xs
xsm
sm
md
lg

การนำที่ยั่งยืนคือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



ผมเคยอยู่ในพรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร สภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรี เคยเห็นผู้นำที่ดีที่เก่ง และทำงานกับเพื่อนผู้นำหรือผู้นำชั้นรอง ๆ ลงมาไม่น้อย ข้อสรุปที่ตกผลึกในบั้นปลายของชีวิตการทำงานก็คือ ภารกิจของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่การทำให้ตัวเองเป็นคนที่ขาดไม่ได้ แต่คือการทำให้ตัวเอง หมดความจำเป็น ลงต่างหาก

ทุกรัฐมนตรี ทุกผู้ว่าราชการ ทุกอธิบดี ทุกนายกเทศมนตรี ทุกอธิการบดี ล้วนเป็นมนุษย์ที่กาลเวลาจะพรากไป แต่ความเป็นสถาบันนั้นต้องคงอยู่ ถ้าเราจากไปแล้วทุกอย่างพังทลายลงกับตัว นั่นไม่ใช่เครื่องหมายของความเก่งกาจ แต่มันคือความล้มเหลวที่สมบูรณ์แบบ

ท่านเล่าจื่อเตือนเราไว้ว่า ผู้นำที่ดีที่สุด คือผู้นำที่เมื่อทำงานสำเร็จแล้ว ประชาชนจะพูดว่า เราทำเอง

นี่คือหัวใจของการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป เราต้องลดอัตตาลงจนกระทั่งความสำเร็จของลูกน้องไม่ใช่ภัยคุกคามของเรา แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราได้ทำหน้าที่ของครูและผู้อาวุโสอย่างสมบูรณ์แล้ว

ยุทธศาสตร์การหล่อหลอมคนของ "แม่ทัพ" ในคราบรัฐบุรุษ

การสร้างผู้นำระดับรองให้นำได้จริงนั้น ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เฉกเช่นที่ท่านซุนหวู่บันทึกไว้ในพิชัยสงครามว่า ผู้ที่รู้จักทั้งตนเองและอีกฝ่าย จะชนะในร้อยศึก

ผู้นำอาวุโสที่ฉลาดจะต้องรู้จักศักยภาพที่แท้จริงของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี และกล้าที่จะปล่อยให้พวกเขาออกรบในศึกของตัวเอง ข้อผิดพลาดที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบราชการคือ เจ้านายที่ลงไปบัญชาการรบแทนแม่ทัพหน้างาน นั่นเป็นการทำลายทั้งสงครามและทำลายความมั่นใจของคนของเราเอง

ผมมีหลักปฏิบัติสามประการที่ยึดถือมาตลอด :

หนึ่ง – รู้เขา มอบภารกิจที่ใหญ่พอจะยืดขีดความสามารถของเขา แต่ไม่ใหญ่เกินจนทำให้เขาแตกหัก เราต้องมองเห็นเมล็ดพันธุ์ในตัวคนให้ออก

สอง – รู้เรา ถอยออกมาเมื่อเขาทำได้ แต่พร้อมเข้าไปเป็นโล่กำบังเมื่อเขาล้มเหลว ขงจื่อปรมาจารย์สอนไว้อย่างหนักแน่นว่า อย่ากังวลว่าคนอื่นไม่รู้จักท่าน แต่จงกังวลว่าท่านไม่รู้จักคนอื่น

สาม – รู้วาระ เลือกจังหวะให้เป็น ไม้ไผ่ที่กำลังงามอย่าเพิ่งตัดมาใช้ สายน้ำที่กำลังเชี่ยวอย่าเพิ่งลงเรือ ปล่อยให้เขาบ่มเพาะ ปล่อยให้เขาผิดพลาดในสนามฝึกบ้าง ก่อนส่งออกรบในศึกจริง

กับดักแห่งอำนาจที่ขงจื่อปรมาจารย์กลัวที่สุด

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดของนักปกครองคือบทเรียนเรื่อง "ขุนนาง" กับ "ข้าราชบริพาร" ขงจื่อปรมาจารย์แยกแยะไว้อย่างคมคายว่า ผู้มีคุณธรรมย่อมมีใจเป็นกลางและกว้างขวาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ตรงกันข้าม ผู้ไร้คุณธรรมย่อมจับกลุ่มเข้าพวกเข้าฝ่าย

ผมเห็นมามากต่อมากแล้วกับการที่อำนาจไม่เป็นไปตามตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นไปตามวงล้อม "หลังห้อง" หรือ "ดึก ๆ" นี่คือมะเร็งร้ายของระบบราชการไทยที่เราต้องช่วยกันขจัด สิ่งที่ผมพยายามทำเสมอเมื่ออยู่ในตำแหน่งคือ การทำให้ทุกคนในองค์กรมั่นใจว่า ช่องทางแห่งอำนาจต้องมาจากความรู้ความสามารถ ไม่ใช่จากความใกล้ชิดส่วนตัว แม้ว่าผู้นำมักจะต้องรู้จักและไว้ใจคนที่ตนมอบอำนาจและหน้าที่ให้ก็ตาม แต่ความไว้ใจนั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลงานและคุณธรรมที่ประจักษ์ ไม่ใช่เพียงเพราะรู้จักมักคุ้นหรือภักดีเป็นการส่วนตัว

เสน่ห์ปลายจวักของระบบ

เมื่อเราสร้างระบบที่โปร่งใส มีหลักเกณฑ์ และเป็นที่ซึ่งคนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมความสามารถมองเห็นเส้นทางเดินที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องไปอ้อนวอนให้ใครมาทำงานเพื่อชาติเลย ท่านเล่าจื่อสอนว่า จงปกครองเหมือนการทอดปลาเล็ก อย่ากลับไปกลับมาจนเนื้อปลาหลุดจากก้าง

ศาสตร์การนำในโลกสมัยใหม่ก็เช่นกัน เมื่อระบบแข็งแรง พรสวรรค์จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง ไม่ใช่เราวิ่งไปง้อพวกเขา คนเก่งเขาไม่ได้ต้องการแค่เงินเดือนสูง เขาต้องการเห็นความหมายและความยุติธรรมในการเติบโต

มรดกสุดท้ายของรัฐบุรุษ

ท่านซุนหวู่ทิ้งท้ายไว้ในตำราพิชัยสงครามอย่างน่าคิดว่า ยุทธวิธีที่เหนือชั้นที่สุด คือการชนะโดยไม่ต้องรบ

นี่หมายความว่า เราจะทำภารกิจเพื่อบ้านเมืองให้สำเร็จลุล่วงไปถึงชนรุ่นหลัง โดยที่เราไม่ต้องลงมือทำเอง นำเองในทุกภารกิจ เพราะตลอดทางที่ผ่านมา เราได้บ่มเพาะคนของเราไว้แล้วอย่างดี พวกเขาจะเป็นผู้รับไม้ต่อ ออกไปเผชิญโอกาสใหม่ ๆ ที่หลั่งไหลมาไม่รู้จบ และเอาชัยชนะจากโอกาสเหล่านั้นด้วยปัญญาและความสามารถของตนเอง นี่คือชัยชนะที่ยั่งยืนที่สุด — ชนะอนาคต โดยที่เราไม่ต้องออกศึกเองอีกต่อไป

ในบั้นปลายของชีวิตการทำงาน ผมตระหนักชัดว่าไม่มีนโยบายใด ไม่มีตึกใด ไม่มีสะพานใด ที่จะสำคัญเท่ากับ "มนุษย์" ที่เราหล่อหลอมและทิ้งไว้เบื้องหลัง ทุกการตัดสินใจในวันนี้ของท่านที่เกี่ยวกับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็คือการเขียนอนาคตของประเทศลงบนผืนทรายแห่งกาลเวลา

จงกล้าที่จะสร้างคนที่เก่งกว่าตัวเอง จงกล้าที่จะหลีกทางให้เมื่อถึงเวลา และจงจำไว้เสมอว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนที่กลัวท่าน แต่วัดกันที่จำนวนคนที่ท่านทำให้กลายเป็นผู้กล้าหาญและมีคุณธรรมพอที่จะเดินทางต่อไปโดยไม่มีท่าน