xs
xsm
sm
md
lg

มองข้ามคนในใส่ใจคนนอก ได้งาน แต่เสียการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สามารถ มังสัง


วีระพงษ์ ประภา
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะทราบข่าวการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.กระทรวงพาณิชย์ และหนึ่งในทีมที่ปรึกษาคือ วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

ในทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักวิเคราะห์การเมืองว่า เป็นการเสียมารยาททางการเมือง แต่ผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ชี้แจงว่า วีระพงษ์ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ทั้งโดยทำงานนี้มาก่อน จึงควรจะได้ทำงานเพื่อชาติ

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนเห็นงานนี้คุณศุภจี มีทั้งบวกและลบ

ในส่วนที่เป็นบวกอนุมานจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ถ้ามองศุภจีในฐานะนักบริหารที่ยึดความสำเร็จของงานเป็นหลัก การเลือกคนตรงกับงานเป็นการถูกต้อง

2. การแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องใช้กับคนที่มีประสบการณ์ จึงจะทำงานได้ทันเวลา

ดังนั้น การเลือกคุณวีระพงษ์ผู้มีประสบการณ์ตรงถือว่าทำถูกต้องแล้ว

ส่วนที่เป็นลบอนุมานจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน โดยที่แต่ละฝ่ายมีหน้าที่และความรับผิดชอบชัดเจนคือ ฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ และรับผิดชอบในสิ่งกระทำไปภายใต้นโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาฯ

ส่วนฝ่ายค้านมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาฯ และหากพบว่า การทำงานของรัฐบาลส่อเค้าล่มจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศและประชาชนโดยรวม ก็จะต้องยับยั้งโดยการตั้งกระทู้ถาม และเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพร้อมกับเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาโดยยึดประโยชน์ของประเทศ และประชาชนโดยรวมเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทำงานเพื่อชาติด้วยกัน เพียงแต่ต่างกันในรูปแบบของการทำงาน

2. ศุภจีเข้ามาทำงานในนามของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล

ดังนั้น การตั้งทีมที่ปรึกษาในทางที่ควรจะเป็น ควรจะมองคนฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะคนในพรรคภูมิใจไทยก่อน ถ้าไม่มีคนเหมาะสมจึงค่อยหาคนนอก แต่ก็ควรหารือพรรคซึ่งตนเองสังกัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้คนในพรรคเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจอันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และเป็นอุปสรรคในการทำงานการเมืองร่วมกันในอนาคต

ด้วยเหตุปัจจัยสองประการข้างต้น จึงกล่าวได้ว่าเสียประโยชน์ทางการเมือง อันเกิดจากเจตนาดีคือ ต้องการให้งานสำเร็จ แต่วิธีการไม่ดีเนื่องจากมองข้ามความสำคัญของการเมือง

ดังนั้น งานนี้ถ้าประสบความสำเร็จก็คุ้มค่าต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ถ้างานล้มเหลวสูญเสียทั้งงานและการเมือง