xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ 3 รัฐมนตรีเทพต้องแบกอนุทิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



พระปกเกล้าโพลล่าสุดนั้น คำถามว่า ความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” 24.2% ระบุว่ายังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ ไม่รู้จัก ไม่มีความเห็น สูงสุด รองลงมา 14.4% ชื่นชอบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย 

ใน 3 เทคโนแครตที่เป็นคนนอก จะเห็นว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส หายไป และอนุทินได้คะแนนที่ต่ำมาก คนแบกรัฐบาลบนบ่าหนักสุดคือศุภจี ซึ่งกลายเป็นซูเปอร์จีที่แตะต้องไม่ได้ ใครแตะต้องทัวร์จะลงทันที  

นอกจากศุภจีแล้วต้องยอมรับว่า ตอนนี้รัฐบาลอนุทินนั้นมีคนแบกอยู่อีก 2 คน คือ สีหศักดิ์ และเอกนิติ ที่ต้องแบกรัฐบาลทั้งองคาพยพ โดยเฉพาะแบกนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อนุทิน 

แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6-7 เดือน แต่คนก็คงเห็นสไตล์การทำงานของอนุทินแล้ว เขาชอบงานแบบอีเวนต์ เปิดป้าย ไปเดินตลาด ไปตรวจปั๊มน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เขาไปภาคเหนือเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 เขามอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบ ลองคิดดูว่าระดับผู้ว่าฯ จะแก้ได้ไหม แต่นั่นแหละ เขาบอกว่าตัวเขาเองมีพรสวรรค์ในการใช้คน 

มีคนบอกว่าเคยร่วมงานกับอนุทิน เขาไม่ชอบฟังอะไรยาวๆ ก็อาจเดาได้ว่า เขาเป็นคนสมาธิสั้น และเป็นคนเหมือนจะทำตัวให้ดูง่ายๆ สบายๆ เขาเลย “ถุ้ย” บนเวทีที่ชุมพร เมื่อเจ้าหน้าที่เตรียมบทให้พูด แล้วยังอ่านบางประโยคล้อเลียน ซึ่งไม่ควรเป็นกิริยาที่ควรจะแสดงออกในฐานะนายกรัฐมนตรีต่อหน้าสาธารณะ เขาอาจทำแบบนี้ได้ถ้าเป็นเอกชน แสดงกับลูกน้องในห้องประชุม แต่ไม่ควรทำในฐานะนายกรัฐมนตรี แล้วต่อไปเจ้าหน้าที่ที่ไหนจะกล้าทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีจะประจานเขาต่อสาธารณะอีกเมื่อไหร่ 

ถ้าอนุทินมีวุฒิภาวะ ก็ควรจะพูดว่า ผมมีบทที่เตรียมไว้จะพูดกับพี่น้องประชาชน แต่ผมเห็นบรรยากาศวันนี้แล้ว ผมจะขอพูดจากความในใจของผมมากกว่า พูดแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายกัน และสะท้อนว่านายกรัฐมนตรีมีมารยาท ไม่ทำร้ายจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชา และยังได้แต้มดูเป็นคนจริงใจอีกด้วย 

ดังนั้นจึง รู้สึกสงสาร 3 รัฐมนตรีเทพที่สังคมคาดหวังมาก ศุภจีนั้นโตมาจากการบริหารบริษัทเอกชนที่มีแบรนด์เข้มแข็งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น IBM ดุสิตธานี และไทยคมที่เป็นธุรกิจผูกขาด 

ในโลกเอกชนที่ศุภจีโตมา สั่งปุ๊บทำปั๊บ วัดผลได้ชัด อยากเปลี่ยนทิศก็เปลี่ยน เพราะทุกคนในองค์กรรู้ว่าบริษัทนี้คือใคร ทำเพื่ออะไร แรงจูงใจมันตรงไปตรงมา ใครทำดีได้เลื่อน ใครทำไม่ดีก็ออก แต่พอเข้ากระทรวง มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น มีคนที่ต้องง้อเยอะมาก ตั้งแต่นักการเมืองด้วยกัน ข้าราชการประจำที่อยู่มานาน ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ไม่เหมือนกันเลย 

แล้วที่หนักกว่าคือคนในองค์กรมันต่างกันมาก ข้าราชการไม่ได้คิดแบบพนักงานเอกชน เขาไม่ได้กลัวว่าจะถูกไล่ออก ไม่ได้มีโบนัสถ้าทำได้ดี วัฒนธรรมมันคืออย่าเสี่ยง อย่าผิด อยู่ให้ครบเวลา ดังนั้น สิ่งที่ศุภจีเก่ง ไม่ว่าจะเป็นการมีวิสัยทัศน์ชัด กล้าตัดสินใจ สร้างแบรนด์ได้ มันยังมีประโยชน์อยู่นะ แต่ถ้าไม่เข้าใจว่าระบบราชการและการเมืองมันเดินยังไง ก็อาจชนกำแพงอยู่ตลอด 

