xs
xsm
sm
md
lg

พระปิยมหาราชทรงเจรจาอย่างไรกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทำให้ไทยรักษาเอกราชเอาไว้ได้ : พระราชโทรเลขจาก St. Petersburg ถึงมือขวาคู่พระทัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

รศ.ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมได้อ่านพระราชโทรเลขที่ผมคิดว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎแห่งเอกสารชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งของไทย เพราะนี่คือหลักฐานแห่งพระปรีชาญาณอันชาญฉลาดในการรักษาเอกราชของชาติไทยชองพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

------------

หมายเหตุ ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร. ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ เอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ที่ได้กรุณาอ่านและให้คำแนะนำในการเขียนบทความนี้

--------------

Timeline ของเหตุการณ์

19 กุมภาพันธุ์-2 มีนาคม 2433 (ร.ศ. 109) – สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จสิงคโปร์ ทรงพบกงสุลรัสเซีย ม. ไววอดเซฟฟ และ แอดมิราล นาซีมอฟฟ แม่ทัพเรือรบรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก อัญเชิญพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปพระราชทานบนเรือพระที่นั่ง เพื่อกราบบังคมทูลเชิญพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองให้เสด็จประพาสสยาม

20 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2433 (ร.ศ. 109) - พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จเยือนสยาม

กรกฎาคม พ.ศ. 2434 (ร.ศ. 110) – สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จฯ รัสเซีย ไปยังพระราชวังลิวาเดีย (Livadia Palace) บนแหลมไครเมีย เพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (พระราชบิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ในช่วงที่ราชสำนักรัสเซียเสด็จแปรพระราชฐาน ณ ที่นั่นในช่วงฤดูร้อน เป็นการถวายการต้อนรับตอบ (Reciprocal visit) ที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จมาเยือนสยาม

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) - พระยอดเมืองขวาง เจ้าเมืองคำม่วน รักษาเมือง สั่งฆ่าทหารฝรั่งเศสที่มาบุกรุกเมือง

-คดีพระยอดเมืองขวาง ศาลไทยตัดสินว่าพระยอดเมืองขวางไม่ผิด แต่ฝรั่งเศสไม่ยอม นำไปขึ้นศาลฝรั่งเศส

13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) - เรือรบฝรั่งเศส ปิดปากอ่าวไทย วิกฤติ ร.ศ.112

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2436 - ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีและตราด

3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) - ไทยเสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง โดยภาวะจำยอมให้ฝรั่งเศส

พ.ศ. 2437 (ร.ศ. 113) -6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) - พระยอดเมืองขวางติดคุก ตามคำพิพากษาศาลฝรั่งเศส

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 (ร.ศ.116) - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเสด็จรัสเซีย หลังจากนั้นจึงเสด็จฝรั่งเศส
ปี ค.ศ.: 1898

16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) - สยามได้แต่งตั้งราชทูตประจำกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคนแรกคือพระยาสุริยานุวัตร (เล็ก บุนนาค) อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำกรุงปารีสให้มาเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศรัสเซียโดยมีถิ่นที่พำนักในกรุงปารีส

พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) - รัสเซียส่ง Alexandre Olarovsky เข้ามาดำรงตำแหน่งกงสุลรัสเซียคนแรกประจำกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษอยู่แล้ว ให้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กตามพระราชประสงค์ของจักรพรรดินีโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ทรงรับดูแลเป็นอย่างดีและให้ประทับที่พระราชวังฤดูหนาว

พ.ศ. 2442 (ร.ศ. 118) – รัฐบาลสยามจึงได้ส่งพระชลบุรีนุรักษ์ ต่อมาคือพระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน์) มาเป็นราชทูตคนที่สองประจำประเทศรัสเซียที่มีถิ่นที่พำนักในประเทศรัสเซีย

13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) - ไทยเสียฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อแลกกับฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากจันทบุรี

23 มีนาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2449) - ไทยเสียพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เพื่อแลกกับฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากตราด

--------------

พระราชโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปยังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศพระอนุชาผู้เป็นประหนึ่งพระหัตถ์ขวา จาก นคร St. Petersburg เมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ร.ศ.116 มีดังนี้


--------------

ถึงเทววงษ

ฉันได้พูดกับเอมเปรอ แลภายหลังกับเคาน์มูราวีฟ ในเรื่องที่เรามีความลำบากกับฝรั่งเสศ ไม่เฉพาะแต่เรื่องคนโทษทั้ง ๒ ได้พูดตลอดถึงเรื่องริเยศเตรชั่นด้วย ท่านทั้ง ๒ เหนความลำบากของเราเหมือนกับที่เราเหนทุกประการ รับจะช่วยโดยทางไมตรี เพื่อจะชี้แจงให้ฝรั่งเสศเห็นทางปฺรโยชแลใช้ปฺรโยชโดยกว้าง คือการที่ฝรั่งเสศทำอยู่เดี่ยวนี้ใช่ว่าจะเป็นปฺรโยชต่อฝรั่งเสศเลย เป็นแต่ทำให้กับอังกฤษทั้งสิ้น แต่จะรับเป็นแน่ว่าฝรั่งเสศจะทำตามฤาไม่ยังไม่ได้ จะเรียกทูตฝรั่งเสศมาพูด แลให้ร่างหนังสือถึงมองซิเออฮาโนโตมาให้ดูจะให้เราทราบเมื่อกลับจากมอสโก การที่รัสเซียรับแขงแรงนี้ เพราะฮาโนโตให้ทูตมาพูดกับเสนาบดีว่าการต่างปฺรเทศ เพื่อจะช่วยจัดการให้ตกลงกันสำหรับเราจะได้ไปปาริศ แต่มีโกหกในนั้นเป็นอันมาก ที่นี่ที่เขาเตรียมอยู่ก่อนแล้ว ที่จะจัดการให้เราดีกับฝรั่งเสศ ก่อนเวลาที่เรามาถึง เข้าใจว่าคงจะเป็นผลดีมาก แต่เราไม่ได้ขอให้รัสเซียช่วยตัดสินเลยเราไว้ท่า เป็นแต่เพื่อนคนหนึ่ง จะช่วยชี้แจงให้เพื่อน ๒ คนดีกันเท่านั้น

(พระบรมนามาภิไธย) จุฬาลงกรณ์

--------------

ที่มา การเสด็จประพาสยุโรป ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ศ. ๑๑๖ เล่ม ๑
คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครบ ๑๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ ศรีเมืองการพิมพ์ กรุงเทพ

คำอธิบาย

เทวะวงษ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศพระอนุชาผู้เป็นประหนึ่งพระหัตถ์ขวา ต้นราชสกุลเทวกุล พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม สุจริตกุล)

เอมเปรอ - พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง แห่งจักรวรรดิรัสเซีย

เคาน์มูราวีฟ - เคานต์ มิคาอิล นิโคลาเยวิช มูราวีฟ (Count Mikhail Nikolayevich Muravyov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจักรวรรดิรัสเซีย (ค.ศ. 1897–1900) (พ.ศ. 2440–2443) เป็นขุนนางระดับสูงที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงไว้วางพระราชหฤทัย รัชกาลที่ 5 ทรงหารือด้วยโดยตรงเกี่ยวกับปัญหาที่สยามมีกับฝรั่งเศส

ได้แสดงท่าทีสนับสนุนสยาม เพื่อถ่วงดุลอำนาจของมหาอำนาจตะวันตกอื่น ๆ ในเอเชีย มีบทบาทในการช่วยเจรจาหรือให้คำแนะนำในการวางตัวทางการทูต เพื่อให้สยามสามารถเจรจากับฝรั่งเศสได้โดยไม่เสียเปรียบจนเกินไป และเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ในช่วงที่กำลังถูกรุมเร้าจากลัทธิล่าอาณานิคม ผลักดันนโยบายมุ่งเน้นความสนใจของรัสเซียไปทาง "ตะวันออกไกล" (Far East) มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัสเซียให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสยามเพื่อคานอำนาจกับอังกฤษและฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้

ความลำบากกับฝรั่งเศส - วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ฝรั่งเศสไม่ยอมรับศาลและกระบวนการยุติธรรมของไทย การสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง การที่ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีและตราดของไทยเอาไว้ การที่ฝรั่งเศสให้คนไทยไปจดทะเบียนถือสัญชาติฝรั่งเศสได้ ทำให้เกิดปัญหา

คนโทษทั้งสอง - นักโทษที่เป็นคนไทยแต่ถูกพิพากษาจำคุกโดยศาลฝรั่งเศสจากปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นพระยอดเมืองขวาง (ขำ ยอดเพ็ชร์) เจ้าเมืองคำม่วนของไทยด้วยอย่างแน่นอน

ริเยศเตรชั่น - มาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษ/ฝรั่งเศสว่า "Registration" หรือภาษาฝรั่งเศสคือ "Immatriculation" ซึ่งหมายถึงการ "ขึ้นทะเบียน การที่กงสุลฝรั่งเศสประกาศให้คนในบังคับของสยาม (โดยเฉพาะคนไทย คนจีนที่เข้ามาทำมาหากิน หรือคนตามแนวชายแดน) มา "จดทะเบียน" เพื่อเป็น "คนในบังคับฝรั่งเศส" (French Subject) หรือ "คนในความคุ้มครองของฝรั่งเศส" (Protégé) เหตุผลหลักๆ ที่คนสยามในยุคนั้นยอม "ทิ้ง" สถานะการเป็นไพร่หรือราษฎรของสยามไปขึ้นทะเบียนกับฝรั่งเศส คือ "สิทธิพิเศษ" ที่ได้รับ ซึ่งน่าดึงดูดมากในยุคนั้นอันได้แก่

-สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) หากเป็นคนในบังคับฝรั่งเศสไม่ต้องขึ้นศาลไทยหรือปฏิบัติตามกฎหมายไทย แต่จะขึ้นศาลกงสุลฝรั่งเศสแทน ซึ่งมักจะได้รับการตัดสินที่เอื้อประโยชน์มากกว่า หรือเข้าถึงตัวได้ยากกว่า

-การพ้นจากภาระภาษีและแรงงาน ราษฎรไทยสมัยนั้นมีหน้าที่ต้องเข้า "เกณฑ์แรงงาน" ให้รัฐ (ไพร่) และเสียภาษีอากรต่างๆ แต่ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นคนของฝรั่งเศสแล้ว ก็จะได้รับยกเว้นจากภาระเหล่านี้ทั้งหมดฃ

-การอุปถัมภ์และอำนาจ การเป็นคนในบังคับมหาอำนาจ ทำให้มี "เกราะคุ้มกัน" จากอิทธิพลของขุนนางหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่อาจจะฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า "ปลอดภัยกว่า" และ "ได้เปรียบกว่า" ในการทำธุรกิจหรือค้าขาย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมองว่าเป็น กลยุทธ์แย่งชิงประชากรและอำนาจรัฐ อันเป็นภัยต่ออธิปไตย ฝรั่งเศสใช้วิธี "ริเยศเตรชั่น" เป็นเครื่องมือทางการเมือง ยิ่งจดทะเบียนคนไทยได้มากเท่าไหร่ อำนาจของพระมหากษัตริย์และรัฐบาลสยามก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายสยามอีกต่อไป อีกทั้งยังใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง เพราะ"ต้องเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในเพื่อคุ้มครองคนในบังคับของตน" ทำให้ฝรั่งเศสสามารถส่งทหารหรือเข้ามามีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นโดยอ้างเหตุผลเรื่องการดูแลคนของเขา

ท่านทั้ง 2 - พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง และเคาน์มูราวีฟ

มองซิเออฮาโนโต - มองซิเออ กาเบรียล อาโนโต (Monsieur Gabriel Hanotaux) นักการเมืองและนักการทูตผู้ทรงอิทธิพลของฝรั่งเศสในยุคสมัยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส (ค.ศ. 1894–1898) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ "ร้อนแรงที่สุด" ของลัทธิล่าอาณานิคมฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน เป็นหนึ่งใน "ตัวการ" สำคัญที่ผลักดันนโยบายขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความเชื่อมั่นในอำนาจของฝรั่งเศสอย่างมากและเป็นบุคคลที่สยามต้องรับมือด้วยอย่างยากลำบากที่สุดในเวลานั้น

จุฬาลงกรณ์ - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช

ภูมิหลังของเหตุการณ์ก่อนมีพระราชโทรเลขฉบับนี้

ภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) สยามถูกฝรั่งเศสโดยออกุสต์ ม. ปาวี ใช้ "เรือปืน" บังคับให้สูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและต้องเสียค่าปรับมหาศาล ประเทศไทยอยู่ในภาวะล่อแหลมที่จะตกเป็นอาณานิคมอย่างสมบูรณ์

ความกดดันเกิดจากฝรั่งเศสยังคงใช้อิทธิพลและข้ออ้างต่างๆ เพื่อเข้ามาแทรกแซงและพยายามรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายของการเสด็จประพาส รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักว่าการอยู่เฉยๆ ให้ไทยถูกบีบนั้นไม่เพียงพอ พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก (พ.ศ. 2440) เพื่อ

หนึ่ง แสดงความเป็นอารยะให้ชาติตะวันตกเห็น ว่าสยามเป็นประเทศที่มีกษัตริย์ปกครองด้วยระบอบที่ทันสมัย ไม่ใช่ประเทศป่าเถื่อนอย่างที่ฝรั่งเศสพยายามกล่าวอ้าง

สอง หาพันธมิตร การเสด็จฯ ไปพบพระมหากษัตริย์และผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ และขอให้ช่วยเป็น "ตัวกลาง" ในการเจรจาต่อรองกับฝรั่งเศส

โทรเลขฉบับนี้ส่งถึง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ) ในขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่รัสเซีย แสดงให้เห็นถึง

หนึ่ง ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์อันดีกับ "พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2" มาก่อน ตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าซาร์ยังเป็นมกุฎราชกุมารเสด็จเยือนไทย ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง

สอง กลยุทธ์การทูตอันแยบคาย ละมุนละม่อม พระปิยมหาราชไม่ได้ทรงขอให้รัสเซียมาทำสงครามแทน แต่ทรงขอให้ใช้ "ทางไมตรี" หรือการทูต กดดันให้ฝรั่งเศสยอมเจรจาอย่างเป็นธรรม

สาม ความไว้วางพระราชหฤทัยในความจงรักภักดีและความรู้ความสามารถ ของสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ พระราชโทรเลขฉบับนี้ ถือว่าเป็นหัวใจของบรรดาพระราชหัตถเลขาและพระราชโทรเลขทั้งหมดในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่หนึ่ง เพราะนี่คือพระราชภารกิจอันสูงสุดที่สำเร็จลงอย่างงดงาม และทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่จะทรงเล่าให้มือขวาคู่พระทัยได้ทราบเพื่อหาทางถวายงานต่อในทันทีได้อย่างแยบคาย

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากโทรเลขฉบับนี้ถือเป็น "หมัดเด็ด" ทางการทูตที่เปลี่ยนสถานการณ์ของไทยไปอย่างสิ้นเชิง เช่น

หนึ่ง การเผยแพร่ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ แสดงความใกล้ชิดประดุจพระญาติของราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟ รัชกาลที่ 5 ทรงให้ช่างภาพหลวงบันทึกภาพพระองค์คู่กับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 อย่างใกล้ชิด แล้วทรงส่งภาพเหล่านั้นไปเผยแพร่ทั่วโลก ภาพนี้ทรงพลังมากในเชิงสัญลักษณ์ เป็นการประกาศให้ฝรั่งเศสและชาติมหาอำนาจอื่นเห็นว่า "สยามมีรัสเซียหนุนหลังอยู่"

สอง การกดดันฝรั่งเศส รัสเซียในขณะนั้นเป็นมหาอำนาจที่ฝรั่งเศสเกรงใจ (ทั้งสองประเทศกำลังเป็นพันธมิตรกันในยุโรป) เมื่อพระเจ้าซาร์ทรงให้เกียรติรัชกาลที่ 5 อย่างสูง ทำให้ฝรั่งเศสไม่กล้ากระทำการรุนแรงหรือรุกล้ำสยามตามอำเภอใจเหมือนที่เคยทำในช่วง ร.ศ. 112 อีกต่อไป

สาม การเจรจาที่ปารีส เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ถึงกรุงปารีส สถานการณ์เปลี่ยนไป ฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนท่าทีจากการข่มขู่มาเป็นการเจรจาอย่างให้เกียรติ เพราะเกรงใจรัสเซียและกระแสสังคมยุโรปที่เห็นว่ากษัตริย์สยามทรงเป็นสุภาพบุรุษและมีความเป็นอารยะ

ผลลัพธ์ระยะยาวของการเสด็จประพาสครั้งนี้ทำให้สยามรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมแบบเบ็ดเสร็จ และนำไปสู่การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในเวลาต่อมา แม้จะต้องสูญเสียดินแดนไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นการรักษาเอกราชส่วนใหญ่ของประเทศไว้ได้

วิเคราะห์กลยุทธ์และท่าทีในการเจรจาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

--------------

“เพราะฮาโนโตให้ทูตมาพูดกับเสนาบดีว่าการต่างปฺระเทศ เพื่อจะช่วยจัดการให้ตกลงกันสำหรับเราจะไปปาริศ แต่มีโกหกในนั้นเป็นอันมาก ที่นี่ที่เขาเตรียมอยู่ก่อนแล้ว ที่จะจัดการให้เราดีกับฝรั่งเสศ ก่อนเวลาที่เรามาถึง”

--------------

ประโยคนี้ซ่อนนัยยะสำคัญและทำให้เห็นท่าทีของทั้งฝรั่งเศสและรัสเซียที่มีต่อสยาม และฝรั่งเศสมีต่อรัสเซียก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ St. Petersburg

เมื่อมีข่าวแพร่ออกไปว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จรัสเซีย รมว. ต่างประเทศของฝรั่งเศส มงซิเออฮาโนโต ได้ส่งเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำนคร St. Petersburg มา lobby หรือดักทางเสด็จของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะมีการเข้าพบอย่างน้อยคือเคาน์มูราวีฟ รมว. ต่างประเทศของรัสเซีย และได้เล่าเรื่องราวในทางที่ค่อนข้างจะไม่เป็นคุณต่อสยามเป็นอย่างมาก คำว่าแต่มีโกหกในนั้นเป็นอันมาก แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ฝรั่งเศสได้ส่งเอกอัครราชทูตมาเจรจาดักทางสยามหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีความไม่จริงหรือการโกหกในทางที่ใส่ร้ายสยามมาก และรัสเซียนั้นเป็นปิยมิตรของสยาม เล่าสิ่งที่ฝรั่งเศสมาดักทางหรือ lobby ไว้ในทางที่ไม่เป็นคุณและไม่เป็นจริงให้พระปิยมหาราชฟังทั้งหมด โดยไม่ปิดบัง น้ำเสียงของพระปิยมหาราชกลับทรงสงบนิ่ง น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก เพราะอาจจะมิได้ผิดไปจากที่ทรงคาดไว้

สิ่งที่ฝรั่งเศสทำนั้นคือ "การสงครามข่าวสาร" (Information Warfare) เพื่อพยายามทำลายความเชื่อมั่นระหว่างสยามกับรัสเซียก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ถึง

ฝรั่งเศสในยุคนั้น (ภายใต้การนำของฮาโนโต) ตื่นตระหนกมากเมื่อรู้ข่าวว่า รัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ รัสเซีย เพราะรัสเซียคือพันธมิตรเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสในยุโรป หากรัสเซียหันมาสนับสนุนสยามเต็มตัว แผนการล่าสยามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจะพังทลายทันที

สิ่งที่ทูตฝรั่งเศสในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก "ไปพูดดักทาง" หรือ "ป้ายสี" ไว้กับเคาน์มูราฟยอฟนั้น หลักๆ แล้วพอจะสันนิษฐานได้ว่าประกอบด้วยเรื่องโกหกและวาทกรรมหลักๆ ดังนี้

1. "สยามกำลังปั่นหัวรัสเซียเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ"

ฝรั่งเศสพยายามบอกเคาน์มูราฟยอฟว่า รัชกาลที่ 5 ไม่ได้เสด็จมาด้วยใจจริง แต่ต้องการ "ใช้รัสเซียเป็นหมาก" เพื่อไปกดดันฝรั่งเศสให้ถอนตัวจากพื้นที่พิพาท หรือใช้รัสเซียไปคานอำนาจกับอังกฤษในดินแดนสยาม โดยพยายามทำให้มูราฟยอฟรู้สึกว่ารัสเซียกำลังถูกสยาม "หลอกใช้" เพื่อสร้างปัญหาในภูมิภาค

2. "สยามไม่ได้มีอธิปไตยจริง เป็นแค่หุ่นเชิดของอังกฤษ"

นี่คือ "ไม้ตาย" ที่ฝรั่งเศสใช้เสมอ คือการบอกรัสเซียว่า "อย่าไปสนิทกับสยามเลย เพราะจริงๆ แล้วสยามแอบอิงแอบอยู่กับอังกฤษ" (ซึ่งในยุคนั้นรัสเซียกับอังกฤษเป็นคู่ปรับกันอย่างหนัก) ฝรั่งเศสพยายามเสี้ยมให้รัสเซียระแวงว่า ถ้าสนับสนุนสยาม ก็เท่ากับกำลังสนับสนุนผลประโยชน์ของอังกฤษโดยไม่รู้ตัว

3. "สยามเป็นประเทศที่ไร้อารยธรรมและไม่รักษาคำพูด"

ฝรั่งเศสพยายามขุดเอาเรื่องคดีพระยอดเมืองขวาง หรือเรื่องข้อพิพาทดินแดนต่างๆ มาเล่าบิดเบือน โดยบอกรัสเซียว่าสยามเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีความจริงใจ และเป็นประเทศที่ไม่มีระบบกฎหมาย (เพื่อตอกย้ำเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ฝรั่งเศสอ้างไว้) เพื่อให้รัสเซียรู้สึกว่าการให้เกียรติรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่ "ไม่คุ้มค่า"

ทำไมเคาน์มูราวีฟจึงกราบทูลรัชกาลที่ 5 ตรงๆ?

เราสันนิษฐานว่าเหตุผลที่เคาน์มูราวีฟยอฟนำเรื่องที่ทูตฝรั่งเศสมา "เสี้ยม" ไปกราบทูลรัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบ ไม่ใช่แค่เพราะความซื่อสัตย์ แต่เป็น "กลยุทธ์ทางการทูตชั้นสูง"

หนึ่ง สร้างความไว้วางใจ (Trust Building) การที่เคาน์มูราวีฟนำคำโกหกของฝรั่งเศสมาแฉให้รัชกาลที่ 5 ฟังคือการประกาศตัวว่า "รัสเซียอยู่ข้างสยาม และรัสเซียมองฝรั่งเศสออก" มันทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงรู้สึกอุ่นพระทัยว่าพระองค์ไม่ได้สู้โดยลำพัง

สอง พิสูจน์ความเป็นพันธมิตรด้วยการซื้อใจ มูราวีฟต้องการบอกเป็นนัยว่า "ถึงแม้ฝรั่งเศสจะเป็นพันธมิตรกับเราในยุโรป แต่ในกรณีของสยาม เราเชื่อใจสยามมากกว่า" ซึ่งคำพูดนี้มีค่ามหาศาลในการเจรจา

สาม แก้ทางฝรั่งเศสกลับ เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงทราบว่าฝรั่งเศสป้ายสีอะไรไว้ พระองค์ก็สามารถ "เตรียมรับมือ" หรือ "แก้ต่าง" ได้อย่างตรงจุดเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสจริงๆ

การที่ทูตฝรั่งเศสไปดักทางไว้ก่อนรัชกาลที่ 5 เสด็จถึงรัสเซีย กลับกลายเป็นผลเสียต่อฝรั่งเศสเอง เพราะแทนที่จะทำให้รัสเซียเกลียดสยาม กลับกลายเป็นการทำให้ รัสเซียกับสยามสนิทใจกันมากขึ้นเพราะรัชกาลที่ 5 และมูราวีฟต่างเห็นธาตุแท้ของฝรั่งเศสผ่านสิ่งที่ทูตฝรั่งเศสทำ

--------------

“แต่เราไม่ได้ขอให้รัสเซียช่วยตัดสินเลยเราไว้ท่า เป็นแต่เพื่อนคนหนึ่ง จะช่วยชี้แจงให้เพื่อน ๒ คนดีกันเท่านั้น”

--------------

ประโยคนี้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อนพระปรีชาสามารถอันชาญฉลาดใน "ศิลปะการทูตชั้นสูง" (High Diplomacy) ที่ทรงนำมาใช้ ถ้ามองจากมุมมองรัฐศาสตร์สมัยใหม่ คือกลยุทธ์การเปลี่ยน "ความขัดแย้งระดับรัฐ" (State-Level Dispute) ให้กลายเป็น "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" (Interpersonal Relationship)

การที่รัชกาลที่ 5 ไม่ทรงเลือกใช้วิธี "เรียกร้องความเป็นธรรม" (ซึ่งมักจะจบลงที่ใครถูกใครผิด และบังคับให้คนกลางต้องเลือกข้าง) แต่กลับทรงเลือกใช้บทบาทของ "ผู้ไกล่เกลี่ย" (Mediator) นั้น มีความฉลาดหลักแหลมในหลายมิติ

1. การก้าวข้ามกับดัก "พันธมิตรฝรั่งเศส-รัสเซีย" (Franco-Russian Alliance)

ในขณะนั้น รัสเซียและฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นมาก (ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ในยุโรป) หากรัชกาลที่ 5 ทรงบีบให้รัสเซีย "ตัดสิน" ว่าฝรั่งเศสทำผิดใน ร.ศ. 112 รัสเซียจะอยู่ในสถานะที่ลำบากใจมาก เพราะนั่นหมายถึงการตำหนิพันธมิตรของตนเอง

กลยุทธ์ของพระองค์ทรงไม่ทำให้รัสเซียรู้สึกว่าต้อง "เลือก" แต่ทำให้รัสเซียรู้สึกว่า "มีบทบาท" ในการรักษาเสถียรภาพและสร้างสันติภาพ อันตรงกับทฤษฏีดุลยภาพของไฮเดอร์ นักจิตวิทยาสังคม เมื่อรัสเซียไม่ต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง รัสเซียจึงสามารถแสดงท่าทีสนับสนุนสยามได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดใจกับฝรั่งเศส

2. สถานะ "พระสหาย" ทรงวางพระองค์อย่างมีศักดิ์ศรีไม่จำเป็นต้องมีมหาอำนาจ "ผู้ปกป้อง"

การใช้คำว่า "ไว้ท่า" และการวางตัวแบบเพื่อนที่มาปรึกษาเพื่อน ไม่ใช่การไปฟ้องให้ผู้ใหญ่มาจัดการเด็กเกเร เป็นการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Space) ทางการทูตให้กับรัสเซีย

เมื่อพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงสวมบทบาทเป็น "เพื่อนผู้หวังดี" (แทนที่จะเป็นผู้พิพากษา) พระองค์ก็จะทรงใช้อิทธิพลและบารมีส่วนพระองค์ไปบอกฝรั่งเศสในลักษณะ "ขอความเห็นใจ" หรือ "ขอให้ผ่อนปรน" แทนการออกคำสั่ง ซึ่งฝรั่งเศสจะยอมรับฟังได้ง่ายกว่ามาก

3. การใช้ "บารมี" ของรัสเซียให้เป็นประโยชน์

รัสเซียในยุคนั้นต้องการแสดงตนเป็น "มหาอำนาจที่มีอารยธรรมและมีเหตุผล" การที่รัสเซียได้ทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" (Mediator) ทำให้พระเจ้าซาร์ได้รับความชื่นชมในฐานะผู้นำที่ทรงธรรมและมีบารมีในเวทีโลก

รัชกาลที่ 5 ทรงมอบ "โอกาสในการเป็นผู้นำ" นี้ให้กับรัสเซีย ซึ่งเป็นรางวัลที่สูงกว่าการได้เป็นแค่ผู้ถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

4. การบริหารจัดการ "ความคาดหวัง" ที่สยามมีได้อย่างชัดเจนและพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

การที่รัชกาลที่ 5 ไม่ยัดเยียดให้รัสเซียเข้าข้างหรือ "กลยุทธ์การทูตที่ให้รัสเซียคิดเอาเอง" คือการสะท้อนถึง "ความมั่นใจในพระองค์เอง" ว่าสยามมีเหตุผลพอที่จะไม่ต้องอาศัยการตัดสินชี้ขาดจากใคร แต่ใช้รัสเซียเป็นเพียง "ตัวเร่ง" (Catalyst) ให้ฝรั่งเศสลดท่าทีที่ก้าวร้าวลง

นี่คือวิธีการที่รัชกาลที่ 5 ทรง "รักษาสมดุล" (Equilibrium) ได้อย่างแม่นยำที่สุด การที่พระองค์ทรงเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงและใช้มิตรภาพเป็นสะพานเชื่อม ทำให้ฝรั่งเศส (แม้จะไม่พอใจรัสเซียที่เข้ามาแทรก) ก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ เพราะรัสเซียไม่ได้เข้ามาแทรกแซงในฐานะศัตรู แต่เข้ามาในฐานะ "มิตรที่อยากเห็นเพื่อนดีกัน"

รัชกาลที่ 5 ทรงใช้รัสเซียเป็น "เพื่อนคนกลาง" คือปัจจัยความสำเร็จ (Key success factor) ในการเสด็จประพาสยุโรป" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พระปรีชาญาณอันชาญฉลาดระดับอัจฉริยะทางการทูตคือ

หนึ่ง การไม่ติดกับดักในการหา "คนผิด-คนถูก"

ผู้นำหลายคนในยุคนั้นพอเจอวิกฤต มักจะไป "ฟ้อง" ให้มหาอำนาจตัดสินว่าใครผิด แต่พระองค์ท่านทรงรู้ดีว่า "การเมืองระหว่างประเทศไม่มีความยุติธรรม มีแต่ผลประโยชน์" ถ้าไปบีบให้รัสเซียตัดสิน รัสเซียจะลำบากใจ แต่การทำตัวเป็น "เพื่อนที่มาปรึกษา" ทำให้รัสเซียมี "พื้นที่" ในการแสดงบารมีโดยไม่ต้องเลือกว่าใครผิดถูก

สอง การซื้อ "เวลา" และ "ที่ยืน"

แต่ละก้าวที่พระองค์เดิน ตั้งแต่การให้โรลัง ยัคมินส์ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชาวเบลเยี่ยม ร่างประมวลกฎหมายอาญาของไทยเพื่อให้กฎหมายไทยเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศได้ ไปจนถึงการเสด็จประพาส เป็นการ "ซื้อเวลา" เพื่อปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทรงทำให้ฝรั่งเศส "เผลอ" จนไม่ทันได้ลงมือกำจัดสยามในจังหวะที่สยามอ่อนแอที่สุด

สาม การเล่นบท "เหยื่อที่สง่างาม" รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระสติมั่นคงมาก แม้ในภาวะที่เสียดินแดนและถูกข่มขู่ ทรงรักษา "ความสง่างาม" ไว้ได้เสมอ นี่คืออาวุธที่ทำให้มหาอำนาจยุโรปในตอนนั้น (ที่มองสยามว่าเป็นคนอื่น) เริ่มเปลี่ยนมุมมองมามองว่า "สยามคือผู้ดี" เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ถ้าเปรียบเป็นหมากรุก กระดานนั้นสยามเป็นเบี้ยที่กำลังถูกล้อมรอบ แต่รัชกาลที่ 5 ทรงเดินหมากจนทำให้เบี้ยตัวนั้นกลายเป็น "หมากที่สำคัญต่อสมดุลกระดาน" จนไม่มีใครกล้ากินเบี้ยตัวนี้ไปฟรีๆ

--------------

“ที่นี่ที่เขาเตรียมอยู่ก่อนแล้ว ที่จะจัดการให้เราดีกับฝรั่งเสศ”

--------------

ท่าทีของรัสเซีย นั้นเป็นมิตรกับสยามมาก ได้เตรียมการให้สยามคืนดีกับฝรั่งเศส ยุติความขัดแย้งให้ได้ เพราะในเวลานั้นรัสเซียเป็นมิตรที่ดีกับฝรั่งเศส ในขณะที่มีความหมองหมางกับอังกฤษ เพราะรัสเซียกับอังกฤษมีสงครามไครเมีย บริเวณแหลมไครเมียในทะเลดำ อันเป็นทางออกทะเลน้ำอุ่นที่จะไปออกคลองสุเอซ ที่รัสเซียจำเป็นต้องใช้ เมื่อก่อนหน้านี้ประมาณ 30 ปี

ตามทฤษฎีของ Fritz Heider นักจิตวิทยาสังคมที่ชื่อทฤษฎีดุลยภาพ (Balance Theory) ถ้าหากเรามีเจตคติทางบวกกับสองคน แต่สองคนนั้นเกลียดกัน หรือไม่ชอบกัน เราผู้เป็นคนกลางจะตกที่นั่งลำบาก เพราะสนิทสนมกับทั้งสองคนที่ทะเลาะกัน เพื่อให้เกิดสมดุล ในฐานะคนกลางก็ต้องพยายามไกล่เกลี่ยให้เพื่อนสองคนนี้เลิกทะเลาะกัน

รัสเซียในเวลานั้นคือคนกลาง มีเพื่อนสองคนคือฝรั่งเศสกับสยาม แต่สยามกับฝรั่งเศสนั้นบาดหมางกันรุนแรง เพื่อรักษาดุลยภาพ รัสเซียย่อมอยากให้สยามกับฝรั่งเศสยุติความขัดแย้งกัน

--------------

“รับจะช่วยโดยทางไมตรี เพื่อจะชี้แจงให้ฝรั่งเสศเห็นทางปฺรโยชแลใช้ปฺรโยชโดยกว้าง คือการที่ฝรั่งเสศทำอยู่เดี่ยวนี้ใช่ว่าจะเป็นปฺรโยชต่อฝรั่งเสศเลย เป็นแต่ทำให้กับอังกฤษทั้งสิ้น”

--------------

รัชกาลที่ 5 ทรงชาญฉลาดในเชิงการทูต มีพระราชกุศโลบายที่ทำให้สยามรอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาในยุคจักรวรรดินิยม

แนวทางการเจรจากับรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ทรงชี้แจงให้ทางรัสเซียเข้าใจฐานะของสยามในฐานะรัฐกันชน (buffer state) ระหว่างอังกฤษที่ต้องการล่าอาณานิคมมาจากทางอินเดียและพม่าจนสุดฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และฝรั่งเศสที่ต้องการล่าอาณานิคมมาจากทางเวียดนาม ลาว และกัมพูชามาจนสุดฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา

รัชกาลที่ห้าทรงอธิบายว่า ฝรั่งเศสขัดแย้งกับสยาม เท่ากับทำให้สยามจำเป็นต้องเลือกข้างอังกฤษไปโดยปริยาย อันจะมีแต่เป็นประโยชน์กับอังกฤษ และฝรั่งเศสเสียผลประโยชน์ไปอย่างมาก เพื่อให้รัสเซียซึ่งมีข้อขัดแย้งกับอังกฤษและสนิทสนมมีสัมพันธ์กันดีกับฝรั่งเศสไปช่วยกล่อมและชี้แนะให้ฝรั่งเศสตาสว่างและเห็นว่า “อย่าทะเลาะกับสยามเลย ไม่มีประโยชน์อะไร ฝรั่งเศสจะเสียผลประโยชน์อย่างเดียว เท่ากับทรงชี้แนะหรือบอกใบ้แนวทางการเจรจาว่าที่รัสเซียจะเรียกทูตมาเจรจา จะมีแนวทางเจรจาอย่างไรให้เกิดประโยชน์ บรรลุผลได้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เพียงแค่เสด็จไปขอความเห็นใจจากรัสเซีย แต่พระองค์ทรง "วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics)" ให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและเคาน์มูราวีฟฟัง จนฝ่ายรัสเซียต้องเปลี่ยนมุมมองต่อสยามจาก "ประเทศที่ถูกฝรั่งเศสข่มเหง" มาเป็น "พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่รัสเซียต้องรักษาไว้"

กลยุทธ์ที่พระองค์ทรงใช้ในการเจรจามีดังนี้

1. การเปลี่ยนสถานะของสยามจาก "เหยื่อ" ให้เป็น "รัฐกันชน (Buffer State)"

ในยุคนั้น รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส คือมหาอำนาจที่กำลังขับเคี่ยวกันในเกมระดับโลก (The Great Game) รัชกาลที่ 5 ทรงชี้ให้เห็นว่าสยามคือ "กำแพงกั้น" ระหว่างฝรั่งเศส (อินโดจีน) กับอังกฤษ (พม่าและมลายู)

พระปรีชาสามารถสูงสุดคือการทำให้รัสเซียเห็นว่าสยามคือรัฐกันชน (Buffer State) คือการบอกว่า "ถ้าสยามล่มสลายและตกเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด อังกฤษจะเสียสมดุล และถ้าสยามตกเป็นของอังกฤษ ฝรั่งเศสก็จะเสียอำนาจ" ดังนั้น การรักษาสยามไว้ คือการรักษาสมดุลที่ทุกฝ่าย (รวมถึงรัสเซีย) ได้ประโยชน์

2. การพลิก "สยาม" ให้กลับมาเป็น "ไพ่ตาย" ในสายตาฝรั่งเศสและรัสเซีย

การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายแนะให้เห็นว่า "ถ้าฝรั่งเศสบีบสยามมากเกินไป สยามจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสยบหรือยอมรับอิทธิพลของอังกฤษแทนโดยปริยาย"

ทำไมรัสเซียถึงกลัวไพ่ตายที่ชื่อสยาม เพราะรัสเซียในเวลานั้นเกลียดอังกฤษมาก (เพราะแย่งชิงอิทธิพลกันในแถบเอเชียกลางและจีน และยังเกิดสงครามไครเมีย)

การที่รัชกาลที่ 5 ทรงบอกเป็นนัยยะอ้อม ๆ ว่า "ถ้าฝรั่งเศสไม่เลิกแกล้ง สยามต้องไปพึ่งอังกฤษนะ" จึงไม่ใช่การบ่น แต่เป็นการ "ขู่" ที่ทรงพลังที่สุด เพราะรัสเซียไม่มีทางยอมให้อังกฤษขยายอิทธิพลมาถึงพื้นที่นี้ได้ง่ายๆ รัสเซียจึง "จำเป็น" ต้องหันมาปรามฝรั่งเศสเพื่อไม่ให้ฝรั่งเศสผลักไสสยามไปหาอังกฤษ

3. การเขียน "บทเจรจา" ให้รัสเซีย (Providing the Script)

เมื่อรัสเซียเห็นแล้วว่า "สยามคือผลประโยชน์ของรัสเซีย" (ในการกีดกันอังกฤษ) และ "ฝรั่งเศสกำลังทำลายผลประโยชน์ของรัสเซีย (ด้วยการผลักสยามไปหาอังกฤษ)" รัสเซียจึงมี "อาวุธทางการทูต" ครบถ้วนที่จะไปคุยกับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสที่จะเรียกมาพบ

พระปิยมหาราชไม่ทรงขอปิยะมิตรคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองต้องทำสิ่งที่พระเจ้าซาร์จะทรงต้องอึดอัดหรือเสียผลประโยชน์ เช่น ให้รัสเซียไปรบกับฝรั่งเศส แต่ทรงให้ "เหตุผล" ที่ทำให้รัสเซียต้องไปจัดการฝรั่งเศสเอง เพราะรัสเซียกำลังทำเพื่อ "ผลประโยชน์ของตัวเอง"

การเมืองแห่งความเป็นจริง สิ่งที่รัสเซียต้องทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาติตนเอง

รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนสภาวะที่สยามเป็น "หมากบนกระดาน" ให้กลายเป็น "ผู้เล่นคนหนึ่งที่กำหนดทิศทางเกม" ได้ ทรงทำให้อำนาจที่เหนือกว่า (รัสเซีย) รู้สึกว่าการช่วยสยามไม่ใช่การทำการกุศล แต่เป็นการ "ป้องกันผลประโยชน์ของตนเอง" ทรงใช้ความขัดแย้งของมหาอำนาจ (อังกฤษ vs ฝรั่งเศส vs รัสเซีย) มาเป็น "เกราะกำบัง" ให้ประเทศไทย

อันที่จริงพระปิยมหาราชทรงแสดงให้รัสเซียรู้ว่า สยามจำเป็นในการคานอำนาจในทวีปยุโรป มหาอำนาจในเวลานั้นคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย

นี่คือ Realpolitik หรือ “การเมืองแห่งความเป็นจริง" อันเป็นศัพท์สำคัญในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าการเมืองแบบปกติคือการทำตามอุดมการณ์ ทำตามความถูกต้อง หรือทำตามสัญญาใจ Realpolitik คือการเมืองที่ทิ้ง "ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี" ไว้ข้างนอกห้อง แล้วเอา "ผลประโยชน์และความอยู่รอดของชาติ" มาวางไว้บนโต๊ะแทน หัวใจของ Realpolitik คือ "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีแต่ผลประโยชน์ถาวร"

ในโลกของ Realpolitik ผู้ปกครองหรือรัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยถามว่า "อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม?" แต่เขาจะถามว่า

"อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วประเทศเราได้ประโยชน์ที่สุด?"
"อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วประเทศเราจะรอดพ้นจากอันตราย?"
"ใครคือคนที่จะช่วยให้เราชนะ หรือช่วยให้เราไม่ต้องแพ้?"

ในการเมืองแห่งความเป็นจริงนั้น รัสเซียย่อมต้องไม่อยากให้อังกฤษได้ดีเกินไป (เช่น เป็นมิตรกับสยามมากเกินไป) หรือฝรั่งเศสชนะขาด (เพราะได้ครอบครองสยามเป็นอาณานิคม) เพราะจะทำให้เหลือเสือสองตัวในยุโรป (ในเวลานั้นชาติมหาอำนาจของทวีปยุโรปคือ รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส)

สยามนั้นเป็นรัฐกันชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะทำให้ทวีปยุโรปยังมีเสือสามตัว การมีเสือเหลือแต่สองตัวเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะจะทะเลาะกันได้ง่ายและรุนแรง รัสเซียต้องช่วยสยามเพื่อไม่ให้อังกฤษหรือฝรั่งเศส ชาติใดชาติหนึ่งชนะขาดจนเหลือเสือสองตัว

สยามในฐานะ "ตัวหมากเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Buffer) เพราะในยุคนั้น "เสือ" ทั้ง 3 ตัวมีแรงจูงใจที่ต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการไม่ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์จนเกินควร

อังกฤษ เป็นเจ้าอาณานิคมที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล (พม่าและมลายู) ต้องการ "เสถียรภาพ" ในภูมิภาคเพื่อการค้า ไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสขยายอิทธิพลมาติดกับเขตอิทธิพลของตนโดยตรงจนเกิดการกระทบกระทั่ง

ฝรั่งเศส เป็นเสือที่กำลังหิวและดุดันที่สุด พยายามกลืนกินสยามเพื่อสร้างอาณาจักรอินโดจีนที่ยิ่งใหญ่ แต่การทำแบบนั้นจะทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็น "มหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลเกินไป" ในเอเชีย ซึ่งรัสเซียและอังกฤษย่อมไม่สบายใจ

รัสเซีย แม้จะอยู่ไกล แต่รัสเซียต้องการรักษา "สถานะมหาอำนาจ" ของตนเอาไว้ การยอมให้สยามถูกฝรั่งเศสกลืนกินแบบเบ็ดเสร็จ หมายถึงการที่ฝรั่งเศสจะแข็งแกร่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจที่รัสเซียต้องรักษากับทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสในยุโรป

การที่รัชกาลที่ 5 ทรงเดินหมากโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์กับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ไม่ใช่แค่เรื่อง "เพื่อนสนิท" เท่านั้น แต่เป็นการ "ดึงรัสเซียเข้ามาในสมการ" เพื่อตอกย้ำทฤษฎีรัฐกันชน

หนึ่ง การสร้างความจำเป็น (Creating Necessity) ของสยาม รัชกาลที่ 5 ทรงทำให้รัสเซียเห็นว่า "ถ้าฝรั่งเศสเอาสยามไปได้ อังกฤษก็จะเสียสมดุล และถ้าอังกฤษเข้ามาจัดการ สยามก็จะหายไป" ดังนั้น รัสเซียในฐานะมหาอำนาจที่สาม จึงมีหน้าที่โดยตรงในการ "รักษาสถานะเดิม" (Status Quo) ของสยามไว้

สอง ทรงเปลี่ยนปัญหาให้เป็นประโยชน์โดยการเปลี่ยน "พื้นที่พิพาท" ให้เป็น "พื้นที่กันชน"ก่อนหน้านี้ สยามถูกมองว่าเป็น "เค้ก" ที่รอการแบ่ง แต่รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนให้สยามกลายเป็น "บานพับประตู" (Hinge) ที่คั่นกลางระหว่างอิทธิพลของอังกฤษและฝรั่งเศส บานพับนี้ต้องแข็งแรงและมีตัวตน หากบานพับหัก (สยามล่มสลาย) ประตูสู่สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสก็จะเปิดออกทันที

รัชกาลที่ 5 ทรงทำในสิ่งที่น้อยคนจะกล้าทำ คือการ "บอกความจริงของโลก" ให้มหาอำนาจฟัง ทรงแสดงให้รัสเซียเห็นว่า "การช่วยสยาม ไม่ใช่การทำบุญ แต่คือการปกป้องผลประโยชน์ของรัสเซียเอง" นี่คือสิ่งที่คนฉลาดและกล้าหาญจึงจะทำได้ และทรงมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสองประการ

เมื่อรัสเซียเห็นแล้วว่าการที่สยามคงอยู่เป็น "ผลประโยชน์แห่งชาติ" (National Interest) ของรัสเซียด้วย รัสเซียจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง "ช่วย" และ "กัน" ไม่ให้ฝรั่งเศสทำรุนแรงเกินไปเป็นการวางหมากที่ทำให้ศัตรู (มหาอำนาจ) กลายเป็นผู้พิทักษ์ (Protector) โดยที่สยามแทบไม่ต้องออกแรงปะทะโดยตรงเลย นี่คือ Realpolitik หรือการเมืองแห่งความจริงขั้นสูงสุด ที่พระปิยมหาราชทรงนำมาใช้จนสำเร็จอย่างงดงาม

Siam reposition เครื่องมือทางการทูตชั้นยอด แต่หาได้ Restructure โครงสร้างอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศไม่

พระปิยมหาราชทรงเป็นนักการทูตชั้นเยี่ยม ทรงตระหนักดีว่า สยามไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้นไม่ ด้วยสยามมีขนาดเล็กเกินไปและมีขุมกำลังทางการเมืองและการทหารตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการไม่อาจจะเทียบเท่าหรือทำอะไรได้

ในขณะเดียวกันก็ทรงวิเคราะห์แล้วว่ามหาอำนาจสามชาติในเวลานั้น หากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองระหว่างประเทศในเวลานั้น ก็มิอาจจะทำได้ ดุลอำนาจระหว่างประเทศ ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายแม้กระทั่งสามชาติมหาอำนาจด้วยกันเอง ในทางตรงกันข้ามมหาอำนาจทั้งสามต่างมีวาระซ่อนเร้น (Hidden agenda) อยู่สองประการ ประการแรก มหาอำนาจอื่นต้องไม่เด่นเกินกว่าตน และสอง ตนเองในฐานะมหาอำนาจก็ต้องไม่ด้อยกว่ามหาอำนาจอื่นเช่นกัน ด้วยความโน้มเอียงเช่นนี้ การรักษาดุลอำนาจในทางการเมืองระหว่างประเทศคือการรักษาสถานภาพเดิม (Status quo) เพื่อมิให้กระทบกันและไม่ให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ไม่ให้ใครได้ดีกว่าใคร

พระปิยมหาราชทรงอ่านสถานะแห่งดุลอำนาจนี้ได้ขาด ทรงวินิจฉัยแล้วว่าทางออกที่ง่ายสุดสำหรับสยามคือการเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งหรือ Siam repositioning ทางการเมืองระหว่างประเทศ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลอำนาจนั้นในอยู่ในสถานะคงเดิมได้ ไม่มีมหาอำนาจใดได้ดีกว่าใคร

การเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งนี้ แม้ในทางการตลาดสมัยใหม่ การเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาด (Market repositioning) ก็มิใช่เรื่องที่อาจจะทำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์หลายชนิด ต้องลงทุนด้วยต้นทุนทางการตลาดสูงมากเพื่อปรับตำแหน่งทางการตลาด จากเดิมที่เป็นตรายี่ห้อเก่าแก่ให้เป็นหนุ่มสาว (Brand rejuvenation) อันทำได้ยากยิ่ง

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ พระปิยมหาราช ทรง repositioning สยามจากเหยื่อการเมืองของมหาอำนาจคือฝรั่งเศสและอังกฤษ ให้เป็นรัฐกันชน (Buffer state) ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยที่รัสเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและคนกลางจะได้ผลประโยชน์จากการรักษาดุลอำนาจให้มีสถานะคงเดิมเอาไว้ ไม่ทำให้อังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นฝ่ายที่ได้ดีกว่ากัน และดีกว่ารัสเซียเสียเองอีกด้วย

Siam repositioning ผ่านการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง และพระบรมฉายาลักษณ์กลางพระราชอุทยาน ณ พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ มหานครเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กจึงเป็นชุดเครื่องมือเชิงสถาบัน (repertoire) ของจักรวรรดินิยมยุโรปอย่างรัสเซีย เท่ากับรัสเซียเปลี่ยนตำแหน่งของสยามจากเหยื่อของมหาอำนาจจากฝรั่งเศส ให้เป็นปิยะมิตรหรือญาติสนิทแห่งราชวงศ์โรมานอฟ แม้สยามจะมีสถานะของรัฐกันชน ที่อาจจะมิได้สง่างามมากนักในทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่สยามยังคงเหลืออธิปไตยอยู่ในระดับหนึ่ง มิถูกแทรกแซงจนต้องตกเป็นอาณานิคม ล่าเป็นเมืองขึ้น และสูญสิ้นเอกราชไป

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนตำแหน่งในทางการตลาดนั้น หากจะยั่งยืนอยู่ได้ตราตรึง ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เพราะหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว เมื่อสร้างภาพลักษณ์ภายนอกหรือตำแหน่งทางการตลาดใหม่โดยปราศจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการจากภายใน ผู้ที่ได้บริโภคย่อมตระหนักว่าตนถูกหลอกแล้วเช่นกัน ดังนั้นนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ (New product/service development) จึงเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการตลาดจากภายใน มิใช่เส้นทางสายเปลือก (Peripheral route) ที่หาจะยั่งยืนได้ไม่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีความคิดแบบเสรีนิยมหัวก้าวหน้า เช่น การพัฒนาประเทศสู่สมัยใหม่ (Modernization) ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน อันได้แก่ ถนน รถไฟ ประปา ไฟฟ้า โทรเลข การทำแผนที่ โรงพยาบาล การไปรษณีย์โทรเลข ล้วนเกิดจากพระราชดำริทั้งสิ้น ในเชิงสังคมเศรษฐกิจ ทรงเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสยามให้ประชาชนสามารถถือครองปัจจัยการผลิตคือการถือครองที่ดินได้ มีโครงการชลประทานขนาดใหญ่มาก ที่ทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงจากการหาเลี้ยงชีพไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร มีการปฏิรูปการศึกษา การเลิกระบบไพร่และทาส การปฏิรูปกฎหมายไปสู่ระบบประมวลกฎหมายแบบสากล

อาจกล่าวได้ว่า Siam repositioning ที่ St. Petersburg และต่อมาที่เสด็จมหานครปารีสและประเทศอื่น ๆ ในยุโรปนั้น เป็นเส้นทางภายนอกสู่การเปลี่ยนตำแหน่งสยาม (External route towards Siam repositioning)หรือ ในขณะที่การทำประเทศไปสู่สมัยใหม่ การสร้างรัฐชาติ การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน การปฏิรูประบบภาษี และอื่น ๆ อีกมากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดรัชสมัยในสยาม เป็นเส้นทางภายในสู่การเปลี่ยนตำแหน่งสยาม (Internal route towards Siam repositioning) ที่ยั่งยืนกว่าอันเป็นการปรับตัวภายในของสยามในเชิงโครงสร้างและในเชิงสถาบันเองให้สอดคล้องกับมาตรฐานของระเบียบโลก (World order) ในขณะนั้น ภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างดุลอำนาจระหว่างประเทศที่สยามมิอาจจะเป็นผู้กำหนดเองได้ แต่ต้องเล่นและวางตำแหน่งของตนเองให้เหมาะและพอดี ที่อาจจะเป็นแนวนโยบายการต่างประเทศแบบไผ่ลู่ลมของสยามหรือของประเทศไทยมาตราบจนปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตามด้วยพระปรีชาสามารถและความจริงใจของพระปิยมหาราชก็นำไปสู่การปฏิบัติต่อสยามด้วยความจริงใจจากปิยะมิตรแห่งปิยมหาราชคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองอย่างทัดเทียมกัน

ความจริงใจของปิยะมิตรในการช่วยเหลือปิยมหาราชอย่างเข้มแข็ง

ความเข้าอกเข้าใจของปิยมิตรอย่างรัสเซียที่มีต่อสยาม รัสเซียคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและเคาน์มูราวีฟ ได้เห็นความลำบากของไทย ตรงกับที่ไทยเรารู้สึกและเผชิญ

อย่างไรก็ตามความเห็นอกเห็นใจ หรือ empathy ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำ ความเห็นใจเข้าอกเข้าใจอาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะไม่ได้ช่วยจริง

สิ่งที่แสดงความจริงใจอย่างมากของปิยะมิตรแห่งปิยมหาราชอย่างที่สุดคือการลงมือกระทำเพื่อช่วยเหลือ เพราะ

หนึ่ง พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองหรือเคาน์มูราวีฟจะทรงเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสใน St. Petersburg มาพูดเรื่อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จปารีสในอีกไม่นาน โดยทางรัสเซียรับปากแข็งแรง นอกจากนี้

สอง ทางรัสเซียจะเขียนจดหมายถึง มงซิเออฮาโนโต รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จปารีส ความจริงใจของรัสเซียถึงกับรับปากจะส่งจดหมายที่จะส่งไปยังมงซิเออฮาโนโต รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ให้รัชกาลที่ห้าได้ทอดพระเนตรก่อนจะส่งไปยังปารีส

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงรับปากว่าจะทรงกำชับผ่านช่องทางทางการทูต (เรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมาพบ) เพื่อให้แน่ใจว่า ฝรั่งเศสจะรับเสด็จรัชกาลที่ 5 อย่างสมเกียรติในฐานะ "พระมหา กษัตริย์ผู้มีอธิปไตย" ไม่ใช่ฐานะอื่นใด นี่คือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์กดดันผ่านสถานะที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงมีเหนือกว่าในทางนิตินัย

ในขณะนั้น ฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย (Franco-Russian Alliance) ดังนั้น "พระสุร เสียงของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง" คือกฎสำหรับนักการเมืองฝรั่งเศส การที่พระเจ้าซาร์ทรงเขียนจดหมายกำชับไปถึงปารีส (ไม่ว่าจะถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศสหรือผ่านกระทรวงการต่างประเทศของฮาโนโต) ถือเป็นการ "ประกาศตัวประกัน" ให้ฝรั่งเศสทราบว่า หากใครทำอะไรไม่ดีกับรัชกาลที่ 5 ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติพระเจ้าซาร์ด้วย

การที่พระเจ้าซาร์นำร่างจดหมายหรือแจ้งรายละเอียดในจดหมายให้รัชกาลที่ 5 ทรงอ่านก่อนส่งจริง เป็นการแสดง "ความจริงใจสูงสุด" ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงวางพระทัยได้ 100% ว่ารัสเซียเอาจริงและพร้อมจะหนุนหลังเต็มที่ ไม่ใช่แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย

ยุทธวิธีที่พระเจ้าซาร์ทรงทำให้รัชกาลที่ 5 นี้ เปลี่ยนสถานะของรัชกาลที่ 5 จาก "ผู้ที่กำลังถูกกดดัน" ให้กลายเป็น "แขกผู้มีเกียรติของพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศส" * ฝรั่งเศสไม่สามารถแสดงกิริยาดูหมิ่น หรือพยายามบังคับให้สยามทำอะไรที่ไม่เป็นธรรมต่อหน้าพระพักตร์ขณะที่รัสเซียกำลังจับตาดูอยู่

การรับเสด็จที่ปารีสจึงกลายเป็นงานใหญ่ระดับรัฐพิธี ที่ทั่วโลกเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ว่า "สยามคือรัฐอธิปไตยที่ได้รับการยอมรับจากมหาอำนาจระดับโลก" ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในเวลานั้น นี่คือหลักฐานของการใช้ "Soft Power" (ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์) ผสานกับ "Hard Power" (อำนาจทางการเมืองของรัสเซีย) เพื่อรักษาเอกราชของชาติ

ในสายตาของผู้เขียนมีความเห็นว่า พระราชโทรเลขนี้มีความสำคัญยิ่งสองประการ

ประการแรก พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงเป็นปิยะมิตรแห่งพระปิยมหาราชอย่างแท้จริง เพราะมิตรในยามยากคือมิตรแท้ (A friend in need is a friend indeed.) ในยามที่สยามต้องการความช่วยเหลือและความจริงใจ พระองค์มิได้ทรงทิ้งหรือทรงหมางเมินพระปิยมหาราช กลับทรงช่วยด้วยความเต็มพระทัยยิ่ง

ประการสอง พระปิยมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ชาญฉลาดระดับอัจฉริยะ กล้าหาญ รักชาติและประชาชน อันเราจะเห็นได้จากวิธีหรือแนวทางในการทรงเจรจากับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองที่ทำให้ประเทศไทยดำรงรักษาเอกราช รักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติได้ตราบจนปัจจุบัน

พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (กลาง) ทรงฉายพร้อมด้วยพระอนุชาคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ซ้าย) เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขวา) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในงานประจำปีวัดเบญจมบพิตรเมื่อ พ.ศ. 2447 โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า “มือซ้ายขวามาถ่ายรูปด้วยกัน”