xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ปกครองผู้ใช้คุณธรรมผสานกับสัจนิยม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



ในการสนทนาว่าด้วยการเมืองการปกครอง ห้วงความคิดหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อนักการเมืองและผู้ฝักใฝ่ในอำนาจทั้งหลาย คือความคิดที่ว่า "ในเกมการเมืองแห่งโลกความเป็นจริง ผู้มีธรรมะ ผู้ซื่อตรง ผู้เสียสละ ย่อมเป็นผู้พ่ายแพ้" ความคิดนี้หาใช่สิ่งไร้เหตุผล มันได้รับการสนับสนุนจากประจักษ์พยานนับครั้งไม่ถ้วน ที่เราได้เห็นคนดีต้องตกเป็นเหยื่อของเล่ห์กล ได้เห็นคนซื่อต้องหลีกทางให้กับคนโกง ได้เห็นผู้ยึดมั่นในหลักการต้องถูกผลักให้ตกขอบสนามการเมืองไป

ข้อสรุปที่กลั่นกรองจากประสบการณ์เหล่านี้ก็คือ "ถ้าท่านอยากชนะ ก็ต้องเล่นตามเกม ต้องมีชั้นเชิง ต้องมีเล่ห์เหลี่ยม ต้องใช้กลโกง มิฉะนั้นท่านก็จะเป็นได้แค่นักบุญผู้ล้มเหลว"

ผมใคร่ขอท้าทายข้อสรุปดังกล่าวนี้ ด้วยสมมติฐานที่ต่างออกไป คือ​ สมมติฐานที่ว่า "ผู้มีธรรมะที่แท้จริงนั้น หาใช่ผู้ที่จะพ่ายแพ้ไม่ หากแต่เขาเป็นผู้ที่เข้าถึงชัยชนะอันยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบหรือหนทางนี้​ คนเห็นแก่ตัวและคนไร้คุณธรรมไม่อาจแม้แต่จะเข้าใจได้​ นับประสาอะไรกับการบรรลุถึง"

สมมติฐานนี้ไม่ได้มอง "ธรรมะ" ในฐานะของเครื่องประดับทางศีลธรรม แต่มองธรรมะในฐานะ "ยุทธศาสตร์ขั้นสูง" ซึ่งผู้ใช้จะได้รับชัยชนะ และได้รับอย่างสมเกียรติด้วย

ผมขอเรียกแนวทางนี้ว่า "วิถีที่นำด้วยธรรมอย่างแยบยลและเงียบงัน"

หนึ่ง : ประกาศอะไรนักหนา — ว่าด้วยการไม่ป่าวร้องก้องประกาศว่าตนเป็นคนดี

หากมีสิ่งหนึ่งที่ผู้นำหรือนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งปรารถนาจะใช้ธรรมะนำการเมือง ควรหยุดทำโดยทันที สิ่งนั้นคือ "การประกาศว่าตนเป็นผู้มีคุณธรรม"

การประกาศตนดังกล่าว นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังเป็นจุดอ่อนที่ศัตรูทางการเมืองจะใช้เป็นเป้าโจมตีท่านได้ทันที พวกเขาจะตั้งกล้องส่องจับผิดทุกย่างก้าวของท่าน รอวันที่ท่านพลาดเพียงเสี้ยวนาทีเดียว เพื่อจะได้ตะโกนก้องว่า "นี่หรือคนดี?"

นักการเมืองผู้ใช้คุณธรรมจึงไม่มีความจำเป็นต้องถือป้าย หรือต้องสร้างภาพ หรือต้องผลิตสปอตโฆษณาว่าตนเป็นคนดี แต่เขาจะใช้พลังทั้งหมดที่มีไปในการสร้างผลลัพธ์แห่งความดีงามให้เป็นที่ประจักษ์ "ประชาชนจะรู้เองว่าท่านเป็นใคร เป็นคนอย่างไร​ โดยที่ท่านไม่ต้องบอกพวกเขา"

นี่คือปรากฏการณ์ที่ขงจื่อได้อธิบายไว้ด้วยอุปมาอันงดงามและทรงพลังยิ่ง

"ผู้ปกครองที่ใช้คุณธรรมเป็นหลักในการปกครอง เปรียบเสมือนดาวเหนือที่สถิตย์อยู่ ณ ที่ของตน โดยที่ดวงดาวอื่น ๆ ทั้งหมดจะโคจรเข้ามาแวดล้อมด้วยตัวของมันเอง"

ข้อความนี้บอกอะไรแก่เรา?

หนึ่ง ดาวเหนือไม่เคยประกาศตน ไม่เคยสร้างภาพ ไม่เคยหาเสียง​ ไม่เคยโคจรให้ใครมารายล้อม มันไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ

สอง ดาวเหนือไม่ได้ใช้ "อำนาจดึงดูด" แบบรุนแรง มันไม่ได้ออกแรงบังคับให้ดาวดวงอื่นต้องมาโคจรด้วย เพียงแต่ "ดำรงอยู่" อย่างมั่นคงในความถูกต้องของตนเอง แล้ว​ พลังดึงดูดก็เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ

สาม ดาวเหนือมีคุณสมบัติที่ผู้อื่นไม่มี กล่าวคือ​มี"ความไม่เคลื่อน" ในเมื่อดาวดวงอื่น ๆ บนท้องฟ้าล้วนเคลื่อนที่ไปตามฤดูกาล แต่ดาวเหนือนั้นอยู่กับที่อย่างแน่วแน่ นักเดินเรือ นักเดินทาง และผู้หลงทางในรัตติกาล จึงใช้มันเป็นที่หมายของชีวิต​ หรือจุดหมายของการเดินทางได้เสมอ

นี้คือคุณสมบัติประการแรกของผู้นำที่มีธรรมะกำกับ คือการมี "จุดยืนทางจริยธรรมที่แน่วแน่" ผู้คนจะรู้ว่าท่านยืนอยู่ที่ใด และท่านจะไม่เคลื่อนจากจุดนั้นเพื่อผลประโยชน์​ หรือเพื่อความสะดวกสบายส่วนตน

สอง : ความรู้ ความสามารถ และการทำให้ตนเป็นที่ยอมรับ

ตรงนี้คือจุดที่จำต้องปรับวาทกรรมของ "คนดี" ในสังคมไทยอย่างถึงรากให้จงได้

บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราให้ความหมายของ "คนดี" ว่าคือคนที่อ่อนโยน คนที่ยอมตาม คนที่ "ไม่เป็นพิษเป็นภัย" กับใคร นี่คือนิยามที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และเป็นเหตุให้ "คนดี" ตกเป็นผู้แพ้ในสนามการเมืองเสมอมา

บุคคลที่จะเป็นผู้นำที่ใช้คุณธรรมได้นั้น ไม่ใช่คนดีที่โง่เขลาหริออ่อนแอ หากแต่คือคนดีที่ "ถึงพร้อมด้วยความรู้และความสามารถ" อย่างแท้จริง

ในระบบคุณธรรมนิยม (Meritocracy) นั้น คุณธรรม (Virtue) กับความสามารถ (Competence) เป็นของคู่กันที่แยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด ขงจื่อเรียกบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัตินี้ว่า "จวินจื่อ" (君子) — ปราชญ์สุภาพบุรุษ​ ผู้มีคุณธรรมและถึงพร้อมด้วยความรู้ ผู้มีการศึกษาที่ถึงพร้อมด้วยจริยธรรม