ตอนนี้มีวิกฤตหลายด้านที่รอทดสอบความสามารถของศุภจี ทั้งราคาสินค้าที่พุ่งจากวิกฤตพลังงาน ราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ และที่สหรัฐฯ เพิ่มการสอบสวนไทยภายใต้มาตรา 301 ทั้งเรื่องกำลังผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเรื่องนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ 

ส่วนเอกนิติกับสีหศักดิ์นั้นมาจากข้าราชการประจำ เมื่อมารับบทบาทรัฐมนตรีที่เป็นตำแหน่งทางการเมือง ภาระและความรับผิดชอบมันต่างกัน ข้าราชการประจำที่เก่งคือคนที่รู้ระบบลึก รู้ว่าอะไรทำได้ไม่ได้ตามกฎ เวลามีปัญหาก็แก้ในกรอบที่มีอยู่ และที่สำคัญคือไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยตรง ถ้าพลาดก็แก้เงียบๆ ได้ 

แต่พอเป็นรัฐมนตรี มันพลิกหมดเลย เพราะทุกการตัดสินใจมีชื่อตัวเองติดอยู่ ถูกถามในสภาฯ ได้ ถูกสื่อจับได้ และต้องอธิบายให้คนที่ไม่รู้เรื่องเทคนิคเลยเข้าใจและเชื่อใจด้วย นี่คือทักษะคนละชุดกับการเป็นข้าราชการเก่ง เพราะมันไม่ใช่แค่รู้เรื่อง แต่ต้องขายนโยบาย รับแรงกดดันทางการเมือง และยืนตากฝนให้ได้เวลาเรื่องมันพัง ก็รอดูว่าเมื่อมาเป็นนักการเมืองแล้วจะเอาตัวรอดไหม แม้จะมีความรู้ความสามารถก็ตาม 

เอกนิติถูกมอบบทบาทให้ดูแลวิกฤตพลังงาน ต้องรับมือกับเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำสุดในอาเซียน สีหศักดิ์ต้องรับมือกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ที่สำคัญวิกฤตนี้มันพันกันหมด ราคาพลังงานกระทบต่อราคาสินค้า สงครามตะวันออกกลางกระทบต่อโลจิสติกส์และราคาปุ๋ย สหรัฐฯ กดดันทางการค้าซึ่งทั้งสามต้องทำงานประสานกันเป็นทีมให้ดี ไม่ให้แก้แค่ปัญหากระทรวงของตัวเองอย่างเดียว จะเห็นภาระที่ 3 รัฐมนตรีแบกอยู่ตามหน้าที่ของตัวเองก็หนักอยู่แล้ว 

แต่ที่บอกไว้แล้วไม่ใช่เพียงรัฐมนตรี 3 เทพแบกหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ยังต้องแบกอนุทิน แบกรัฐบาลทั้งองคาพยพก็คือ การแบกรัฐมนตรีลูกเทพด้วย หลายคนทำอะไรมาก็ไม่รู้ แต่วันนี้นั่งเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศ เพราะเป็นลูกของบ้านใหญ่มานั่งเก้าอี้แทนพ่อ หรือบางคนพ่อขาดคุณสมบัติ เลยส่งลูกมาแทน 

เมื่อเราย้อนไปดู เราเคยตั้งคำถามกับพรรคประชาชนว่า ถ้าปล่อยให้ประเทศอยู่ในการบริหารของพวกเขา มันจะคุ้มไหมที่ปล่อยให้ประเทศอยู่ในมือของเด็กฝึกงาน คำถามนี้มันก็สะท้อนกลับมายังบรรดารัฐมนตรีลูกเทพเช่นกัน 

แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีแบ็กดี มีมวลชนอนุรักษนิยมหนุนหลัง แต่ก็ประมาทไม่ได้ว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมไปถึงคนวัยทำงานจำนวนมาก เมื่อวัดจากผลการเลือกตั้งที่ออกมา ที่ชนะด้วยพลังของบ้านใหญ่มากกว่าความนิยมในตัวของพรรค 

คนในเมือง คนวัยทำงาน จะมีเสียงที่ดังกว่าคนชนบท รัฐบาลจะถูกตั้งคำถามอย่างรวดเร็ว หากไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ที่ยังไม่เห็นมาตรการอะไรออกมา นอกจากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แล้วบอกประชาชนว่าทั่วโลกก็ประสบปัญหาเดียวกัน 

และบททดสอบใหญ่ของรัฐบาลอนุทินก็คือ การมีอำนาจอย่างเหลือล้น จากอำนาจที่มองไม่เห็น ไปจนถึงที่ปรากฏชัดอย่างการยึดครองทั้งสภาบนและสภาล่าง และองค์กรอิสระที่ต้องได้รับใบอนุญาตจาก สว.สีน้ำเงิน ที่มีคนสั่งซ้ายหันขวาหันได้ อำนาจแบบนี้มันเป็นดาบสองคม 

ถ้าลำพองในอำนาจที่มีอยู่ และ “ถุ้ย” ออกมาบ่อยๆ มันก็จะก่อจุดเดือดให้กับสังคม และล้มครืนลงได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan