ที่นั่ง จากจำนวนสายการบินประมาณ12,000 เที่ยวบินโดยมีสายการบินที่ใหญ่สุดในเยอรมนีอย่าง Lufthansa” เป็นอันดับหนึ่ง ไล่เรียงเป็นลูกระนาดไปถึงสายการบินจีน สายการบินตุรกี ฯลฯ ที่ต่างต้องยกเลิกที่นั่งผู้โดยสาร หรือกระทั่งยกเลิกเที่ยวบินไปเป็นลำๆ อันก่อให้เกิดสีสันบรรยากาศ ไม่ต่างไปจากครั้งที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19” หรือไม่ต่างไปจากการLockdown 2.0” เอาเลยถึงขั้นนั้น อันจะ “ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ” ชนิดแผ่ลุกลามเป็นวงกว้าง เพราะการเดินทางไปมาหาสู่การเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน ต่างประสบภาวะชะงักงันโดยมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ...

และเหตุที่ทำให้บรรดาสายการบินต่างๆ ต้องยกเลิกเที่ยวบิน ยกเลิกที่นั่งผู้โดยสาร ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าด้วยเหตุเพราะ “ราคาน้ำมัน” ที่สุดจะแพง-แสนแพงยิ่งเข้าไปทุกทีนั่นเอง เล่นเอาสายการบินต้นทุนต่ำแต่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของอเมริกา อย่าง Spirit Airline” ต้องหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้าง ในการ “ปิดกิจการ” ไปแล้วเมื่อช่วงวันเสาร์สัปดาห์ที่แล้ว(25 เม.ย.) ต้องโละพนักงานจำนวน 17,000 คนให้ออกไปหาอาชีพเตะฝุ่นแบบทางใครก็ทางมันไปตามสภาพ หรือถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของสื่ออังกฤษอย่าง The Daily Mail” นับจากสงครามอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้น บรรดาสายการบินต่างๆ ต้องยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 85,000 เที่ยว อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจชาวรัสเซียเขาเห็นว่า นี่คือ “สัญญาณเตือนล่วงหน้า”ต่อ “อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ” ที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาโลกทั้งโลกในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกลนับจากนี้...

อีกทั้งความคิด-ความเห็นของผู้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ค่อนข้างเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะได้รับ “ผลกระทบ” เป็นรายแรกและออกจะหนักหนา-สาหัสเอามากๆ ก็คือบรรดา “ชาติยุโรป” ที่ต่างติดเชื้อโรค Russophobia” จนหันไปเลิกซื้อ-เลิกใช้ “พลังงานราคาถูก” จากรัสเซียไปเป็นรายๆ นั่นเอง ไม่ใช่แค่เฉพาะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดภายในประเทศ ระบบอุตสาหกรรมล่มสลาย สภาพสังคมเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ยังส่งผลกระทบไปถึง “การเมือง” โดยเฉพาะเมื่อบรรดาผู้นำประเทศหลายต่อหลายราย มักเดินสวนทางกับความคิด-ความเห็น ความต้องการของ “มวลชน” ไม่ว่าระดับประเทศหรือในระดับโลกก็ตามที...

อย่างเช่นตัวอย่างรายล่าสุด...ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อรัฐบาลแห่ง “พรรคแรงงาน” หรือนายกรัฐมนตรีที่มีภรรยาเป็นชาวยิว
หันไปตอบสนองความต้องการของประเทศอิสราเอลแบบสุดลิ่มทิ่มกระดาน หยิบเอากรณีที่คนร้ายโรคจิตบุกแทงชาวยิวในประเทศอังกฤษ2 ราย โดยไม่คิดพูดถึงชาวมุสลิมที่ถูกทำร้ายควบคู่ไปด้วย มาเป็นเรื่อง-เป็นราวใหญ่โต ถึงขั้นคิดจะออกกฎหมายห้ามไม่ให้พวกผู้ดีอังกฤษ ก่อการประท้วงเพื่อสนับสนุนบรรดาชาวปาเลสไตน์ซึ่งถูกอิสราเอล “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”  เอาเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้การเลือกตั้งท้องถิ่น ช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(7 พ.ค.) พรรคแรงงานต้องสูญเสียที่นั่งไปถึง 1,300 เก้าอี้ ทำให้ “การเมืองอังกฤษ” ใกล้ถึง “จุดเปลี่ยน” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ไม่ต่างไปจากประเทศยุโรปรายอื่นที่การเดินสวนทางระหว่างผู้นำกับประชาชนของตัวเองชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที...

ส่วนผู้ที่ถือว่าอิสราเอลเป็นพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างคุณพ่ออเมริกา...แม้เป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ แต่อาจด้วยเหตุเพราะการสร้างหนี้ สร้างสินปาเข้าไปถึงระดับ36-37 ล้านล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังต้องพึ่งพาผลผลิตจากประเทศต่างๆ หรือต้องพึ่ง “ธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เลยทำให้ CEO แห่งบริษัท Chevron” อย่าง “นายMike Wirth” ที่แม้จะกอบโกยรายได้จากราคาพลังงานอย่างเป็นกอบ-เป็นกำก็ตาม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องวิเคราะห์ว่า...แม้ในฐานะผู้ส่งออกพลังงานอเมริกาอาจไม่ถึงกับได้รับผลกระทบมากมายนัก แต่ใน “ระยะยาว” แล้ว โอกาสที่จะฉิบหาย-วายวอด ย่อมไม่ต่างไปจากบรรดาประเทศยุโรปมากมายสักเท่าไหร่...

อย่างไรก็ตาม...ภายใต้ “อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ” ที่กำลังอุบัติขึ้นมาต่อโลกทั้งโลก สิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย ก็คือความแข็งแกร่ง ทนทาน หรือขีดความสามารถในการ “ยืนระยะ” ของบางประเทศ โดยเฉพาะ “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างจีนและรัสเซียเป็นต้น ด้วยการดำรงตนเป็น “โรงงานของโลก” มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน การสร้างเครือข่ายอันสุดแสนสลับซับซ้อนของ “ธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน”ทำให้ตัวเลขการค้าของจีนกับโลกทั้งโลกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ หรือระหว่างที่กำลังเกิดการยิงกันไป-ยิงกันมา ดวลกันไป-ดวลกันมา ของอิหร่านกับอเมริกา-อิสราเอลแต่ตัวเลขการค้าของจีนกลับไม่ได้เกิดอาการหด อาการลดใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...กลับทำสถิติเพิ่มขึ้นถึง 14.9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นเป็น16.23 ล้านล้านหยวน หรือ2.39 ล้านล้านดอลลาร์ ดังที่ “ศาสตราจารย์ Hu Qimu” แห่งสถาบันThe
Maritime Silk Road Institute” 
มหาวิทยาลัย Huaqiao” ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า... “แม้ว่าโลกนี้จะปั่นป่วน แต่ด้วยเหตุเพราะจีนยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดสรรสิ่งที่สนองความต้องการของโลก” หรือเป็น “ปลายทาง” ของธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทั้งหลายนั่นเอง...

เช่นเดียวกับพันธมิตรที่ไร้ขีดจำกัดอย่างรัสเซีย...ที่ไม่เพียงแต่มี “ทรัพยากรพลังงาน” อยู่เต็มไม้-เต็มมือ แถมยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆไม่ว่าความติดๆ ขัดๆ ในเส้นทางขนส่งพลังงานที่ช่องแคบ Hormuz”หรือแม้แต่การแยกวง แยกตัวของประเทศยูเออี ออกจาก OPEC+” ที่รัสเซียมีบทบาทอยู่ห่างๆ รวมไปถึงคู่สงครามของอเมริกา-อิสราเอลอย่างอิหร่าน ที่สามารถอาศัย “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างช่องแคบHormuz”พลิกสถานะตัวเองจนมี “อำนาจต่อรอง” โดยไม่จำเป็นต้องหันไปเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์เอาเลยก็ว่าได้ หรือทำให้โอกาสเปลี่ยนสถานะของช่องแคบแห่งนี้ให้เป็นไปในแบบเดียวกับช่องแคบ Dardanelles” ภายใต้การควบคุม ดูแลของประเทศตุรกีตามสนธิสัญญา Montreux Convention-1936” ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย โดยเฉพาะถ้าหากมันจะนำไปสู่ “การอยู่ร่วมโดยสันติ” ของบรรดาประเทศในตะวันออกกลาง หรือประเทศอ่าวฯ ที่ “ปราศจากฐานทัพอเมริกา” อีกต่อไปภายในอนาคตเบื้องหน้า...

หรือสรุปง่ายๆ ว่า...แม้ว่าโลกทั้งโลกอาจต้องความเจ็บปวดรวดร้าว เพราะ “อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ”กันเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ก็น่าจะนำมาซึ่ง “ช่วงระยะแห่งการเปลี่ยนผ่าน” หรือการเปลี่ยนโลกให้ผิดแผก แตกต่างไปจากเดิม แบบคนละเรื่อง-คนละม้วน โลกที่อเมริกาและยุโรป หรือ “โลกตะวันตก” ไม่ใช่ “ผู้เล่นหลักๆ” อีกต่อไป โลกที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ”หรือโลกที่กำลังเริ่มต้นก่อรูปก่อร่าง “ระเบียบโลกแบบใหม่” ขึ้นมาแทนที่ระเบียบโลกเดิม อย่างมิมีวันหวนกลับคืนมาได้อีก...