แม้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน แต่คำถามที่ผมกลับได้รับบ่อยมากในช่วงนี้คือ รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้นานไหม ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วกว่าอารมณ์แบบนี้จะเกิด มักจะปล่อยให้รัฐบาลบริหารงานไปสักระยะหนึ่งแล้วมองดูการทำงาน ประสิทธิภาพ คำถามแบบนี้จึงจะเกิดขึ้น
หากวิเคราะห์ว่าทำไมคำถามเช่นนี้จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการมองเข้าไปในภาพลักษณ์ของรัฐบาล และความไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง รวมถึงอุปสรรคที่รออยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลกระทบจากสงคราม วิกฤตพลังงาน รวมไปถึงผลกระทบทางการเมือง จากการเลือกตั้งที่ถูกร้องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่
และรวมไปถึงวิกฤตจากการตั้งคำถามถึงหลักนิติรัฐที่สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า ถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมหรือไม่ จากกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ที่แตกต่างกับศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่เป็นหลักฐานจากข้อเท็จจริงเดียวกัน และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องผูกพันทุกองค์กร
จับตาดูกรณีที่พรรคฝ่ายค้านและ สว.กลุ่มหนึ่งเข้าชื่อกันเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ถ้าหากนายโสภณ ซารัมย์ ไม่ดำเนินการ หรือมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งทางตรงกันข้าม ก็จะกลายเป็นการสั่งสมวิกฤตศรัทธาของสังคมอีกเรื่องหนึ่ง
การวินิจฉัยเรื่องฮั้ว สว.ของ กกต.ที่มีแนวโน้มว่าจะพ้นผิด เมื่อ กกต.ส่วนใหญ่เป็น กกต.ที่มาจาก สว.สีน้ำเงิน ที่เชื่อมติล่วงหน้าแล้วว่าจะชี้มูลว่าไม่มีความผิด 5-2 ตามที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีมติออกมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อนุกรรมการชุดที่ 26 เคยมีมติว่าให้ฟันคดีฮั้วเลือก สว.จำนวน 229 คน (สว. 138 คน + ผู้เกี่ยวข้อง) ซึ่งรวมถึงนายอนุทิน และสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอีกหลายคน
ซึ่งหากการฮั้ว สว.ถูกชี้มูลโดย กกต.ว่าไม่มีความผิดอีก ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤตศรัทธาของหลักนิติรัฐเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะข้อเท็จจริงนั้นสามารถมองได้จากดาวอังคารว่า การเลือกตั้ง สว.ชุดนี้มีที่มาที่ไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม และหลักการความโปร่งใสยุติธรรมที่ควรจะเป็นหลักการสำคัญ เพื่อให้ได้ตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่ตัวแทนของใครคนใดคนหนึ่ง
ในสังคมถ้าความเชื่อมั่นต่อหลักนิติรัฐติดลบ คนรู้สึกว่าความยุติธรรมเสื่อมถอย กฎหมายถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ คนไม่เชื่อว่าระบบจะคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ความขัดแย้งจะเพิ่มขึ้น ผู้คนหันไปใช้วิธีนอกกฎหมาย การประท้วงหรือความรุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น
สิ่งที่ตามมาคือการทุจริตแพร่หลาย เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ การใช้อำนาจโดยมิชอบเกิดง่ายและตรวจสอบยาก เศรษฐกิจเสียหาย นักลงทุนไม่มั่นใจ ต้นทุนความเสี่ยงสูง การเติบโตชะลอตัว รัฐอ่อนแอ และความร่วมมือของสังคมลดลง ประชาชนไม่เคารพกติกา ไม่ร่วมมือกับรัฐ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายยิ่งยาก
ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า สว.ส่วนใหญ่มีคนบงการที่สามารถควบคุมมติให้ออกไปในทิศทางเดียวกันได้ ใครจะได้เป็นกรรมการในองค์กรอิสระ จะต้องขึ้นตรงต่อใคร มีคนที่สามารถกำหนดให้ใครเข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระได้
ถ้าสังคมวางใจ ป.ป.ช.ไม่ได้ กกต.ไม่มีความเป็นกลาง และ สว.ที่ควรจะเป็นสภาฯ ตรวจสอบคานอำนาจกับรัฐบาล กลายเป็นสภาฯ ลูกไล่ที่ถูกสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ใครจะผ่านด่านเข้าไปเป็น “อรหันต์” ในองค์กรอิสระ ต้องได้รับฉันทานุมัติจากคนคนเดียว นี่ย่อมไม่ใช่ระบอบการปกครองที่เราคาดหวัง แต่เป็นอำนาจที่อยู่ในมือของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชน
ในอดีตเราเคยเผชิญกับวิกฤตการเมืองจากระบอบทักษิณ ที่ซื้อพรรคการเมือง ควบคุมสภาผัวเมีย จนถึงครอบงำองค์กรอิสระ แต่ภาพทั้งหมดก็ไม่เด่นชัดเท่ากับอำนาจที่กำลังจะตกอยู่ในมือคนคนเดียวที่เรารู้ว่า เขามีอำนาจเหนือพรรคภูมิใจไทย รัฐบาล และ สว.สีน้ำเงิน ความพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นจึงอันตรายกว่าระบอบทักษิณมาก
ยิ่งรัฐบาลอนุทินถูกมองว่ามีอำนาจจากชนชั้นนำหนุนหลัง สังคมมองว่าเป็นอภิสิทธิชน ความไม่เท่าเทียมเหลื่อมล้ำจะยิ่งปรากฏชัดขึ้น แรงปฏิกิริยาของสังคมก็จะเป็นแรงบวกที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลได้ไม่ยาก
อีกกรณีที่สังคมจับตาคือ กรณีที่ดินเขากระโดง แม้การรถไฟแห่งประเทศไทยจะชนะมาทุกคดีที่ฟ้องต่อศาล และมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานแล้ว แต่ในกรณีที่ฟ้องแปลงที่ตระกูลชิดชอบถือครองอยู่ สังคมกำลังจับตาว่าจะพลิกผันหรือไม่ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรม แต่ศาลก็ต้องพิจารณาคดีไปตามสำนวนหลักฐานที่โจทก์และจำเลยใช้ในการต่อสู้คดี เกรงว่าอำนาจที่มีเหนือการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น จะทำให้คนของการรถไฟฯ สู้คดีนี้แบบเต็มตัวหรือไม่ แต่ถ้าผลออกมาต่างจากคดีอื่นที่แล้วมา ก็จะเป็นอีกชนวนหนึ่งที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชน
เมื่อนั้นความคับข้องใจของสังคมจะสั่งสม และจะกลายเป็นระเบิดเวลา ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะมีอำนาจอะไรหนุนหลังก็ยากที่จะต้านทานกระแสของประชาชนได้
สิ่งที่สังคมกำลังจะตั้งคำถามอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความพยายามจะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ต้องใช้งบประมาณมหาศาลถึงล้านล้านบาท แม้ตอนนี้นายอนุทินจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามาศึกษาโครงการ 90 วัน แต่ถ้าอธิบายต่อสังคมไม่ได้ว่าโครงการนี้จะคุ้มค่าหรือไม่ ใครจะได้ประโยชน์ ก็จะถูกต่อต้านจากประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก
และโครงการแบบอภิมหาโปรเจกต์ล้านล้านบาทอย่างนี้ มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องตอบให้สังคมหายสงสัย แล้วเราจะใช้เวลาเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 โครงการทางด่วนบางปะอิน-โคราช หรือรถไฟความเร็วสูง และถ้าเกิดขึ้นแล้วไม่มีผู้ใช้งาน เพราะไม่มีเรือลำไหนต้องการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ถึงวันนั้นจะถามหาความรับผิดชอบจากใคร
แม้นายอนุทินจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชิลชิล การบริหารแบบมอบหมายงาน ซึ่งบอกว่าเป็นพรสวรรค์ของตัวเอง แต่สุดท้ายภาระความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ฝากไว้กับนายอนุทินอยู่ดี อย่าลืมว่าวันนี้นายอนุทินเป็นขอนไม้ที่ลอยมาของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่จะนำพาพวกเขากลับเข้าฝั่ง ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวของคนรุ่นใหม่ คนเมือง และคนชั้นกลางที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์ของรัฐ
มันจึงเป็นด่านสำคัญที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่น เพื่อดึงกระแสคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองใหญ่กลับมาให้ได้ ว่าเขายังมีรัฐบาลที่สามารถฝากความหวังไว้ได้จริง ไม่ใช่รัฐบาลที่เอาแต่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้อง และอำนาจทางกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นธรรม แบบคนอีกฝั่งที่ทำอะไรก็ไม่ผิด
คำถามที่สังคมเริ่มถามตั้งแต่รัฐบาลเพิ่งจะมีอายุไม่กี่เดือนว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้นานไหม นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังบอกว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดนี้กำลังสั่นคลอนในสายตาของประชาชน
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


