xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อโลกพร้อมใจเปล่งคำว่า...“กู-ไม่กลัวมึง!!!”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี
จะกลับไปตูมๆ ตามๆ...ถึงขั้น “อิหร่านต้องย้อนกลับไปสู่ยุคหิน” หรือถึงขั้น “เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ก้นอ่าวเปอร์เซีย” หรือไม่? อย่างไร? สำหรับ “แนวรบในตะวันออกกลาง” นับจากนี้ต่อไป แต่ระหว่างที่ยังต้องรอ “วัดใจ” ผู้ที่ “บ้า...ไปแล้ว!!!” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ว่าจะออกลูกไหน? จะฮึดสู้แบบหัวชนฝา หรือแบบที่กองกำลัง “IRGC” ของอิหร่านเขาเรียกว่า“ปฏิบัติการทางทหารที่เป็นไปไม่ได้” หรือจะยอมรับสภาพต่อ “ข้อตกลงที่แย่ๆ” อันแทบไม่ต่างไปจาก “การยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ” ตามข้อเสนอ 14 ข้อของฝ่ายอิหร่านเขา... 

แต่สิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...ท่ามกลางฉากสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกาและพันธมิตรอิสราเอล มันได้ก่อให้เกิดสีสันบรรยากาศบางอย่างกับ “โลกทั้งโลก” เอาเลยก็ว่าได้นั่นคือลักษณะอาการในแบบ “สุกร...ไม่กลัวน้ำร้อน!!!” ที่ได้ลุกลาม แผ่ซ่านไปแทบจะทั่วทั้งโลก โดยจะมีที่มาจากแรงฮึด แรงกระตุ้นของประเทศตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน ที่กล้ายืนหยัด ยืนกราน ซดหมัด-แลกหมัด ดวลจรวด-ดวลระเบิดกับมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างอเมริกาและอิสราเอล แบบชนิดหมัด-ต่อ-หมัด ยก-ต่อ-ยก ร่วมๆ 2 เดือนมาแล้ว แถมยังทำท่าว่า...เผลอๆ อาจปล่อย“หมัดน็อก” เล่นงานชาตินิวเคลียร์ทั้งสองให้ลงไปนอนกองกับพื้นผืนเวทีผ้าใบ นับแปด นับสิบ ก็ยังไม่คิดฟื้น หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป... 

แต่บรรดาสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้นี่เอง...ที่ดูจะมีส่วนทำให้ชาติใหญ่ ชาติเล็ก ชาติน้อย ทั้งหลาย ต่างพร้อมใจที่จะเปล่งเสียงกู่ก้องร้องตะโกนประมาณว่า... “กู-ไม่กลัวมึง!!!” ต่ออำนาจ อิทธิพล ของชาติมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างคุณพ่ออเมริกา แบบถนัดชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโดยเฉพาะระดับ “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา”อย่างคุณพี่จีนด้วยแล้ว ถึงขั้นนี้...ต้องเรียกว่า ไม่คิดจะ“แอบจิต” ใดๆ อีกต่อไป ดังเห็นได้จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์จีน มีคำสั่งโดยตรงไปถึงโรงกลั่นน้ำมันจีน 5 แห่ง ไม่ว่าโรงงานปิโตรเคมี “Hengli”, โรงงาน “Shandong Jincheng”, โรงงาน “Hebei Xinhai”, โรงงาน“Shandong Shouguang Luqing” และโรงงาน“Shandong Shengxing” ให้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม“มาตรการคว่ำบาตร” ของอเมริกาต่อการซื้อน้ำมันอิหร่าน... 

หรือแทบถือเป็น “ครั้งแรก” เอาเลยก็ว่าได้ ที่รัฐบาลจีนได้แสดงออกถึง “ความห้าว” ในลักษณะเช่นนี้ โดยอาศัยเหตุผล ข้ออ้าง ดังที่สื่อทางการของจีน “People Daily” เขาระบุไว้นั่นแหละว่า เพราะ...“สหรัฐฯ พยายามยัดเยียดกฎหมายของตัวเอง ให้อยู่เหนือไปกว่ากฎหมายระหว่างประเทศเพื่อบีบบังคับตลาดโลก การออกคำสั่งของรัฐบาลจีนเช่นนี้ จึงถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสำหรับประชาคมโลก ในอันที่จะต่อต้าน คัดค้าน การข่มขู่ฝ่ายเดียว หรือการนำกฎหมายภายในประเทศมาใช้นอกดินแดนของตัวเอง” นี่...ต้องเรียกว่า ไม่เพียงแค่ “กู-ไม่กลัวมึง” กันเห็นๆ แต่ยังออกแรงยุ แรงเชียร์ ให้ใครต่อใครลุกขึ้นต่อสู้ หรือต่อต้าน “การข่มขู่ฝ่ายเดียว” อย่างเป็นระบบและกิจการอีกด้วยต่างหาก... 

และในเมื่อคุณพี่จีน “พันธมิตรที่ไร้ขีดจำกัด”ของคุณน้ารัสเซีย ไม่คิดจะกลัว ไม่คิดจะหงอต่อมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกาอีกต่อไป มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกาอีกรายอย่างหมีขาวรัสเซียก็เลยไม่ถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องหวานใส่ “ทรัมป์บ้า” ไปโดยตลอดโดยเฉพาะเมื่อผู้นำอเมริกาได้ออกอาการหลุดโลก ถึงขั้นคิด “บุกยึดคิวบา” ต่อจากอิหร่านเป็นรายต่อไป ดังนั้น...ไม่เพียงชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างรัสเซียจะโดดออกมาขวางความกระเหี้ยนกระหือรือของอเมริกา ที่ทั้งกด ทั้งบีบ ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ปากประตูบ้านของตัวเอง ด้วยการ “ปิดล้อม” ไม่ยอมให้ใครต่อใครขนพลังงาน อาหาร ยารักษาโรค ฯลฯ ไปให้มนุษย์ตาดำๆจำนวน 10 ล้าน 11 ล้านโดยเด็ดขาด เพื่อหวังจะให้รัฐบาลคิวบาที่ไม่ยอมก้มหัวศิโรราบให้กับอเมริกา ต้องพังพินาศลงไปให้จงได้!!! 

แต่ด้วยการส่งเรือ “Anatoly Kolodkin” บรรทุกน้ำมันจำนวน 730,000 บาร์เรลไปให้กับชาวคิวบากันถึงที่ โดยมี “เรือดำน้ำนิวเคลียร์” ที่อาจมีขีปนาวุธ“Poseidon” ติดตัวมาด้วย คอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ การทะลุทะลวงด่านปิดล้อมของอเมริกา โดยไม่คิดจะหวานใดๆอีกต่อไป จึงไม่ต่างอะไรไปจาก “การยกตีนลูบหน้า”มหาอำนาจสูงสุดกันเห็นๆ แถมยังเตรียมที่จะส่ง “เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2” ไปยังคิวบาในอีกไม่ช้า-ไม่นานนับจากนี้ ตามที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ คุณน้อง “Maria Zakahrova” เธอได้ออกมายืนยัน นั่งยัน อย่างเป็นมั่น-เป็นเหมาะ และก็คงไม่ใช่มีแต่ “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างจีน-รัสเซีย รวมทั้งผู้ที่ได้พิสูจน์แล้วว่ากำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจรายใหม่อย่างอิหร่านเท่านั้น ที่กล้ายกฝ่าตีนลูบหน้าคุณพ่ออเมริกาโดยไม่คิดจะลังเลใจใดๆ อีกต่อไป ผู้ที่เคยมีสถานะเป็นอดีตมหาอำนาจหรือ “มหาอำนาจระดับกลาง” อย่างสเปน ที่ถูก “ทรัมป์บ้า” ขู่แล้ว ขู่เล่า หลังจากไม่ยอมให้อเมริกาใช้ฐานทัพและน่านฟ้าสเปนในการเล่นงานอิหร่าน ถึงขั้นจะเลิกค้า-เลิกขาย หรือถึงขั้นคิดจะขับสเปนออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรพันธมิตรทางทหารอย่าง “NATO”เอาเลยถึงขั้นนั้น... 

แต่สำหรับนายกรัฐมนตรี “สุดหล่อ” ผู้นำประเทศสเปน อย่าง “นายPedro Sanchez” แล้ว บรรดาการข่มขู่เหล่านี้... “ไม่ได้สร้างความกังวลใดๆ ต่อผมเลย!!!” อันนี้...ถ้าว่ากันตามคำพูด คำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปที่ไซปรัส เมื่อไม่กี่วันมานี้ ด้วยเหตุเพราะ... “สเปนเป็นชาติที่น่าเชื่อถือของ NATO และพยายามปฏิบัติพันธกรณีทั้งหมดที่ถูกกำหนดไว้ให้ เพียงแต่เราไม่ได้ทำงานผ่านอี-เมล (หรือไม่ได้ชอบลุกขึ้นมาโพสต์โน่น-โพสต์นี่ตอนตีสี่-ตีห้าเหมือนผู้นำอเมริกาทำนองนั้น) เราทำงานบนพื้นฐานเอกสารทางการและจุดยืนที่บรรดาประเทศสมาชิกยึดถือมาโดยตลอด” นี่...เรียกว่ายังพร้อมที่จะ “ปากกล้า” โดยที่ “ขาไม่สั่น” เอาเลยแม้แต่น้อยพร้อมที่จะแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย ไม่ว่าต่อผู้นำประเทศ “NATO” อย่างอเมริกา หรือพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกาอย่างอิสราเอล ในกรณี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ แถมยังกล้าออก “แถลงการณ์ร่วม” กับบรรดาประเทศซีกโลกใต้ อย่างบราซิล เม็กซิโก ประณามการปิดล้อมประเทศคิวบาโดยรัฐบาลอเมริกา และเรียกร้องให้โลกทั้งโลกเร่งช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่อชาวคิวบาโดยด่วน... 

หรือแม้แต่ประเทศที่เคยเดินทางไป “Kiss Ass ทรัมป์บ้า” ถึงทำเนียบขาวมาก่อนหน้านี้ แต่เมื่อผู้นำเยอรมนีอย่าง “นายFriedrich Merz” ดันเผลอไป “หลุดปาก”หรือโดย “จงใจ” ก็แล้วแต่ ระหว่างพูดจากับเด็กนักเรียนที่เมือง “Marsberg” เมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่าด้วย “สงครามอิหร่าน” นี่เอง ที่ทำให้มหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาต้องประสบกับความน่าอับอาย-ขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า” ฉุนฉิว กริ้วโกรธ ชนิดน็อตหลุด น็อตหลวม ประกาศจะถอนทหารอเมริกัน 5,000 นายออกจากเยอรมนีโดยด่วน แต่นั่น...ก็ไม่ได้ทำให้บรรดาชาวเยอรมันทั้งหลาย ออกอาการตัวสั่นงันงกแต่อย่างใด เพราะอย่างที่รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี “นายBoris Pistorius” ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบ “ชิลชิล” ไปแล้วนั่นแหละว่า... “การถอนทหารบางส่วนของอเมริกาเป็นสิ่งที่เยอรมนีได้คาดการณ์มานานแล้ว และการกระทำเช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้บรรดาประเทศยุโรปหันมาเพิ่มความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของตัวเองยิ่งขึ้น...” คือเรียกว่า...ไม่ได้คิดจะง้อ จะหงอ ไม่ได้คิดจะหันไป “จูบก้นทรัมป์บ้า” แบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว... 

หรือพูดง่ายๆ ว่า...จาก “สงครามอิหร่าน” คราวนี้นี่เอง ที่ทำให้โลกแทบจะทั้งโลก เริ่มเห็นพ้องต้องกันไปในแนวเดียวกันแล้วว่า “The Emperor has no cloth”หรือ “จักรพรรดิไม่ได้นุ่งผ้า” อย่างเป็นที่เอกฉันท์ และนั่นเองที่ไม่เพียงแต่จะเป็นข้อพิสูจน์ ยืนยัน ได้ว่า โดยอำนาจและบารมีของพระจักรพรรดิโลกแห่ง “โลกขั้วอำนาจเดียว” อย่างคุณพ่ออเมริกา ได้ถึงกาลสิ้นสุด ยุติ ลงไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว และสิ่งที่กำลังจะอุบัติตามมาก็คือการแสวงหาหนทางที่จะ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ”ของบรรดาประชาชาติทั้งหลาย ภายใต้ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ให้จงได้!!! เพื่อที่ “สันติภาพ” จะได้หวนคืนกลับมา ไม่ว่าจะเป็น “สันติภาพในตะวันออกกลาง” ที่ปราศจากอเมริกาและนักยุแยงตะแคงรั่วอย่างอิสราเอลอีกต่อไป “สันติภาพในยุโรป” ที่ปราศจากเชื้อโรค“Russophobia” เกาะกินบรรดาผู้นำรัฐบาลยุโรปในแต่ละราย หรือ “สันติภาพในทะเลจีนใต้” อันเนื่องมาจาก“ความเป็นจีนเดียว” โดยไม่มีผู้ที่คิดจะแบ่งแยกแผ่นดินและอารยธรรมออกจากกันและกัน อันจะส่งผลให้“แนวรบ” ทั้ง 3 แนว ซึ่งเกี่ยวพันกับชะตากรรมของโลกทั้งโลก ไม่ว่า “แนวรบตะวันออกกลาง” “แนวรบยุโรปตะวันออก” หรือ “แนวรบทะเลจีนใต้” ไม่ต้องถูกกำหนดด้วยสงครามหรือสันติภาพตามแบบฉบับอเมริกา หรือแบบ “Pax Americana” ใดๆ อีกต่อไป แต่ด้วยความยินยอมพร้อมใจของโลกทั้งโลกที่มุ่งจะแสวงหาสันติภาพ เพื่อที่จะ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ไปอีกตราบนานเท่านาน...