รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ผมเคยอ่านในพระนิพนธ์ เวลาเป็นของมีค่า (Busy Fingers) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งได้เล่าเรื่องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ของสมเด็จย่า ทรงมีงานอดิเรกมากมายที่ทำให้ไม่ทรงว่างเลย ในพระนิพนธ์เล่มนี้ หน้าปกเป็นดอกไม้ป่าบนภูเขาที่สวิต เซอร์แลนด์ ทอดพระเนตรดอกไม้ป่าบนภูเขาด้วยสายพระเนตรอันทรงเห็นคุณค่าของดอกไม้ป่า และทรงปรารถนาจะเก็บรักษาคุณค่าและความงดงามของดอกไม้ป่าเอาไว้ให้ได้

สมเด็จกรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ฯ ได้ทรงบันทึกไว้ว่า Edelweiss เป็นดอกไม้บนเทือกเขาแอลป์ ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงโปรดมาก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาที่มีหน้าผาสูงชันเพื่อไปทอดพระ เนตรดอกไม้ป่าเช่น Edelweiss นี้
Edel แปลว่าชั้นสูง (Noble) ส่วน weiss แปลว่าขาว เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า ขาวบริสุทธิ์สูงค่า อันหมายถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ และถือได้ว่าเป็นดอกไม้ป่าอันเป็นพืชประจำถิ่นของเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป รูปร่างของดอก Edelweiss จะไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะเด็ดมาแล้วจนแห้งไป (อันมีลักษณะคล้ายดอกบานไม่รู้โรยของบ้านเรา) Edelweiss จึงถือว่าเป็นดอกไม้อันเป็นนิรันดร์ (Eternal flower) Edelweiss จัดว่าเป็นดอกไม้ในวงศ์ทานตะวัน หรือ Asteraceae เหมือนกันกับดอกบัวตองบนดอยของไทย แต่มีสีขาว เนื่องจากเกิดในที่ดินบาง บนภูผาสูง ความสูงมากกว่า 1800 เมตรขึ้นไป ถึง 3400 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อันมีอากาศหนาวเย็นทั้งปี ทำให้มีการปรับตัวเพื่อให้ทนทานกับสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่มีพิษ ดอกและใบปกคลุมด้วยขนแน่นหนาเพื่อป้องกันความหนาวเย็น ความแห้งของอากาศ การสูญเสียน้ำ และรังสีเหนือม่วง (UV : Ultraviolet)


ในพระนิพนธ์ เวลาเป็นของมีค่า ได้บันทึกไว้ว่า
“การที่คิดจะเอาดอกไม้มาทับแห้งและประดับของต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นดังนี้ แม่ได้ส่งดอก Edelweiss ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายากและขึ้นบนภูเขาสูง มีสีขาว กลีบเหมือนกำมะหยี่ ที่ทับแห้งแล้วไปถวายหม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูร ท่านตอบมาว่าน่าจะเอามาจัดเป็นช่อและติดเสื้อเหมือนเข็มกลัด แม่เลยคิดที่จะเอาดอกไม้ภูเขาต่าง ๆ มาทับและติดของต่าง ๆ สิ่งแรกที่ทำคือรูปภาพและบัตรอวยพรซึ่งแม่ได้ขายเพื่อสภากาชาดไทย เวลาขึ้นไปอยู่บนภูเขา แม่จะเก็บดอกไม้และทับไว้มาก ๆ และหอบไปเมืองไทยด้วย เวลาอยู่เมืองไทยเมื่อดอกไม้หมด แม่จะทดลองใช้ดอกไม้ไทยที่ปลูกในสวน เช่น ดอกเข็ม ดอกพวงชมพู”
ดอก Edelweiss จากเทือกเขาแอลป์ที่ทับแห้งแล้ว จึงกลายเป็นงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่าเป็นจำนวนมาก เช่น ที่คั่นหนังสือที่ผูกแถบผ้าลายธงชาติไทย ประดับด้วยดอก Edelweiss ทับแห้ง

สมเด็จย่า ฯ ทรงนำดอกไม้ป่าบนเทือกเขาแอลป์มาทับแห้งแล้วจัดเป็นรูปแบบช่อดอกไม้ สำหรับประดับตกแต่งบ้าน

นอกจากนี้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังโปรดศึกษาดอกไม้ป่าบนเทือกเขาแอลป์อย่างนักพฤกษศาสตร์ (Botanist) โดยทรงทำอัลบั้มดอกไม้ทับแห้ง ที่ทรงเก็บ ทรงจดชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) เป็นภาษาละติน เช่นในรูปนี้ เป็นดอก Edelweiss ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เป็นภาษาละตินว่า Leotopodium Alpinum อันเราจะสังเกตได้ว่า Alpinum คือเทือกเขา Alpine หรือเทือกเขาแอลป์อันเป็นถิ่นกำเนิด

ทรงบันทึกรายละเอียดเป็นภาษาฝรั่งเศส อันเป็นภาษาที่ครอบครัวมหิดลทรงใช้เพราะประทับในเมืองโลซานน์ อันเป็นเมืองที่พูดภาษาฝรั่งเศส ในอัลบั้มดอกไม้ทับแห้งรูปนี้ได้บันทึกว่า Étoile d' Argent อ่านว่า เอตวล ดาร์คจง คำว่าเอตวล นั้นมีความหมายว่าดวงดาว และ Argent หมายถึงโลหะเงิน ดังนั้น Étoile d' Argent จึงแปลได้ว่า ดาราสีเงิน หรือดวงดาวสีเงิน อันเป็นชื่อดอก Edelweiss ในภาษาฝรั่งเศส แล้วทรงวงเล็บชื่อภาษาอังกฤษไว้ว่า (Edelweiss)
ทรงบันทึกสถานที่ที่ทรงเก็บดอก Edelweiss ดอกนี้ได้ว่า Pris de la cabane de Mont Fort แปลว่า เก็บมาจากกระท่อมบนเขา (หรือที่พักค้างแรมของนักปีนเขา) ที่ ชื่อว่า มองต์ ฟอร์ต (Mont Fort)
ทรงบันทึกความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเอาไว้ด้วย 2400 m. ? ที่ระดับความสูงประมาณ 2,400 เมตร (มีเครื่องหมายคำถาม แสดงว่าทรงไม่แน่พระทัยเรื่องความสูงที่แน่นอนในขณะนั้น)
นอกจากนี้ยังทรงบันทึกด้วยลายพระหัตถ์ว่า de Verbier จากหมู่บ้าน/สกีรีสอร์ท เวอร์บิเยร์ (Verbier) ซึ่งอยู่ในรัฐวาเล (Valais) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
และทรงบันทึกวันที่ทรงเก็บดอก Edelweiss ดอกนี้ได้ไว้ว่า 3 Septembre 1948 หรือ วันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) หรือเมื่อราว 78 ปีก่อน
ลักษณะการบันทึกในอัลบั้มดอกไม้ทับแห้งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนเพราะอุปนิสัยของความเป็นผู้ใฝ่รู้ สนพระทัยศึกษาวิทยาการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ทรงละเอียดรอบคอบ และหากไม่แน่พระทัยก็ทรงบันทึกอย่างระมัดระวังด้วยการทรงใส่เครื่องหมายคำถามไว้ให้สามารถทรงตรวจสอบได้ในภายหลัง
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ทรงโปรดดอก Edelweiss มากเช่นเดียวกันกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และสมเด็จพระราชินี ฯ ทรงเลือกใช้ดอก Edelweiss เป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์

Edelweiss ขึ้นได้บนเทือกเขาหินปูน ที่มีความสูง 1800 เมตรขึ้นไป และดอยอินทนนท์ นั้นสูงสุดในประเทศไทยกว่า 2565 เมตร แม้จะไม่ใช่เทือกเขาหินปูน เพราะเป็นเทือกเขาหินแกรนิตหรือหินอัคนีเป็นหลัก แตกต่างจากเทือกเขาแอลป์อันเป็นถิ่นกำเนิดของ Edelweiss แต่ด้วยความสูงและสภาพอากาศ ดอยอินทนนท์นั้นสูงพอที่จะปลูก Edelweiss ได้ เมื่อพ.ศ. 2562 สมเด็จพระราชินี ฯ ได้พระราชทานเมล็ดพันธุ์ Edelweiss ให้โครงการหลวง เพื่อทดลองปลูก Edelweiss จนออกดอกงดงามได้สำเร็จในประเทศไทย เป็นครั้งแรก ณ สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ และโครงการหลวงได้ทดลองปั่นตา (Tissue culture) และได้ขยายพันธุ์ในโรงเรือนปิดจนได้ผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการทดลองสกัดกรดลีออนโทโพดิค (Leontopodic acid) อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) และป้องกันรังสี UV จากดอกเอเดลไวส์ นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ความงาม เช่น โลชั่นกันแดดสำหรับผิวกาย
เราคงจะสังเกตได้ว่าสารสกัด Leontopodic acid จากดอก Edelweiss นั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกับชื่อวิทยาศาสตร์ของต้น Edelweiss คือ Leotopodium Alpinum


ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2507 เมื่อสมเด็จย่า ฯ มีพระชนมายุ 64 พรรษา และขณะนั้นยังไม่มีการตัดถนนขึ้นดอยอินทนนท์ อันเป็นยอดเขาที่สูงสุดของประเทศไทย สมเด็จย่ามีพระราชประสงค์จะทรงพิชิตดอยอินทนนท์ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท ไต่เขาไปตามทางเดินของช้างป่า

พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรหรือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ทรงห่วงพระราชมารดามาก แต่ทรงมั่นพระทัยว่าพระราชมารดาจะทำได้สำเร็จ เมื่อสมเด็จย่าทรงพิชิตดอยอินทนนท์ได้สำเร็จอย่างงดงาม และเสด็จพระราชดำเนินกลับมาถึงพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรี เพลงมาร์ช ตั้งแถวขบวนออกมารับเสด็จเฉลิมฉลองต้อนรับพระราชมารดาอย่างเอิกเกริก พร้อมสมาชิกวง อส. วันศุกร์ จำนวนมาก และทรงสวมกอดพระราชมารดาที่ทรงพิชิตดอยอินทนนท์อันสูงสุดของประเทศไทยได้สำเร็จด้วยความชื่นชมยินดียิ่ง

แล้วดอก Edelweiss อันเป็นดอกไม้ทรงโปรดของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ได้ผลิบานบนยอดดอยอินทนนท์ สูงสุดในแดนสยามที่สมเด็จย่าเคยทรงพิชิตได้สำเร็จ
และเผื่อใครจะไม่เคยฟังเพลง Edelweiss ในภาพยนตร์คลาสสิกชื่อดังอย่าง The sound of music ที่สร้างใน ค.ศ. 1965 ก็ไปลองหาฟังกันได้
Edelweiss, every morning you greet me.
Small and white.
Clean and bright.
You look happy to meet me.
Blossom of snow, may you bloom and grow.
Bloom and grow forever.
Edelweiss, Edelweiss, blessed my homeland forever.
ขอถวายบทความเกี่ยวกับดอก Edelweiss และเพลง Edelweiss นี้ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ผมเคยอ่านในพระนิพนธ์ เวลาเป็นของมีค่า (Busy Fingers) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งได้เล่าเรื่องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ของสมเด็จย่า ทรงมีงานอดิเรกมากมายที่ทำให้ไม่ทรงว่างเลย ในพระนิพนธ์เล่มนี้ หน้าปกเป็นดอกไม้ป่าบนภูเขาที่สวิต เซอร์แลนด์ ทอดพระเนตรดอกไม้ป่าบนภูเขาด้วยสายพระเนตรอันทรงเห็นคุณค่าของดอกไม้ป่า และทรงปรารถนาจะเก็บรักษาคุณค่าและความงดงามของดอกไม้ป่าเอาไว้ให้ได้
สมเด็จกรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ฯ ได้ทรงบันทึกไว้ว่า Edelweiss เป็นดอกไม้บนเทือกเขาแอลป์ ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงโปรดมาก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาที่มีหน้าผาสูงชันเพื่อไปทอดพระ เนตรดอกไม้ป่าเช่น Edelweiss นี้
Edel แปลว่าชั้นสูง (Noble) ส่วน weiss แปลว่าขาว เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า ขาวบริสุทธิ์สูงค่า อันหมายถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ และถือได้ว่าเป็นดอกไม้ป่าอันเป็นพืชประจำถิ่นของเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป รูปร่างของดอก Edelweiss จะไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะเด็ดมาแล้วจนแห้งไป (อันมีลักษณะคล้ายดอกบานไม่รู้โรยของบ้านเรา) Edelweiss จึงถือว่าเป็นดอกไม้อันเป็นนิรันดร์ (Eternal flower) Edelweiss จัดว่าเป็นดอกไม้ในวงศ์ทานตะวัน หรือ Asteraceae เหมือนกันกับดอกบัวตองบนดอยของไทย แต่มีสีขาว เนื่องจากเกิดในที่ดินบาง บนภูผาสูง ความสูงมากกว่า 1800 เมตรขึ้นไป ถึง 3400 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อันมีอากาศหนาวเย็นทั้งปี ทำให้มีการปรับตัวเพื่อให้ทนทานกับสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่มีพิษ ดอกและใบปกคลุมด้วยขนแน่นหนาเพื่อป้องกันความหนาวเย็น ความแห้งของอากาศ การสูญเสียน้ำ และรังสีเหนือม่วง (UV : Ultraviolet)
ในพระนิพนธ์ เวลาเป็นของมีค่า ได้บันทึกไว้ว่า
“การที่คิดจะเอาดอกไม้มาทับแห้งและประดับของต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นดังนี้ แม่ได้ส่งดอก Edelweiss ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายากและขึ้นบนภูเขาสูง มีสีขาว กลีบเหมือนกำมะหยี่ ที่ทับแห้งแล้วไปถวายหม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูร ท่านตอบมาว่าน่าจะเอามาจัดเป็นช่อและติดเสื้อเหมือนเข็มกลัด แม่เลยคิดที่จะเอาดอกไม้ภูเขาต่าง ๆ มาทับและติดของต่าง ๆ สิ่งแรกที่ทำคือรูปภาพและบัตรอวยพรซึ่งแม่ได้ขายเพื่อสภากาชาดไทย เวลาขึ้นไปอยู่บนภูเขา แม่จะเก็บดอกไม้และทับไว้มาก ๆ และหอบไปเมืองไทยด้วย เวลาอยู่เมืองไทยเมื่อดอกไม้หมด แม่จะทดลองใช้ดอกไม้ไทยที่ปลูกในสวน เช่น ดอกเข็ม ดอกพวงชมพู”
ดอก Edelweiss จากเทือกเขาแอลป์ที่ทับแห้งแล้ว จึงกลายเป็นงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่าเป็นจำนวนมาก เช่น ที่คั่นหนังสือที่ผูกแถบผ้าลายธงชาติไทย ประดับด้วยดอก Edelweiss ทับแห้ง
สมเด็จย่า ฯ ทรงนำดอกไม้ป่าบนเทือกเขาแอลป์มาทับแห้งแล้วจัดเป็นรูปแบบช่อดอกไม้ สำหรับประดับตกแต่งบ้าน
นอกจากนี้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังโปรดศึกษาดอกไม้ป่าบนเทือกเขาแอลป์อย่างนักพฤกษศาสตร์ (Botanist) โดยทรงทำอัลบั้มดอกไม้ทับแห้ง ที่ทรงเก็บ ทรงจดชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) เป็นภาษาละติน เช่นในรูปนี้ เป็นดอก Edelweiss ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์เป็นภาษาละตินว่า Leotopodium Alpinum อันเราจะสังเกตได้ว่า Alpinum คือเทือกเขา Alpine หรือเทือกเขาแอลป์อันเป็นถิ่นกำเนิด
ทรงบันทึกรายละเอียดเป็นภาษาฝรั่งเศส อันเป็นภาษาที่ครอบครัวมหิดลทรงใช้เพราะประทับในเมืองโลซานน์ อันเป็นเมืองที่พูดภาษาฝรั่งเศส ในอัลบั้มดอกไม้ทับแห้งรูปนี้ได้บันทึกว่า Étoile d' Argent อ่านว่า เอตวล ดาร์คจง คำว่าเอตวล นั้นมีความหมายว่าดวงดาว และ Argent หมายถึงโลหะเงิน ดังนั้น Étoile d' Argent จึงแปลได้ว่า ดาราสีเงิน หรือดวงดาวสีเงิน อันเป็นชื่อดอก Edelweiss ในภาษาฝรั่งเศส แล้วทรงวงเล็บชื่อภาษาอังกฤษไว้ว่า (Edelweiss)
ทรงบันทึกสถานที่ที่ทรงเก็บดอก Edelweiss ดอกนี้ได้ว่า Pris de la cabane de Mont Fort แปลว่า เก็บมาจากกระท่อมบนเขา (หรือที่พักค้างแรมของนักปีนเขา) ที่ ชื่อว่า มองต์ ฟอร์ต (Mont Fort)
ทรงบันทึกความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเอาไว้ด้วย 2400 m. ? ที่ระดับความสูงประมาณ 2,400 เมตร (มีเครื่องหมายคำถาม แสดงว่าทรงไม่แน่พระทัยเรื่องความสูงที่แน่นอนในขณะนั้น)
นอกจากนี้ยังทรงบันทึกด้วยลายพระหัตถ์ว่า de Verbier จากหมู่บ้าน/สกีรีสอร์ท เวอร์บิเยร์ (Verbier) ซึ่งอยู่ในรัฐวาเล (Valais) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
และทรงบันทึกวันที่ทรงเก็บดอก Edelweiss ดอกนี้ได้ไว้ว่า 3 Septembre 1948 หรือ วันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) หรือเมื่อราว 78 ปีก่อน
