xs
xsm
sm
md
lg

จุดจบของ“ทรัมป์บ้า”และจุดจบ“อิสราเอล”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท



“กองทัพแห่งศตวรรษที่ 20” ของอเมริกา...อันเต็มไปด้วยทหารอเมริกันผู้หิวโหย เนื่องจากได้รับประทานเพียงแค่แป้งตอติญ่ากับเศษเนื้อไม่กี่ชิ้นในแต่ละมื้อ จะยังเหลือเรี่ยว เหลือแรง พอที่จะบุกเข้าไปยึดเกาะคาร์ก เกาะโน่น เกาะนี่ หรือบุกเข้าไปยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในดินแดนอิหร่าน เปลี่ยนระบอบปกครองอิสลามเพื่อตอบสนองต่อความปรารถนา-ต้องการ หรือ “ความบ้า” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้มาก-น้อย ขนาดไหน??? 

โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอ ต้องฟันฝ่ากับ “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21” ของกองทัพ “IRCG” ที่นับจะทวีความหนักหน่วงรุนแรง และแม่นยำ อันเนื่องมาจากระบบสื่อสารดาวเทียมที่มีทั้งจีน-ทั้งรัสเซีย ช่วยอำนวยความสะดวกในการจับภาพความเคลื่อนไหวภาคพื้นดิน อย่างชนิดสามารถเห็นหนวด เห็นผมในแต่ละเส้น แถมยังสามารถฉวยโอกาสในช่วงพักรบ หยุดยิง ผลิตโดรน ผลิตจรวดเพิ่มเติม เสริมเขี้ยวเล็บให้น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง ได้ยิ่งกว่าครั้งเริ่มเปิดฉากสงครามอีกด้วยต่างหาก??? 

แต่เพื่อไม่ให้เราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย ต้องหมกมุ่น มัวเมา อยู่กับความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต ริษยา และชิงชัง อันเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนามากมายจนเกินไป ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตคั่นบรรยากาศ คั่นฉากสถานการณ์ ด้วยการชี้ชวน เชิญชวน ให้ลองแฉลบออกข้างแวะไปแถวๆ ดินแดนกระทิงดุ หรือประเทศสเปน น่าจะเหมาะกว่า เพราะเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เมืองบาร์เซโลนา เขาได้จัดให้มีเวทีประชุมระดับโลก ที่เรียกขานกันในนาม “In Defense of Democracy Summit 2026” โดยมีนายกรัฐมนตรีสุดหล่อ “Pedro Sanchez”ของสเปนรับหน้าที่เจ้าภาพ มีบรรดาผู้นำระดับโลกไม่ว่าผู้นำบราซิล ชิลี โคลอมเบีย อุรุกวัย ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เม็กซิโก ลิทัวเนีย กานา แอลเบเนีย ไปจนถึงประธานสภายุโรป ฯลฯ มาร่วมด้วยช่วยกันอย่างเป็นที่ครึกครื้น เอิกเกริก เป็นอย่างยิ่ง... 

คือหลังจากนายกฯ สเปนท่านได้แสดงความองอาจ ห้าวหาญ ปฏิเสธไม่ยอมที่จะให้กองทัพอเมริกันใช้ฐานทัพและน่านฟ้าในการเปิดศึกสงครามกับประเทศอิหร่าน แม้ว่าสเปนจะเป็นหนึ่งในสมาชิก “NATO” ก็ตามด้วยเหตุเพราะถือเป็น “สงครามที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” จากนั้น...ท่านก็เลยเดินทางไปเยือนประเทศจีนมหาอำนาจคู่แข่งของคุณพ่ออเมริกาประมาณ 5 วัน และในช่วงวันอังคารที่ 14 เม.ย. ระหว่างที่ได้จับเข่า จับหัวหน่าว กับผู้นำจีนอย่างประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” โดยคำพูด คำจา ของผู้นำจีน ไม่ว่าคำปรารภที่ว่าเอาไว้ว่า... “ทุกวันนี้โลกกำลังปั่นป่วน อันเนื่องมาจากการต่อสู้ระหว่างความยุติธรรมกับอำนาจ” หรือ “จีนสเปน...ต่างเป็นชาติที่ยึดมั่นอยู่กับความยุติธรรมและปรารถนาที่จะยืนอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ดังนั้น...เราควรที่จะต้องต่อสู้ คัดค้าน ต่อการนำพาโลกทั้งโลกถอยหลังกลับไปสู่...กฎแห่งป่า...และร่วมกันปกป้องโลกที่มีความหลากหลายของขั้วอำนาจอย่างแท้จริง” จะมีส่วนช่วยสร้างแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ต่อนายกรัฐมนตรีผู้นี้หรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป... 

