หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
คดีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีบริษัทบุรีเจริญ ศาลมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ชื่อผู้ถือหุ้นในเอกสาร” แต่ศาลพิจารณาไปถึงข้อเท็จจริงเชิงลึกว่า ใครคือผู้มีอำนาจควบคุมและได้รับประโยชน์จากกิจการอย่างแท้จริง โดยพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมและความเชื่อมโยงทางการเงิน แม้จะมีการโอนหุ้นไปยังบุคคลอื่น แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏทำให้ศาลเห็นว่า ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงยังคงอยู่กับบุคคลเดิม จึงไม่ใช่การโอนหุ้นโดยสมบูรณ์ในทางสาระ
ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “เส้นทางการเงิน” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ยังคงดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการโอนเงิน ความเชื่อมโยงของธุรกรรม หรือความไม่สอดคล้องกับการซื้อขายตามปกติ จนวินิจฉัยได้ว่าเป็นเพียงการจัดทำธุรกรรมในลักษณะอำพราง มิใช่การเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของโดยแท้จริง อีกทั้งการให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน หรือการใช้นอมินี ไม่อาจตัดความรับผิดได้ หากยังปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหายังคงมีอำนาจควบคุมหรือได้รับประโยชน์จากกิจการนั้น
เมื่อศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คำวินิจฉัยนี้จึงไม่เพียงเป็นการชี้ขาดในคดีเฉพาะบุคคล แต่ยังวางหลักสำคัญว่า การหลีกเลี่ยงข้อห้ามด้วยรูปแบบทางกฎหมาย ไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง” ได้ หากยังปรากฏการครอบงำหรือได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ก็ยังถือว่าเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเช่นเดิม
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.กลับมีคำวินิจฉัยว่า ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ได้ว่า ศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ โดยป.ป.ช.ให้ความสำคัญกับการอ้างองค์ประกอบเรื่อง “เจตนา” เป็นหลัก กล่าวคือ แม้จะมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนหุ้นหรือความเชื่อมโยงกับบริษัทบุรีเจริญ แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำโดยรู้เห็นและตั้งใจปกปิดข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานของรัฐ
ป.ป.ช.พิจารณาว่า รูปแบบการโอนหุ้นและความสัมพันธ์ทางธุรกิจอาจตีความได้หลายทาง และไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอจะชี้ว่าผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้ถือหุ้นหรือควบคุมกิจการในทางพฤตินัยอย่างชัดแจ้งในช่วงเวลาที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงให้ประโยชน์แห่งความสงสัยตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา และเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีอันเป็นเท็จตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กรณีนี้กลายเป็นคำถามของสังคมและนักกฎหมายต่างตั้งคำถามว่า ข้อเท็จจริงเดียวกัน หลักฐานชุดเดียวกัน และกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร แต่ทำไมผลการวินิจฉัยของป.ป.ช.จึงออกมาตรงกันข้าม ที่สำคัญป.ป.ช.หมกเม็ดการมีมติเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 แต่ปิดเงียบไม่ยอมแถลงต่อสาธารณชน ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ให้เปิดเผย จนกระทั่งเรื่องแดงออกมาจึงออกมาแถลงที่ยิ่งฟังและยิ่งสงสัย
ในการวินิจฉัยของป.ป.ช.อ้างว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ศักดิ์สยาม ไปฟ้องศาลนนทบุรีกันเพื่อขอหุ้นคืนจากนอมินี แล้วจบที่การยอมความกัน เหมือนการสร้างฉากละครขึ้นมาใหม่เหมือนนำมาใช้เป็นหลักฐานใหม่แล้วป.ป.ช.ก็ใช้หมากเกมนี้เป็นใบเบิกทาง
ผมจะเล่าให้คนอ่านเข้าใจแบบไม่ต้องใช้ศัพท์กฎหมายเลย มันคือเรื่องที่เริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ศักดิ์สยามโอนเงินประมาณ 119 ล้านบาทไปลงทุนหุ้นบุรีเจริญ แต่ไม่ได้ถือในชื่อตัวเอง ใช้คนอื่นถือแทน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นนอมินี เพราะถ้ามันเป็นการขายขาดจริง เรื่องมันควรจบตรงนั้น เพราะถือว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือศักดิ์สยาม
แต่เรื่องมันไม่จบ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยศักดิ์สยามกลับไป “ฟ้อง” คนที่ถือหุ้นแทนตัวเอง เพื่อเรียกสิทธิในหุ้นก้อนนี้คืน ซึ่งถ้ามองแบบตรงไปตรงมา มันก็เท่ากับยืนยันทางหนึ่งว่าหุ้นนั้นยังเป็นของเขาอยู่ ถึงต้องไปฟ้องเอาคืน
แต่จุดที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่คดีธรรมดาเลย คือ “ตอนจบ” ของมัน เพราะคดีไม่ได้จบด้วยการได้หุ้นคืน ไม่ได้จบด้วยการได้เงิน 119 ล้านกลับมา แต่กลับจบด้วยการ “ยอมความ” โดยให้มีการซื้อที่ดินจากศักดิ์สยามประมาณ 51 ล้านบาท แล้วถือว่าทุกอย่างเคลียร์กันหมด
ตรงนี้แหละที่คนอ่านต้องหยุดคิดทันที เพราะถ้าหุ้นมูลค่า 119 ล้านเป็นของเขาจริง ทำไมถึงยอมจบที่ 51 ล้าน แต่ถ้าหุ้นไม่ใช่ของเขาจริง แล้วไปฟ้องเรียกคืนตั้งแต่แรกทำไม มันกลายเป็นธุรกรรมที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็ต้องมีคำอธิบายมากกว่านี้ เพราะตัวเลขมันไม่สัมพันธ์กัน และรูปแบบการจบคดีมันไม่ได้สะท้อนเหตุผลทางเศรษฐกิจแบบปกติเลย
จริงๆ แล้วประเด็นนี้มันยิ่งต้องอธิบายมากขึ้นไปอีก ไม่ใช่น้อยลง เพราะถ้ามองให้ครบทั้งภาพ มันไม่ได้จบแค่ว่า “จาก 119 ล้าน เหลือ 51 ล้าน” เท่านั้น แต่โครงสร้างของดีลมันคือ ศักดิ์สยามไม่ได้หุ้นคืน ไม่ได้มูลค่าหุ้นเต็มจำนวน แล้วในขณะเดียวกัน “ที่ดินของตัวเองก็ถูกขายออกไป” โดย 51 ล้านนั้นในทางรูปแบบมันคือ “ราคาซื้อขายที่ดิน” ไม่ใช่เงินชดเชยมูลค่าหุ้นโดยตรง นี่แหละที่ทำให้เรื่องมันยิ่งต้องมีคำอธิบาย เพราะถ้ามองแบบคนธรรมดา มันกลายเป็นภาพแบบนี้ทันที คือมีข้อเรียกร้อง 119 ล้าน แต่สุดท้ายไม่ได้หุ้น ไม่ได้เงินตามนั้น แถมยังมีการโอนทรัพย์สินอีกชิ้นออกไป แล้วถือว่าทุกอย่างจบกัน
ในทางกฎหมายอาจบอกได้ว่าเป็นข้อพิพาทแพ่ง ฟ้องกัน ยอมความกัน เป็นเรื่องของคู่กรณี แต่ในโลกความจริง ธุรกรรมแบบนี้มัน “ผิดธรรมชาติ” อย่างชัดเจน และเมื่อเอาเรื่องนี้ไปวางรวมกับประเด็นอื่น ทั้งเรื่องการถือหุ้นผ่านคนอื่น เรื่องการไม่แจ้งทรัพย์สินหลายครั้ง ภาพรวมมันยิ่งหนักขึ้นไปอีกว่ามันอาจไม่ใช่แค่ข้อพิพาทธรรมดา แต่เป็นการจัดรูปแบบบางอย่างเพื่อให้เรื่องมันดูเรียบร้อยขึ้นมากกว่า
คำถามของสังคมเลยไม่ใช่ว่ามันทำได้หรือไม่ได้ แต่คือมันสมเหตุสมผลพอจะเชื่อหรือไม่
สุดท้ายมันเลยเหลือคำถามง่ายๆ ที่คนทั่วไปเข้าใจทันทีว่า นี่คือการยุติข้อพิพาทตามปกติจริงๆ หรือเป็นการจัดรูปแบบธุรกรรมเพื่อให้เรื่องมันจบแบบไม่มีใครต้องอธิบายอะไรเพิ่ม และถ้าเรื่องแบบนี้ยังไม่ทำให้เกิดข้อสงสัย มาตรฐานคำว่า “น่าสงสัย” ของ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่
นอกจากนั้นคำอธิบายของป.ป.ช.ที่ระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้งานในช่วงปี 2562–2566 โดยไม่พบการแทรกแซง เพราะวงเงินอนุมัติไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีนั้น ในทางกฎหมายอาจถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติ คำอธิบายแบบนี้ยังง่ายเกินไป
เพราะระบบราชการไทยไม่ได้ทำงานแบบตัดขาดกันระหว่าง “ผู้มีอำนาจตามลายเซ็น” กับ “ผู้กำกับนโยบาย” อย่างที่คำอธิบายพยายามทำให้เห็น อธิบดีหรือปลัดที่เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในทางกฎหมาย ก็ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างการบังคับบัญชาและการกำกับดูแลของรัฐมนตรีในเชิงนโยบาย
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า รัฐมนตรีมีอำนาจเซ็นอนุมัติหรือไม่ แต่คือ มีอิทธิพลในทางตรงหรือทางอ้อมต่อกระบวนการหรือไม่
การบอกว่า “ไม่มีอำนาจอนุมัติ” จึงไม่เพียงพอจะตัดข้อสงสัยเรื่อง “การแทรกแซง” ออกไปได้ทั้งหมด หากยังไม่ได้อธิบายให้ชัดว่า กระบวนการตัดสินใจนั้นเป็นอิสระจากอิทธิพลทางนโยบายหรือแรงกดดันในระบบจริงหรือไม่
พูดให้ตรงกว่านั้นคือ การไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าไม่มีอิทธิพลในความเป็นจริง และนี่คือจุดที่คำแถลงของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังอธิบายไม่ถึง
แล้วรู้ไหมว่า กรณีนี้มีผู้ไปร้องกกต.ว่า เมื่อศาลชี้ว่านายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์เป็นนอมินีให้กับนายศักดิ์สยาม การที่บริษัทบุรีเจริญบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยก็คือเงินของนายศักดิ์สยามนั่นเอง เมื่อศาลวินิจฉัยออกมาอย่างนี้แล้วเท่ากับว่าเงินที่พรรคภูมิใจไทยได้รับบริจาคมาจึงเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ตามมาตรา 72 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ระบุไว้ว่าห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ปรากฏว่าอะไรไหมครับกกต.ตั้งอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว นายแสวง บุญมี เลขาธิการในฐานะนายทะเบียนได้ยกคำร้อง โดยระบุว่า เงินของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีบริษัทหนึ่งเอาเงินมาบริจาค เงินนั้นคือเงินหลวง ที่บริษัทประมูลงานได้มา ส่วนเรื่องฮั้วประมูลก็ต้องไปดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง
ดังนั้นเห็นได้ว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นทำอะไรก็ไม่ผิด แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากนี้ ในยุคที่องค์กรอิสระทุกองค์กรถูกเลือกด้วยมือของส.ว.สีน้ำเงิน อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือใคร
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


