xs
xsm
sm
md
lg

ทางรอดของรัฐบาลอนุทิน ไม่ใช่อยู่ที่พลังอำนาจที่หนุนหลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 รัฐบาลอนุทินนั้นต้องยอมรับว่า เป็นรัฐบาลของคนต่างจังหวัดที่ถูกปฏิเสธในเขตเมืองใหญ่ เช่น เขต 1 นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต ฯลฯ และคนเมืองหลวงและปริมณฑลซึ่งเลือกพรรคประชาชน แต่รู้กันว่ารัฐบาลอนุทินได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำที่ทำให้เบ่งจากพรรคขนาดกลางกลายเป็นพรรคใหญ่ที่กวาดที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง

เพราะถ้ามองพรรคของฝ่ายอนุรักษนิยมแล้วพรรคภูมิใจไทยของเนวิน ชิดชอบ ที่อนุทิน ชาญวีรกูลรับบทเป็นหัวหน้าพรรคนั้น แทบจะเป็นตัวเลือกเดียวของฝ่ายอนุรักษนิยม และเป็นครั้งแรกที่เสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมไม่แตก คือ พากันเทไปให้พรรคภูมิใจไทย แม้แต่ในภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์พื้นที่แข็งแกร่งของฝ่ายอนุรักษนิยมก็โดนทิ้งเพื่อให้พรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล เพียงแต่รักษาความเป็นพรรคของคนใต้ด้วยการรักษาเยื่อใยกับประชาธิปัตย์ในระบบบัญชีรายชื่อเอาไว้เท่านั้น ไม่เช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์อาจนับสส.ได้เพียง 2 มือเท่านั้น

แต่กล่าวกันว่า ปัจจัยสำคัญของชัยชนะในการเลือกตั้งของสส.ครั้งนี้ของหลายพรรคก็คือ การซื้อเสียงใช้ธนบัตรเป็นเส้นทางปูเข้าสภา คนในพื้นที่รู้ กกต.ก็อาจจะรู้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดใครได้

พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ใช่ชนะด้วยกระแสของพรรคล้วนๆ แต่ด้วยอิทธิพลของบ้านใหญ่ที่แห่กันมาสวามิภักดิ์ เพราะหลังอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกแบบพรรคประชาชนทิ้งไพ่โง่ อนุทินก็กลายเป็นตัวเลือกเดียวที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองเห็นได้ว่า มีศักยภาพพอที่จะสู้กับพรรคส้มได้

แต่ต้องยอมรับว่า แม้อนุทินจะพูดก่อนวันเลือกตั้งว่า พรรคจะได้ถึง 200 ที่นั่ง แต่ก็ยังไม่มีใครเชื่อ เพราะกระแสในสื่อและโซเชียลมีเดียนั้นถูกครอบงำด้วยกระแสของพรรคส้ม ทั้งสื่อคนดังๆที่มีอิทธิพล คนดังๆ ในวงการต่างๆ รวมถึงหมอที่อ้างว่ารักในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่างพากันส่งเสียงเชียร์พรรคส้มกันอย่างกึกก้องจนใครต่อใครเชื่อว่า พรรคส้มคนจะชนะอย่างท่วมท้น แถมโพลเกือบทุกสำนักก็ไปในทิศทางเดียวกัน จนลืมไปว่า เสียงส่วนใหญ่ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เสียงในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นเสียงที่อยู่ในมือของบ้านใหญ่ในชนบทที่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ สามารถขอความช่วยเหลือได้ในคราวเดือดร้อนจำเป็น

แต่สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำที่กำลังถูกท้าทายจากกระแสของพรรคส้มในหมู่คนเมืองใหญ่และเหล่าปัญญาชนแล้วต้องยอมรับว่า อนุทินกลายเป็นขอนไม้ที่ลอยมาในขณะที่กำลังอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวพอดี ถ้าขอนไม้สามารถพาไปขึ้นฝั่งได้ ความระทึกขวัญที่ถูกท้าทายและขยายเพดานของคนรุ่นใหม่ก็จะลดความร้อนแรงลงเพราะเป็นขอนไม้ที่สร้างความหวังได้

 หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่อนุทินมี สิ่งที่สัมผัสได้คือ เขาเป็นคนเข้าถึงง่าย ทำตัวแบบสบายๆ ชอบไปกินข้าวข้างถนน แม้จะเป็นเศรษฐีที่มีเครื่องบินส่วนตัว แต่เขาก็อุทิศตนให้กับช่วยเหลือทางการแพทย์ในการนำอวัยวะของผู้บริจาคมาช่วยชีวิตคนซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชมเชย แต่ถ้าถามว่า แล้วความสามารถของเขาคืออะไร ตอนวิกฤตโควิตเราก็คงเห็นว่า แม้อนุทินจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่สุดท้ายต้องตั้งศบค.ขึ้นมาดูแลภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี โอเคล่ะมันเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกอำนาจของรัฐมนตรีอาจจะไม่พอ ก็อาจจะพอเข้าใจได้ แม้ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราก็ไม่ได้เห็นความโดดเด่นของอนุทินนอกจากยืนเป็นวอลเปเปอร์ตอนแพทองธาร ชินวัตรแถลงข่าว

ใครบอกได้ว่า บนพื้นฐานที่จบมาทางวิศวกรรมและทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ อะไรคือความโดดเด่นของอนุทิน ผมคิดว่า เป็นคำตอบที่ยากทีเดียว แต่ผมจะเฉลยให้จากสิ่งที่อนุทินพูดเองก็คือ  เขามีพรสวรรค์ในการใช้คน เมื่อถูกฝ่ายค้านย้อนไปถึงตอนที่เขาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อนุทินจะโยนความรับผิดชอบเรื่องสำคัญๆ ออกไปจากตัวตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ จนมาถึงวิกฤตพลังงานในครั้งนี้

พูดแบบไม่อ้อมค้อม คำว่า “พรสวรรค์ในการใช้คน” ของอนุทินกลายเป็นดาบสองคม ตอนพูดทำให้ดูเหมือนการเป็นผู้นำแบบซีอีโอ แต่กลายเป็นคำถามเรื่อง “ความรับผิดชอบ” ว่า ถ้าผิดพลาดจะให้โทษคนที่ใช้หรือทาคนที่เลือกมาใช้กันแน่ และอะไรคือความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี

แม้จะต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทินมีอำนาจที่เข้มแข็งมาก เพราะมีมวลชนอนุรักษนิยมหนุนหลัง และได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ แถมยังสามารถยึดกุมทั้งสองสภาไว้ในอุ้งมือของผู้มีอำนาจแห่งบุรีรัมย์ ที่ทำให้สามารถกำหนดตัวบุคคลที่ต้องการให้เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้อนุทินมั่นใจในอำนาจของตัวเอง

แต่เราเห็นได้ว่าจากวิกฤตพลังงานที่ผ่านมานั้นกลายเป็นบททดสอบที่สำคัญของอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี แม้ว่าเขาจะเข้ามารับตำแหน่งนายกฯไม่กี่วัน แต่คนส่วนใหญ่มองว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนและ 6-7 เดือน ดังนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่ใช่การนับหนึ่งใหม่หรือไม่ใช่การทดลองงาน

 แต่การที่พระปกเกล้าโพล บอกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความนิยมเพียง 8 % นั้น สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมาก ไม่ประทับใจในตัวของอนุทิน แม้เพิ่งจะรับตำแหน่งไม่นาน ผมเชื่อว่า สาเหตุสำคัญคือ วิกฤตพลังงาน

แม้เราต้องยอมรับว่า วิกฤตพลังงานเกิดขึ้นทั่วโลกจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ก็มีคนบอกว่าต้องไปโทษทรัมป์ที่บุกโจมตีอิหร่าน แต่สิ่งที่สังคมอยากเห็นก็คือ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อเยียวยาประชาชน เพราะคงไปสั่งให้ทรัมป์หยุดโจมตีอิหร่านไม่ได้ หลายประเทศก็มีมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนออกมาต่างๆ กันออกไป

แต่สิ่งที่อนุทินทำก็คือ การมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  เข้ามาดูแลในช่วงแรก จนถูกตั้งคำถามเรื่อง  conflict of interest  ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส  ก็ไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมา มากไปกว่าการใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปชดเชย ไม่ได้ลดภาษี สรรพสามิต ลดค่าการตลาด หรือลดค่าการกลั่น ที่ทุนพลังงานต้องเฉือนกำไรลง และยิ่งราคาน้ำมันตลาดโลกแพงโรงกลั่นก็ยิ่งได้กำไรจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น

อนุทินบอกว่า พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก

ความจริงแล้วแม้ไทยที่จะมีโรงกลั่นเองถึง 6 โรง แต่ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับไม่ต่างจากซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นสิงคโปร์ เพราะโรงกลั่นไทยบวกค่าขนส่งเหมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ ค่าประกันความเสี่ยงเข้าไปด้วย ตรงนี้รัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลย

สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือ ใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปชดเชย แล้วพูดเหมือนช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนแล้ว แต่จริงๆ เงินกองทุนที่ชดเชยน้ำมันนั้นเป็นเงินของประชาชน ประชาชนเป็นคนจ่าย เมื่อน้ำมันลดราคาประชาชนก็จะจ่ายคืนเพราะรัฐจะเอาไปบวกในค่าน้ำมันเพื่อเก็บเงินเข้ากองทุน ดังนั้นไม่มีมาตรการอะไรออกมาจากรัฐบาลเลย นอกจากรอว่าน้ำมันตลาดโลกจะลดลงมาเอง

ที่สำคัญไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันทั้งชะลอเรือ หรือไม่ปล่อยน้ำมันออกมาขาย หรือขับรถส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางประวิงเวลา เพราะรู้ว่าชะลอไว้จะได้กำไร แม้รัฐบาลจะทำขึงขัง แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่แจ้งข้อหาใครเลยว่า ใครคือไอ้โม่ง นอกจากบอกว่าจะดำเนินคดีกับผู้กักตุน

นี่ทำให้ไม่เห็นศักยภาพและความสามารถของนายอนุทินเลย นอกจากทำทีท่าตระเวนปั้มน้ำมัน และทำตัวเป็นเด็กปั้มเติมน้ำมันให้ประชาชน ซึ่งได้ภาพแต่ไม่ได้อะไรในเชิงการแก้วิกฤตพลังงานที่สะท้อนวิสัยทัศน์ออกมา สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่เป็นนายกฯก็คือ การโฉบไปปรากฎตัวที่โน่นที่นี่เท่านั้นเอง จึงไม่แปลกอะไรที่ความคาดหวังของตัวนายอนุทินจากพระปกเกล้าโพลจะเหลือแค่ 8 %

นี่เป็นเพียงก้าวแรกและด่านแรกที่ทดสอบตัวอนุทินเท่านั้น เขายังมีเวลาอีกเกือบ 4 ปี ที่จะพิสูจน์ผลงานเพื่อสร้างความประทับใจให้กับประชาชนและนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤต การไปปรากฏตัวที่โน่นที่นี่ของเขาอาจจะไม่เพียงพอต่อภาพที่แสดงออก มากไปกว่าคนอยากเห็นการแก้ปัญหาสัมฤทธิผล อนุทินยกพลไปภาคใต้แล้วยังไงจะแก้ปัญหาไฟใต้ได้ไหม แม้ว่าจะบอกว่ามันเป็นเรื่องยากที่ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาลไม่มีใครแก่ได้ก็ตามที หรืออนุทินไปภาคเหนือแล้วจะแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศได้ไหม แม้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะบอกว่าฤดูฝุ่นก็ไปเที่ยวที่อื่น แต่คนที่ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเหล่าจะให้เขาทำอย่างไร

 แม้ว่ารัฐบาลอนุทินจะมีหลายพลังงานหนุนเนื่องอยู่ข้างหลัง มีเสียงในสองสภาที่แข็งแกร่งมีองค์กรอิสระที่รู้กันว่าได้อำนาจมาจากใคร แต่ถ้าไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ความสามารถนอกจากที่อ้างว่ามีพรสวรรค์ในการใช้คน และเป็นคนทำตัวชิลๆ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าอำนาจเหล่านั้นจะทำให้อนุทินมั่นคงบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้เสมอไป

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan