สังคมตั้งคำถามว่า กรณีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่วินิจฉัยต่างกันระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ทำไมถึงต่างกันทั้งที่ข้อเท็จจริงเดียวกัน
เรื่องนี้ถ้าจะเล่าให้คนทั่วไปเข้าใจตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องเปิดกฎหมายเลย มันเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า เขายังถือทรัพย์สินอยู่หรือไม่ ผ่านโครงสร้างที่ใช้คนอื่นถือแทน แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย คือพอข้อเท็จจริงชุดเดียวกันไปอยู่ในมือของสององค์กรใหญ่ของประเทศ กลับได้คำตอบคนละแบบ จนคนอ่านต้องหยุดคิดว่า สรุปแล้วเรากำลังมองความจริงเดียวกันหรือเปล่า
ศาลรัฐธรรมนูญมองเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมา ไล่ดูพฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ชื่อในเอกสาร แต่ดูโครงสร้างการถือหุ้น เส้นทางเงิน ความสัมพันธ์ของคน แล้วสรุปออกมาชัดว่า ถึงจะมีชื่อคนอื่นถือ แต่ความเป็นเจ้าของยังอยู่ที่ศักดิ์สยาม นั่นคือการอำพราง ไม่ใช่การโอนจริง ผลมันเลยจบแบบไม่ต้องอธิบายเยอะ คือขาดคุณสมบัติ พ้นจากตำแหน่ง พูดแบบภาษาคน ศาลดูทั้งเรื่องแล้วบอกว่า ของมันยังเป็นของเขาอยู่
แต่พอเรื่องเดียวกันไปถึง ป.ป.ช.วิธีมองกลับเปลี่ยน จากการดูทั้งก้อน กลายเป็นการแยกเป็นชิ้นๆ แล้วตั้งเงื่อนไขทางกฎหมายขึ้นมาทีละชั้น ต้องพิสูจน์เจตนา ต้องมีหลักฐานตรง ต้องเข้าองค์ประกอบครบ พอใช้กรอบแบบนี้ สิ่งที่ศาลมองว่าเห็นชัดจากพฤติการณ์รวม กลับถูกแยกออกจนแต่ละส่วนดูเหมือน “ยังไม่พอ” จะเอาผิดได้ สุดท้ายเลยออกมาเป็นประโยคที่สังคมได้ยินว่า “ยังฟังไม่ได้ว่าจงใจ” ซึ่งในทางกฎหมายมันยืนได้ แต่ในทางความรู้สึก มันไม่จบคำถาม
ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ชัดว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าคำวินิจฉัยผิดหรือถูกตามกฎหมาย แต่คือคำอธิบายมันยังไม่พอจะทำให้คนเชื่อได้ เพราะคำว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด” กับ “ทำไมจึงเชื่อว่าไม่ใช่เจตนา” มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน อันแรกคือการปิดคดี แต่อันหลังคือการปิดคำถามของสังคม ซึ่งในกรณีนี้มันยังปิดไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น พอไปดูประเด็นการเอื้อประโยชน์ คำอธิบายของ ป.ป.ช.ยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้นไปอีก เพราะเลือกใช้กรอบที่แคบมาก บอกว่าไม่พบการแทรกแซงเพราะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจอนุมัติวงเงินโดยตรง ซึ่งในทางตัวบทอาจถูก แต่ในโลกจริงมันง่ายเกินไป เพราะระบบราชการไทยไม่ได้ทำงานแบบแยกขาดระหว่างคนเซ็นกับคนกำหนดนโยบาย อำนาจของรัฐมนตรีมันไม่ได้อยู่แค่ลายเซ็น แต่มันอยู่ทั้งระบบการกำกับ การแต่งตั้ง และการชี้ทิศทาง ดังนั้นการบอกว่า “ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย” จึงไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอิทธิพลในความเป็นจริง” และนี่คือจุดที่คำแถลงยังอธิบายไม่ถึง
แต่จุดที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นคำถามใหญ่จริงๆ ไม่ใช่แค่โครงสร้างหุ้นหรือคำวินิจฉัยสองฝั่ง มันคือ “พฤติการณ์ของธุรกรรม” ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยเฉพาะกรณีที่ศักดิ์สยามไปยื่นฟ้องคนที่ถือหุ้นแทนตัวเอง เรียกร้องมูลค่าประมาณ 119 ล้านบาท ซึ่งถ้ามองแบบตรงไปตรงมา การฟ้องแบบนี้ก็เท่ากับยืนยันทางหนึ่งว่า หุ้นก้อนนั้นยังเป็นของเขาอยู่ ถึงต้องไปเรียกคืน
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ปกติเลย คือ “ตอนจบ” ของคดี เพราะมันไม่ได้จบด้วยการได้หุ้นคืน ไม่ได้จบด้วยการได้เงิน 119 ล้านกลับมา แต่จบด้วยการ “ยอมความ” โดยให้มีการซื้อที่ดินจากศักดิ์สยามประมาณ 51 ล้านบาท แล้วถือว่าทุกอย่างเคลียร์กันหมด
ตรงนี้ถ้ามองแบบคนทั่วไป คำถามมันเกิดทันทีว่า ถ้าหุ้นมูลค่า 119 ล้านเป็นของเขาจริง ทำไมยอมจบที่ 51 ล้าน แต่ถ้าหุ้นไม่ใช่ของเขาจริง แล้วไปฟ้องเรียกคืนตั้งแต่แรกทำไม และยิ่งคิดให้ครบ มันไม่ได้แค่ “ได้เงินน้อยลง” แต่มันคือศักดิ์สยามไม่ได้หุ้นคืน ไม่ได้มูลค่าหุ้นเต็มจำนวน และในขณะเดียวกัน “ที่ดินของตัวเองก็ถูกขายออกไป” เพราะ 51 ล้านนั้นในรูปแบบมันคือราคาซื้อขายที่ดิน ไม่ใช่เงินชดเชยหุ้นโดยตรง
ภาพรวมมันเลยกลายเป็นดีลที่อธิบายตัวเองไม่ได้ เพราะถ้าเป็นธุรกรรมปกติ มันควรมีเหตุผลรองรับว่าทำไมมูลค่ามันหายไปเกือบครึ่ง ทำไมต้องเปลี่ยนจากหุ้นไปเป็นที่ดิน แต่ในกรณีนี้ สิ่งที่สังคมเห็นคือ ตัวเลขมันไม่สัมพันธ์กัน และรูปแบบการจบมัน “ผิดธรรมชาติ” อย่างชัดเจน
เรื่องง่ายแบบนี้ทำไมองค์กรระดับ ป.ป.ช.จึงปล่อยผ่านเหมือนจะกลายเป็นอินโนเซนต์อย่างฉับพลัน
แม้ว่าในทางกฎหมายอาจยังไม่สามารถฟันธงว่าเป็นนิติกรรมอำพรางได้ทันที เพราะไม่มีหลักฐานตรงว่าเป็นการสมคบกัน แต่ในเชิงพฤติการณ์ มันเป็นธุรกรรมที่ยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ และยิ่งเอาไปวางรวมกับข้อเท็จจริงอื่นทั้งหมด มันยิ่งทำให้คำถามหนักขึ้นไปอีกว่า นี่คือการยุติข้อพิพาทธรรมดา หรือเป็นการจัดรูปแบบบางอย่างเพื่อให้เรื่องมันจบในเชิงเอกสาร
และตรงนี้แหละที่คำถามสำคัญที่สุดเกิดขึ้น คือ ทำไม ป.ป.ช.ถึง “ไม่มีข้อสงสัย” กับพฤติการณ์ระดับนี้เลย เพราะต่อให้ยังไม่มีหลักฐานตรงว่า “ผิด” แต่ธุรกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรถูกขยายความให้ชัดกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยผ่านเหมือนเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่จบ คือวิธีอธิบายของ ป.ป.ช.ที่เต็มไปด้วยภาษากฎหมายซับซ้อน ซอยประเด็นเป็นชั้นๆ จนคำถามง่ายๆ ถูกทำให้ดูยาก ทั้งที่ในความรู้สึกของคนทั่วไป มันตรงไปตรงมามาก เช่น ถ้าทรัพย์สินยังเป็นของเขา แล้วไม่แจ้ง มันจะไม่จงใจได้ยังไง หรือถ้าธุรกรรมมันไม่สมเหตุสมผล ทำไมถึงไม่มีข้อสงสัย
ยังไม่รวมเรื่องเวลา ที่คำวินิจฉัยมีมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ไม่ได้เปิดเผยทันที ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมต้องเก็บไว้ เรื่องระดับนี้ทำไมถึงเก็บเงียบไว้ตั้งหลายเดือน จนสื่อไปค้นพบ และทำไมคำอธิบายถึงไม่ชัดพอจะคลายข้อสงสัยได้
ทั้งหมดนี้เลยทำให้เรื่องศักดิ์สยามไม่ใช่แค่คดีหนึ่ง แต่มันกลายเป็นคำถามต่อความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบ เพราะองค์กรอย่าง ป.ป.ช.ไม่ได้อยู่ได้ด้วยอำนาจตามกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของสังคมด้วย และในคดีระดับนี้ การบอกว่า “ยังไม่มีหลักฐานว่าผิด” อาจพอสำหรับปิดแฟ้มคดี แต่ยังไม่พอสำหรับปิดคำถามของสังคม
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่แค่คำตอบว่าผิดหรือไม่ผิด แต่คือคำอธิบายที่ทำให้คนฟังแล้วเชื่อได้ว่าทำไมคำตอบนั้นจึงออกมาแบบนั้น เพราะในสายตาคนทั่วไป ภาพที่เห็นมันไม่ใช่แค่การยอมความธรรมดา แต่มันคือธุรกรรมที่ยิ่งดู ยิ่งต้องถามเพิ่ม และยิ่งถาม ก็ยิ่งไม่เห็นคำตอบที่ชัดพอจะเชื่อได้
และเมื่อคำอธิบายไม่สามารถทำให้คนเชื่อได้ คำถามที่ตามมามันจึงแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ว่าหรือจริงๆ แล้ว กำลังมีการใช้ความซับซ้อนทางกฎหมายมาทำให้เรื่องที่ควรพูดตรงๆ ดูสมเหตุสมผลขึ้น และถ้าเป็นแบบนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ เพราะต่อให้คนไม่รู้กฎหมายทุกมาตรา เขาก็รู้ว่าอะไรสมเหตุสมผลหรือไม่
และสุดท้าย การใช้อำนาจทางกฎหมายที่เป็นข้อสงสัยนั่นแหละที่จะย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรป.ป.ช.ให้พังครืนลงมาด้วยน้ำหนักของความไม่เชื่อมั่นนั้นเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