ลักษณะการบันทึกในอัลบั้มดอกไม้ทับแห้งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนเพราะอุปนิสัยของความเป็นผู้ใฝ่รู้ สนพระทัยศึกษาวิทยาการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ทรงละเอียดรอบคอบ และหากไม่แน่พระทัยก็ทรงบันทึกอย่างระมัดระวังด้วยการทรงใส่เครื่องหมายคำถามไว้ให้สามารถทรงตรวจสอบได้ในภายหลัง
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ทรงโปรดดอก Edelweiss มากเช่นเดียวกันกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และสมเด็จพระราชินี ฯ ทรงเลือกใช้ดอก Edelweiss เป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์
Edelweiss ขึ้นได้บนเทือกเขาหินปูน ที่มีความสูง 1800 เมตรขึ้นไป และดอยอินทนนท์ นั้นสูงสุดในประเทศไทยกว่า 2565 เมตร แม้จะไม่ใช่เทือกเขาหินปูน เพราะเป็นเทือกเขาหินแกรนิตหรือหินอัคนีเป็นหลัก แตกต่างจากเทือกเขาแอลป์อันเป็นถิ่นกำเนิดของ Edelweiss แต่ด้วยความสูงและสภาพอากาศ ดอยอินทนนท์นั้นสูงพอที่จะปลูก Edelweiss ได้ เมื่อพ.ศ. 2562 สมเด็จพระราชินี ฯ ได้พระราชทานเมล็ดพันธุ์ Edelweiss ให้โครงการหลวง เพื่อทดลองปลูก Edelweiss จนออกดอกงดงามได้สำเร็จในประเทศไทย เป็นครั้งแรก ณ สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ และโครงการหลวงได้ทดลองปั่นตา (Tissue culture) และได้ขยายพันธุ์ในโรงเรือนปิดจนได้ผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการทดลองสกัดกรดลีออนโทโพดิค (Leontopodic acid) อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) และป้องกันรังสี UV จากดอกเอเดลไวส์ นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ความงาม เช่น โลชั่นกันแดดสำหรับผิวกาย
เราคงจะสังเกตได้ว่าสารสกัด Leontopodic acid จากดอก Edelweiss นั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกับชื่อวิทยาศาสตร์ของต้น Edelweiss คือ Leotopodium Alpinum
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2507 เมื่อสมเด็จย่า ฯ มีพระชนมายุ 64 พรรษา และขณะนั้นยังไม่มีการตัดถนนขึ้นดอยอินทนนท์ อันเป็นยอดเขาที่สูงสุดของประเทศไทย สมเด็จย่ามีพระราชประสงค์จะทรงพิชิตดอยอินทนนท์ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท ไต่เขาไปตามทางเดินของช้างป่า
พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรหรือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ทรงห่วงพระราชมารดามาก แต่ทรงมั่นพระทัยว่าพระราชมารดาจะทำได้สำเร็จ เมื่อสมเด็จย่าทรงพิชิตดอยอินทนนท์ได้สำเร็จอย่างงดงาม และเสด็จพระราชดำเนินกลับมาถึงพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรี เพลงมาร์ช ตั้งแถวขบวนออกมารับเสด็จเฉลิมฉลองต้อนรับพระราชมารดาอย่างเอิกเกริก พร้อมสมาชิกวง อส. วันศุกร์ จำนวนมาก และทรงสวมกอดพระราชมารดาที่ทรงพิชิตดอยอินทนนท์อันสูงสุดของประเทศไทยได้สำเร็จด้วยความชื่นชมยินดียิ่ง
แล้วดอก Edelweiss อันเป็นดอกไม้ทรงโปรดของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ได้ผลิบานบนยอดดอยอินทนนท์ สูงสุดในแดนสยามที่สมเด็จย่าเคยทรงพิชิตได้สำเร็จ
และเผื่อใครจะไม่เคยฟังเพลง Edelweiss ในภาพยนตร์คลาสสิกชื่อดังอย่าง The sound of music ที่สร้างใน ค.ศ. 1965 ก็ไปลองหาฟังกันได้
Edelweiss, every morning you greet me.
Small and white.
Clean and bright.
You look happy to meet me.
Blossom of snow, may you bloom and grow.
Bloom and grow forever.
Edelweiss, Edelweiss, blessed my homeland forever.
ขอถวายบทความเกี่ยวกับดอก Edelweiss และเพลง Edelweiss นี้ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