ผู้นำที่แยบยลและเงียบงัน​ จึงจำเป็นต้องเก่ง จำเป็นต้องรู้ จำเป็นต้องมีสติปัญญาเฉียบแหลม สามารถแข่งขันกับผู้ที่ใช้เล่ห์กลในทุกด้าน ต้องฉลาดพอที่จะรู้เท่าทันกลโกงของพวกเขา ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอที่จะมองเห็นหนทางออกจากวิกฤตที่คนอื่นมองไม่เห็น ต้องมีวาทศิลป์เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจผู้คน ต้องมีความรู้ในนโยบายสาธารณะ เศรษฐกิจ กฎหมาย และรัฐศาสตร์เป็นต้นอย่างถ่องแท้

นั่นก็เพราะในโลกของความเป็นจริง มวลชนไม่ได้เดินตามคนดีที่โง่หรืออ่อนด้อย พวกเขาเดินตามคนที่ "ใช่" ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนในการนำพวกเขาไปสู่ความอยู่รอดและความเจริญ

มีคำถามว่าถ้าเช่นนั้นแล้ว "ความดี" กับ "ความเก่ง" มันแตกต่างจาก "การฉลาดแกมโกง" อย่างไร?

คำตอบคือ ความเก่งของผู้นำที่ผสานคุณธรรมนั้น​ อยู่บนฐานของ "เจตจำนงเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ในขณะที่ความเก่งของนักการเมืองฉ้อฉลนั้นตั้งอยู่บน "เจตจำนงเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง"

นั่นคือเส้นแบ่งที่บางเบาที่สุดแต่ก็แยกแยะได้ชัดเจนที่สุดในทางการเมือง

เมื่อไรก็ตามที่ท่านใช้ความรู้ความสามารถเพื่อผลักดันนโยบายซึ่งจะนำความกินดีอยู่ดีมาสู่ประชาชนโดยไม่เลือกหน้า นั่นคือธรรมะในทางโลก

เมื่อไรก็ตามที่ท่านใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างภาพลวงตาหลอกลวง กอบโกยทรัพย์สินเข้าตัว หรือทำลายคู่แข่งเพื่อรักษาอำนาจของตน นั่นคืออธรรม

สาม : รู้เขา — เข้าใจจิตวิทยามวลชน รู้เท่าทันเล่ห์กล

และแล้วเราก็มาถึงมิติที่สำคัญที่สุดของผู้นำเงียบ นั่นคือความสามารถในการ "รู้เท่าทันธรรมชาติของมนุษย์"

ในคัมภีร์การปกครองของทั้งตะวันออกและตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น "อรรถศาสตร์" ของจาณักยะ "เจ้า​ ​หรือThe Prince" ของ​มาคิอาเวลลี หรือกระทั่ง "เล่ห์กลของปีศาจ" ที่ซุนวูสอนให้รู้ สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือการตระหนักว่า มนุษย์นั้นประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ และภยาคติ (ความหวาดกลัว)

ผู้นำเงียบไม่ใช่ผู้ที่ไม่รู้จักกิเลสเหล่านี้ หากแต่เป็นผู้ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษา ทำความเข้าใจ และรู้เท่าทันมันในระดับที่ลึกซึ้ง

เรื่องนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง "พละ" หรือกำลัง 5 ประการ อันเป็นคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจ ได้แก่ ศรัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ในจำนวนนั้น "ปัญญาพละ" คือกำลังแห่งความรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเข้าใจธรรมะบนหอคอยงาช้าง แต่คือการรู้เท่าทันกลไกจิตใจของมนุษย์อย่างถ่องแท้

· รู้โลภะ: การเข้าใจว่ามนุษย์ปุถุชนย่อมอยากได้ อยากมี อยากเป็น ทำให้ผู้นำที่ผสานคุณธรรมเข้ากับสัจนิยม​ หรือ​ความจริงของชีวิตและโลกได้​ ย่อมสามารถออกแบบนโยบายที่ "ให้คุณให้โทษ" อย่างชาญฉลาด สร้างแรงจูงใจให้ผู้คนเลือกทำความดีด้วยความสมัครใจ และสร้างกลไกป้องกันมิให้ผู้คนถูกความโลภครอบงำจนทำลายตนเอง

· รู้โทสะ: การรู้ว่าผู้คนโกรธง่าย เกลียดง่าย ๋และพร้อมจะรวมกลุ่มเพื่อทำลาย "ศัตรูร่วม" ทำให้ผู้นำเงียบไม่สร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคมเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นหรือเฉพาะหน้าของตน แต่กลับใช้วาทกรรมแห่งความปรองดองและการเยียวยาเพื่อสมานแผลในยามที่บ้านเมืองปั่นป่วนและแตกแยก

· รู้โมหะ: การรู้ว่าผู้คนหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ ข่าวปลอม และวาทะลวงโลกได้ง่าย ทำให้ผู้นำเงียบไม่ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อเอาชนะทางการเมือง แต่หันมาใช้การศึกษาและข้อมูลที่โปร่งใสเพื่อยกระดับภูมิปัญญาของพลเมืองในระยะยาว

· รู้ภยาคติ: การรู้ว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนหวาดกลัวความไม่มั่นคง กลัวการเปลี่ยนแปลง และกลัวผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ทำให้ผู้นำเงียบใช้อำนาจด้วยความระมัดระวัง ไม่ข่มขู่ แต่สร้าง "ความปลอดภัยทางจิตใจ" ให้กับพลเมืองของตน

สี่ : Silent Dhamma Leadership — หรือธรรมะที่แท้จริงนั้นย่อมลึกซึ้งและเงียบสนิท

และบทสรุปของสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารทั้งหมดนี้ ก็คือแนวคิดเรื่อง "Silent Dhamma Leadership" หรือ "ผู้นำธรรมะที่แยบยลและเงียบงัน"

นี่คือผู้นำที่:

หนึ่ง — ไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวอ้างว่าตนเองมีธรรมะ หรือประกาศตนเป็นอัศวินม้าขาวแห่งคุณธรรม

สอง — มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ที่ท่วมท้น จนสามารถเอาชนะใจประชาชนและคู่แข่งได้ด้วยผลงาน

สาม — มีจุดยืนทางจริยธรรมที่ราวกับสมอเรือ ปักแน่นในพายุแห่งการเมือง ไม่ลอยไปมาตามกระแส

สี่ — เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง สามารถอ่านเล่ห์กลและจิตวิทยาของผู้คนทะลุปรุโปร่ง แต่ไม่เคยใช้ความเข้าใจนั้นเพื่อเบียดเบียนใคร

ห้า — ใช้ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นอาวุธ สร้างหนี้บุญคุณทางใจให้ผู้คนสำนึกในพระคุณโดยไม่ต้องทวงถาม

และนี่คือคุณสมบัติที่จะทำให้ผู้ปกครองก้าวพ้นจากระดับที่ต่ำต้อยทั้งหลายที่เหลาจื่อได้ปรารภไว้

"ผู้ปกครองหรือผู้นำขั้นสูงสุด นั้น​ ประชาชนเพียงแต่รู้ว่ามีท่านอยู่ (โดยไม่รู้สึกว่าถูกนำหรือสั่งการให้ทำ​ หากแต่คิดว่าตัวเองทำเอง)​ รองลงมาคือผู้นำที่ประชาชนรักและสรรเสริญ รองลงไปอีกคือผู้นำที่ประชาชนเกรงกลัว และที่เลวร้ายที่สุดคือผู้ที่ประชาชนสบประมาทและดูถูก"

ณ ปัจจุบันนี้ นักการเมืองไทยจำนวนมากกำลังติดหล่มอยู่ในสองระดับล่างสุดของเหลาจื่อ พวกเขาทำให้ประชาชนเกรงกลัวบ้าง ทำให้ประชาชนดูถูกบ้าง โดยไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงระดับแห่งความรักและการสรรเสริญได้เลยด้วยซ้ำ

แล้วอะไรเล่าคือทางออก?

สรุปส่งท้าย: ทางเลือกที่สามของนักการเมืองไทย

ผมเชื่อว่ามีนักการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังค้นหา "ทางเลือกที่สาม"

พวกเขารู้ว่าตนไม่สามารถเป็นนักบุญผู้ใสซื่อในสนามการเมืองที่โหดร้ายได้

แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจทุกครั้งที่ต้องใช้เล่ห์กล ต้องโกหก ต้องสาดโคลนคู่แข่งเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

พวกเขากำลังถามว่า "ระหว่างนักบุญผู้พ่ายแพ้ กับปีศาจผู้ชนะ มันมีทางอื่นอีกไหม?"

คำตอบของเราคือ "มี"

ทางเลือกที่สามนี้คือเส้นทางของ "ผู้นำที่ใช้คุณธรรมอย่างแยบยลและเงียบงัน" ผู้ซึ่ง:

· รู้เท่าทันเล่ห์กลทุกชนิด แต่ไม่ใช้มันเพื่อทำลายคนอื่น
· เก่งกาจพอที่จะเอาชนะในเกมการเมือง แต่ใช้ชัยชนะนั้นเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
· มีจุดยืนทางจริยธรรม แต่ไม่เคยใช้มันเป็นเครื่องมือในการประจานใคร
· เข้าใจว่าประชาชนมีกิเลส แต่แทนที่จะใช้กิเลสเป็นเครื่องมือมอมเมาพวกเขา กลับใช้สติและปัญญาในการยกระดับพวกเขาขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

เหลาจื่อสอนว่า
"สิ่งที่อ่อนนุ่มที่สุดในใต้หล้า ย่อมครอบงำสิ่งที่แข็งกระด้างที่สุดในใต้หล้าได้"

ธรรมะคือสายน้ำ มันไม่มีคมดาบ แต่มันก็ไม่มีวันแพ้ต่อคมดาบเช่นกัน เพราะมันจะไหล​หลีกเลี่ยง​คมดาบไป และกัดเซาะหินผาทีละน้อยจนพังทลาย

นั่นคือธรรมชาติของผู้นำที่นำด้วยความดีอย่างสงบและเงียบงัน​ แต่เต็มไปด้วยผลงานในการเมืองระบอบประชาธิปไตย

พวกเขาไม่ได้ต่อสู้ด้วยการแทงข้างหลังใคร แต่พวกเขาต่อสู้ด้วยการยกระดับตนเองให้สูงส่งทางปัญญาและการกระทำ จนไม่มีใครเอื้อมมือมาทำร้ายได้

พวกเขาไม่ได้เอาชนะด้วยการทำลายคู่แข่ง แต่พวกเขาเอาชนะด้วยการทำให้คู่แข่งพ่ายแพ้ต่อความดีของตนเอง

และนี่คือ "ผู้ปกครองผู้ใช้คุณธรรม" ที่ผมเองอยากเห็นในสังคมไทย

ไม่ใช่ผู้ที่ประกาศตัวว่าเป็นคนดี

แต่คือผู้ที่ความดีประกาศตัวของมันเองผ่านผลงานของเขาที่จับต้องได้​ ผ่านการพัฒนาประเทศที่คนทุกระดับรู้สึกถึงความเป็นธรรม และผ่านการจากไปของผู้นำคนนี้อย่างสง่างามผู้นำที่ใช่​ คือผู้ไม่เกาะติดในอำนาจมากไปจนดูน่าเกลียด

หากเรา ประชาชนชาวไทย รู้จักที่จะมอง รู้จักที่จะอ่านคน​ อ่านสถานการณ์ และรู้จักที่จะเลือกหรือเดินตามผู้นำในลักษณะนี้ เราก็จะพบว่า "คนดี ที่เก่งด้วย" ไม่ใช่ของที่หายากนักในสังคมนี้