แต่หลังจากกลับมารับสถานะความเป็นประเทศเจ้าภาพ ในเวทีประชุม “In Defense of Democracy” คราวนี้ อันเป็นการประชุมครั้งที่ 4 สีสัน บรรยากาศของการประชุมดังกล่าว ก็เลยเต็มไปด้วยความตื่นเต้ลล์ล์ล์ เร้าใจ และเร้าอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อบรรดาผู้นำประเทศ “ซีกโลกใต้” ทั้งหลาย ไม่ว่าประธานาธิบดีบราซิล อย่าง “นายLuiz Inacio Lula da Silva” หรือผู้นำแอฟริกาใต้ ประธานาธิบดี “Cyril Ramaphosa” ลุกขึ้นมาบ่นระบายความในใจ ความคิด ความอ่าน ที่มีต่อความเป็นไปของโลกซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะ “ทรหวนปั่นป่วนคลั่ง” ยิ่งเข้าไปทุกที เพราะแม้ว่าประธานาธิบดีบราซิลจะป่าวประกาศเอาไว้ก่อนหน้าว่า...“นี่ไม่ใช่เวทีต่อต้าน...ทรัมป์!!!” แต่โดยคำพูด คำจา ของบรรดาผู้นำในแต่ละราย หนีไม่พ้นต้องหันไปสาดใส่ต่อพวก “จักรวรรดินิยม” พวก “ล่าอาณานิคม” ไม่ว่าแผนเก่าหรือแผนใหม่ หรือพวก “โลกขั้วอำนาจเดียว” แบบชนิดดอก-ต่อ-ดอก... 

แม้แต่ประเทศเจ้าภาพอย่างสเปนเอง...การกำหนดวาระประชุมไว้ประมาณ 3 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าเรื่องความเป็นไปของโลกที่ออกไปทาง “Multilateralism”ยิ่งเข้าไปทุกที จนกลายเป็น “ข้อเท็จจริงของศตวรรษที่ 21” ไปแล้วก็ว่าได้ การหาทางปรับตัว ปรับระบอบการปกครอง ให้สอดคล้องกับความเป็นไปแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะเรียกว่า “Digital Governance” หรือ “Digital Democracy” ก็ตามที ไปจนถึงความสำคัญของการต่อสู้กับความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมทั้งหลาย หรือ“Fight Against Inequality” จึงยิ่งส่งผลให้เวทีประชุมคราวนี้...แทบไม่ต่างอะไรไปจากการผนึกกำลัง รวมตัว ของบรรดาประเทศซีกโลกใต้ หรือประเทศในโลกหลายขั้วอำนาจแต่ละราย ที่จะร่วมหาทางปรับปรุง แก้ไข ร่วมกัน “ปฏิรูป” สถาบันและองค์กรต่างๆ รวมทั้งองค์กรระดับโลกอย่างสหประชาชาติ โดยเฉพาะ “คณะมนตรีความมั่นคง” ที่มีสิทธิ์วีโตใครต่อใครมาโดยตลอด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้อง ไปกับความเป็นไปของโลก ที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจที่แท้จริง” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!! 

นี่...อันนี้นี่แหละที่ก่อให้เกิดความซู๊ดซ๊าดซี๊ดซ๊าด สำหรับผู้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีประชุมคราวนี้กันเป็นจำนวนไม่น้อยยิ่งเมื่อนักต่อสู้กับการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติมาโดยตลอด อย่างผู้นำแอฟริกาใต้ “นายCyril Ramaphosa” ลุกขึ้นมาแสดงความไม่เห็นด้วย ต่อ “การรุกรานโดยปราศจากกฎหมาย” ไปจนถึง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” บรรดาชาวปาเลสไตน์ โดยกองทัพอิสราเอลพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้นำโลกขั้วอำนาจเดียวอย่างคุณพ่ออเมริกา โดยเฉพาะกับคำพูดที่ว่า... “อดีตผู้นำของเรา...เคยกล่าวเป็นแนวทางเอาไว้ว่า การต่อสู้กับการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติของชาวแอฟริกันจะมิมีวันสมบูรณ์ได้เลย ถ้าหากบรรดาชาวปาเลสไตน์ทั้งหลายยังไม่ได้มีประเทศที่เป็นเอกราช” เรียกว่า...เล่นเอาผู้คนราวๆ 3,000 คนในห้องประชุม ลุกขึ้นปรบมือ กระทืบเท้า กันชนิดสนั่นหวั่นไหว พร้อมเปล่งเสียงกู่ก้องร้องตะโกนว่า“ฟรี...ปาเลสไตน์ๆๆๆ” จนต้องหยุดพูดไปเป็นนาทีๆเอาเลยก็ว่าได้ และนั่น...ยิ่งทำให้ผู้นำแอฟริกาใต้ยิ่งน่าจะเพิ่มความมั่นอก-มั่นใจ ในอันที่จะลากผู้นำอิสราเอล“นายBenjamin Netanyahu” มาลงโทษภายใต้อำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น... 

และคงไม่ใช่เพียงแค่การเอะอะ โวยวาย ภายในเวทีประชุมเพื่อให้เกิดความเมามันซ์ซ์ซ์ไปตามเรื่อง ตามราวเท่านั้นเพราะหลังจากที่บรรดาประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้รับรู้ รับทราบ ถึงความกระเหี้ยนกระหือรือของผู้นำอเมริกา ดังที่หนังสือพิมพ์ “The New York Time” ได้นำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าหลังจากการเล่นงานอิหร่านผ่านพ้นไปในอีกไม่นาน-ไม่ช้า อเมริกากำลังคิดที่จะงาบประเทศคิวบาเป็นรายต่อไป ส่งผลให้ 3 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมคราวนี้ คือสเปน บราซิล และเม็กซิโก พร้อมใจกันออก “แถลงการณ์ร่วม” เรียกร้องให้โลกทั้งโลกเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วนต่อ “วิกฤตทางมนุษยธรรม” ซึ่งกำลังอุบัติขึ้นมาต่อประชาชนชาวคิวบา รวมทั้งต่อต้าน คัดค้านประเทศอเมริกาที่กำลังบีบคั้น กดดัน ในทางเศรษฐกิจและพลังงานต่อประเทศเล็กๆแห่งนี้ อันเป็นท่าทีที่สอดคล้องต้องกันกับมหาอำนาจคู่แข่งอเมริกาอีกราย นั่นก็คือ...คุณน้ารัสเซีย ที่พร้อมจะขนน้ำมันนับแสนๆ บาร์เรลฝ่าด่านปิดล้อมของกองทัพอเมริกา ไปยังประเทศคิวบาก่อนหน้านี้... 

สรุปรวมความแล้ว...สิ่งที่เรียกๆ กันว่า “โลกหลายขั้วอำนาจ” นั้น คงไม่ใช่แค่วาทะ หรือคำพูด ที่ถูกหยิบมาเจ๊าะแจ๊ะเจรจากันไปตามเรื่อง ตามราว แต่มันกำลังกลายเป็นสิ่งที่ก่อรูป ก่อร่าง ที่อุบัติขึ้นมาอย่างเป็นจริง-เป็นจัง ยิ่งเข้าไปทุกที และกำลังนำพาโลกทั้งโลกไปสู่ “ระเบียบโลกแบบใหม่” หรือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อย่างมิอาจหวนกลับคืนมาดังเดิม หรือมิอาจดำรง คงอยู่ ภายใต้อำนาจอิทธิพลของ “โลกขั้วอำนาจเดียว”อีกต่อไป ไม่ใช่โลกที่ถูกควบคุมบงการ โดย “กองทัพอเมริกา” ไม่ใช่โลกที่ถูกครอบงำเอาไว้ด้วย “เผด็จการดอลลาร์” ไม่ใช่โลกที่สถาบันและองค์กรระดับโลกปราศจาก “ตัวแทน”ของบรรดาประเทศเล็ก ประเทศน้อย จนความเสมอภาค เท่าเทียม หรือแม้แต่ “สันติภาพ” ก็เป็นได้เพียงแค่ “มายาภาพ” เท่านั้นเอง... 

ด้วยเหตุนี้...ขณะที่จ้าวโลก ประมุขโลกอย่างอเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล กำลังโดดเดี่ยว โฮมอโลนยิ่งเข้าไปทุกที แต่ยังพยายามเคี้ยว พยายามกลืน “กระดูกชิ้นโต” อย่างอิหร่านลงไปให้จงได้ โอกาสที่เราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เห็น ได้เป็นประจักษ์พยานถึงจุดจบ จุดอวสาน ในแบบ “ทรัมป์บ้า” เป็นประธานาธิบดีไม่ครบเทอม หรือกระทั่งประเทศอิสราเอลอาจถูกลบหายไปจากแผนที่...ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เอาเลย!!!