ระหว่างที่ยังมิอาจคาดคะเนได้ว่า...ผู้นำอเมริกาอย่าง“ทรัมป์บ้า” จะจัดฉาก สร้างฉาก หรือจะโกหกวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ในการร่วมมือกับพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล รุมถล่มอิหร่าน ในแบบไหน? อย่างไร? ต่อไป ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตแฉลบออกข้าง หรือชวนให้แวะไปแถวๆ ทะเลแคริบเบียนโน่นเลย ไปดูประเทศเล็กๆ ที่อยู่หน้าปากประตูบ้านอเมริกา อย่าง“คิวบา” ที่ถูกคุณพ่ออเมริกา“Blockade” หรือ “ปิดล้อม”ในลักษณะไม่ต่างไปจากอิหร่านมานานแล้ว เพื่อยึดบ้าน ยึดเมือง หรือเพื่อที่จะให้เป็นไปตามคำพูด คำโพสต์ตัวเอง นับแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ที่ว่าไว้ว่า...“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะได้ยึดประเทศคิวบามาเป็นของสหรัฐฯ” หรือเป็นส่วนหนึ่งของการแผ่ขยายอำนาจ ให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณที่เรียกว่า“Western Hemisphere” นั่นแล...
คือคงพอจำกันได้ว่า...หลังจากที่มหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาแปลงตัวเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” จับตัวประธานาธิบดี “Nicolas Maduro” ผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา ไปเรียกค่าไถ่ด้วยการควบคุมการซื้อ-ขายน้ำมัน กินหัวคิวจากรายได้ จากการลงทุนในประเทศที่ได้ชื่อว่ามีแหล่งพลังงานสำรองมากที่สุดในโลกด้วยการอาศัย “กฎแห่งป่า” สั่งรัฐบาลเวเนซุเอลา ให้ขายน้ำมันให้ใคร-ไม่ขายน้ำมันให้ใคร เลยทำให้ประเทศคิวบาที่เคยได้รับการช่วยเหลือด้านพลังงานจากเวเนซุเอลา แลกกับการส่งแรงงานรวมทั้งหน่วยปฏิบัติการทางทหารไปยังเวเนซุเอลา ต้องถูกตัดขาดความช่วยเหลือซะดื้อๆ!!! แถมยังถูก“ปิดล้อม” ห้ามมิให้ใครต่อใครขายน้ำมัน ส่งน้ำมันไปยังประเทศคิวบาโดยเด็ดขาด ใครที่คิดจะกระทำการเช่นนี้ มีอันต้องเจอกับ “มาตรการทางภาษี” เจอกับการบอยคอต แซงก์ชั่น อันสุดแสนจะหฤโหด เพื่อหวังที่จะกด จะบีบ ให้ประเทศที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอเมริกามาโดยตลอด ต้องยอมศิโรราบ หรือต้องยอม “Kiss Ass” ผู้นำอเมริกา ในแบบสูดกลิ่นมาดามหอมชื่นใจ อะไรทำนองนั้น...
ส่งผลให้ประเทศเล็กๆ ที่มีจำนวนประชากรประมาณ 10.89 หรือ 11 ล้านคน ต้องทุกข์ยากลำบากชนิดเลือดตาแทบกระเด็น ไฟฟ้าดับแทบทั้งประเทศ ระบบสาธารณสุขที่ขึ้นชื่อลือชาแทบล่มสลาย ไม่มีกระแสไฟฟ้าพอที่จะช่วยทำคลอดเด็กและสตรีเอาเลยถึงขั้นนั้น อาหารขาดแคลนเพราะระบบขนส่งติดๆ ขัดๆ แม้แต่น้ำดื่ม น้ำบริโภค ที่ต้องอาศัยพลังงานสูบขึ้นจากพื้นดิน ก็พลอยขาดแคลนไปด้วย ฯลฯ หรือก่อให้เกิด “วิกฤตมนุษยธรรม” ต่อมนุษย์ตาดำๆ นับเป็นสิบๆ ล้าน โดยที่ใครต่อใครได้แต่ยืนเบิ่งตาอยู่ห่างๆ แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อโลกใบนี้มันคงไม่น่าจะใช่โลกของอเมริกา หรือ “โลกขั้วอำนาจเดียว” อีกต่อไปแล้ว การอาศัย “กฎแห่งป่า” แทน “กฎหมายระหว่างประเทศ” ในการกดการบีบประเทศเล็กๆ อย่างคิวบา จึงถูกปฏิเสธ ต่อต้าน คัดค้าน โดยขั้วอำนาจต่างๆ อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...
ไม่ว่าจะเป็นคุณพี่จีน...ที่ออกมากล่าวตำหนิ กล่าวประณามการกระทำของอเมริกาตั้งแต่แรก และยังพร้อมที่จะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าวจำนวน 60,000 ตัน อุปกรณ์ไฟฟ้าสำคัญๆ เข้าไปลงทุนโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป ด้วยการเนรมิตสวนพลังงานขึ้นมาถึง 49 แห่ง รวมทั้งการลงทุนระยะยาวในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ขณะที่คุณปู่อินตะระเดียซึ่งเคยมีสัมพันธภาพแนบแน่นกับคิวบามาก่อนหน้านั้น ไม่เพียงแต่เรียกร้องให้อเมริกายุติการปิดล้อม คว่ำบาตรคิวบาในสหประชาชาติยังได้โดดมาช่วยจัดสรรความช่วยเหลือ ด้วยการให้เครดิต “LoC” (Lines of Credit) กับโครงการด้านพลังงานและการเกษตรมูลค่านับร้อยล้านดอลลาร์ต่อคิวบา เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้า 50 เมกกะวัตต์และ 75 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ ฯลฯ...
แต่ที่ออกจะองอาจและห้าวหาญเอามากๆ...คงต้องยกให้คุณน้ารัสเซีย!!! ที่ไม่เพียงกล่าวตำหนิ ประณามอเมริกาและพยายามช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปตามสภาพ แต่ยังกล้าที่จะส่งเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “Anatoly Kolodkin” ขนน้ำมันรัสเซียจำนวนถึง 730,000 บาร์เรล เจาะทะลวงฝ่า “ด่านปิดล้อม” เรือรบอเมริกัน เข้าไปยังเมืองท่าในอ่าว “Matanzas” ของคิวบาได้เป็นผลสำเร็จเมื่อช่วงต้นเดือนเมษาฯ ที่ผ่านมา โดยไม่ใช่แค่อาศัย“เทคนิคการตบตา” หรือ “Spoofing Tactic” ปลอมตัวเรือบรรทุกน้ำมันด้วยการ “ติดธง” ประเทศอื่น อย่างที่สำนักข่าว “Fox News” กระบอกเสียงทรัมป์บ้าเขาพยายามโฆษณาชวนเชื่อไปแนวนั้นหรือหยิบเอาไปพาดหัวด้วยความฉุนฉิว กริ้วโกรธ เป็นอย่างยิ่ง แต่ว่ากันว่า...ด้วยการอาศัย “เรือดำน้ำนิวเคลียร์” ของรัสเซียเขานั่นแหละที่คอยให้การคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเที่ยวนี้ แบบชนิดที่ทูตคิวบาประจำประเทศอินตะระเดีย “นายJuan Carlos Marsan Aguilera” ถึงกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว “RT” ในอินเดียว่า ถือเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ถึงอเมริกาประมาณว่า “กู...ไม่กลัวมึง!!!”อะไรทำนองนั้น...
คือการ “ปิดล้อม” เกาะเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียนอย่างประเทศคิวบา ให้แน่นๆ หนาๆ หรือแบบปิดตายไม่ยอมให้ใครเข้า-ใครออก เหมือนอย่างที่กองทัพอเมริกันเคยปฏิบัติการเมื่อช่วง “วิกฤตจรวดคิวบา” หรือ “วิกฤตแคริบเบียน” เมื่อปี ค.ศ. 1962 จนสามารถกดดันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ “B-59” ของรัสเซียซะอยู่หมัด มันต้องอาศัยการระดมเรือรบบนผิวน้ำไม่ต่ำกว่า 180 ลำเป็นอย่างน้อยในการตั้งด่านสกัดกั้น ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารมืออาชีพอย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” ท่านเคยนำมาเล่าสู่กันฟัง แต่ก็ด้วยจังหวะที่เรือรบอเมริกันโดยส่วนใหญ่...ดันถูกส่งไป “ปิดล้อม” อิหร่านนั่นแหละเป็นหลัก การสกัดกั้นเรือดำน้ำรัสเซียที่คอยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเลยทำได้ไม่ค่อยถนัดอีก ทั้งถ้าหากคิดจะกดดันเรือดำน้ำรัสเซียแบบจริงๆ จังๆ อาจต้องเผชิญกับขีปนาวุธระดับ“Poseidon” เอาง่ายๆ ความองอาจ ห้าวหาญ ในการเจาะทะลวงแนวปิดล้อมกองทัพอเมริกาของเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียคราวนี้ เลยทำให้ผู้ที่ชอบคุยโม้ คุยโต วันละ 3 เวลาหลังอาหารถึงความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ของกองทัพอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” ต้อง “พลิกลิ้น” โดยฉับพลัน-ทันที หรือต้องออกมาพูดว่า... “ถ้ามีประเทศใดคิดจะส่งน้ำมันให้กับคิวบาช่วงนี้ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับผม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือไม่? ก็ตาม...”
เรียกว่า...ถึงขั้นที่บรรดาผู้สื่อข่าวทั้งหลาย ต้องหันไปตั้งคำถามกับโฆษกทำเนียบขาว “Karoline Leavitt” ว่าตกลงจะยอมให้รัสเซียขนน้ำมันไปให้คิวบาอีกหรือไม่? อย่างไร? ส่งผลให้โฆษกรายนี้ให้คำตอบแบบมั่วๆ มึนๆ งึมๆ งัมๆ ประมาณว่า... “คงต้องพิจารณา...เป็นกรณีๆไป” แต่สำหรับทูตคิวบาประจำอินเดียอย่าง “Carlos Aguilera” แล้วนี่คือ “สิ่งที่รัสเซียได้พิสูจน์แล้วว่า...การไม่คิดจะทำตามความต้องการของมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ” และอาจด้วยเหตุนี้หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จึงทำให้บรรดาประเทศซีกโลกใต้อย่างบราซิล เม็กซิโก รวมทั้งมหาอำนาจระดับกลางอย่างสเปน พร้อมใจที่จะร่วมกันแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในช่วงการประชุม ณ เวที“In Defense of Democracy” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถึงการต่อต้าน คัดค้าน “กฎแห่งป่า” ของรัฐบาลอเมริกัน และเรียกร้องให้ทั่วทั้งโลกเร่งให้ความช่วยเหลือประเทศคิวบาโดยเร่งด่วน...
และเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ 24 เม.ย.ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง...โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย คุณ“Maria Zakharova” เธอก็ได้ออกมาตอบสนองด้วยการป่าวประกาศว่า รัสเซียพร้อมแล้ว...ที่จะส่งเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ไปยังคิวบารวมทั้งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งหลายไปให้กับ “เพื่อนของเราชาวคิวบา...ในช่วงแห่งความยากลำบาก” อีกทั้งผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดี “ปูติน” ยังได้ออกมากล่าวแสดงความชื่นชมต่อความกล้าหาญ มั่นคง ของบรรดาชาวอิหร่านในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ในระหว่างพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายAbbas Araghchi” อย่างชนิดเปิดเผยและตรงไป-ตรงมาอีกด้วยต่างหาก...
ด้วยเหตุนี้...โอกาสที่ผู้ซึ่งยังคิดว่าตัวเองเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรที่สุดในอาณาบริเวณ “Western Hemisphere” อย่างคุณพ่ออเมริกายังคิดจะก่อปฏิบัติการในแบบที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายSergey Lavrov” ท่านเรียกว่า “A war against tanker in the open sea” หรือการทำสงครามกับเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลเปิด ด้วยการแปลงตัวเป็น “โจรสลัด” เพื่อหวังที่จะ “ควบคุมเส้นทางการขนส่งพลังงานทั่วทั้งโลก” อะไรทำนองนั้น น่าจะ “เป็ง-ปาย-ม่าย-ล่าย”อยู่แล้วแน่ๆ อันเนื่องมาจากบรรดา “ขั้วอำนาจ” ต่างๆภายในโลกใบนี้ที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างไม่ยอมที่จะ “เอามือซุกหีบ” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง


