เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องเริ่มต้นด้วยการขออนุญาตแนะนำชี้นำให้บรรดาผู้ที่สนใจเรื่องราวความเป็นไปของโลกโดยเฉพาะสงครามความขัดแย้งใน “แนวรบตะวันออกกลาง”ระหว่างอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านว่าอย่าถึงกับต้องไปเปิดช่องเปิดถ่างความรับรู้ให้กับสิ่งที่จะเข้ามา “ปรุงแต่ง”ประสาทสัมผัสทั้ง5หรือ “อายตนะ”ทั้งหลายแบบชนิดโล่งโจ้งมากมายจนเกินไปไม่งั้น...โอกาสที่จะปวดหัวเวียนเฮดประสาทค้างย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ ด้วยเหตุเพราะบรรดา “ข้อมูล-ข่าวสาร”ในโลกยุคนี้ หรือโลกสมัยใหม่อันเต็มไปด้วยช่องทางในการเผยแพร่สื่อสารไม่รู้จะกี่ต่อกี่ล้านเว็บ ชนิดแทบไม่รู้ว่าอะไรจริง-อะไรเท็จ อะไรหลอก-อะไรจริง อะไรน่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ฯลฯ มากหรือน้อยขนาดไหน อาจก่อให้เกิดอาการมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ เอาง่ายๆ...
ยิ่งถ้าลองคิดจะเอียงหูไปฟังอะไรต่อมิอะไรจากผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ที่ออกอาการ “บ้าสมบูรณ์แบบ”ด้วยแล้วยิ่งมีแต่ “โกบิ๊ก-ไปกันใหญ่”เพราะอย่างที่ประธานสภาอิหร่าน “Mohammad Bagher Ghalibaf”ท่านถึงกับต้องลงทุนลงแรงเก็บตัวเลขสถิติแล้วนำมาแจกแจงใครต่อใครไปเมื่อวัน-สองวันนี้ ด้วยการสรุปว่า...ขีดความสามารถในการ “โกหก”ของผู้นำอเมริกา ไม่ว่าด้วยการให้สัมภาษณ์หรือการโพสต์การทวีต อะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ เป็นไปในแบบ “โกหกไม่น้อยกว่า7ครั้งภายในช่วงเวลาประมาณ1ชั่วโมง”นี่...บ้า-ไม่-บ้าประสาท-ไม่ประสาทสำหรับใครก็แล้วแต่ที่ยังคิดจะเงี่ยหูฟัง “ทรัมป์บ้า”เพื่อเอามาซื้อหุ้นปั่นหุ้นหรือเพื่ออะไรก็ตามที ย่อมมีโอกาสบ้าตามไปด้วยอย่างช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ...
ด้วยเหตุนี้...ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายการหยุดยิง-ไม่หยุดยิงที่จะหมดวาระกันในวันนี้-พรุ่งนี้ น่าจะลองหันไปฟังสิ่งที่ออกจะมีน้ำหนักน่าเชื่อน่าจะนำมาพิจารณาใคร่ครวญหวนคิดแบบจริงๆ จังๆ นั่นก็คือ “คำแถลงการณ์”อย่างเป็นทางการของ “สภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย”หรือ “Russia Security Council”อันเป็นองค์กรหรือสถาบันที่มีทั้งผู้นำรัสเซียประธานาธิบดี “Vladimir Putin”รัฐมนตรีกลาโหม “Andrey Belousov”และเลขาธิการสภาฯ “พลเอกSergei Shoigu”นั่งรวมอยู่ในองค์กรแห่งนี้และได้นำเอาสิ่งที่น่าคิดน่าพิจารณามาเผยแพร่หรือนำมา “เตือน”ใครต่อใครไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วโดยเฉพาะถ้อยคำบางวรรคบางประโยคที่ระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า... “อเมริกาและอิสราเอลกำลังจะใช้การเจรจาสันติภาพเพื่อเปิดปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินต่ออิหร่านโดยมีสิ่งบอกเหตุก็คือการเพิ่มจำนวนทหารและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่องต่อภูมิภาคแห่งนี้...”
นี่...อันนี้นี่แหละที่น่าเก็บมาคิดมาพิจารณาโดยไม่ต้องเสียเวลาไปฟังการปั่นหุ้นการช้อนซื้อ-เทขาย การโกหกชั่วโมงละ 7 ครั้งของผู้นำอเมริกาให้ต้องชุลมุนวุ่นวายโดยใช่เหตุไม่ว่าการคุยโวโอ้อวดถึงชัยชนะแบบครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ฐานบัญชาการในตะวันออกกลางถูกถล่มไปแล้ว 13 แห่ง ชนิดราบเรียบเป็นหน้ากลอง เครื่องบินรบ เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน ฯลฯ ถูกสอยถูกเสียบแบบชนิดไม่เว้นแต่ละวัน การคิดจะควบคุมช่องแคบ “Hormuz”คิดจะบุกเข้าไปขโมยยูเรเนียมที่ได้รับการเสริมสมรรถนะไปแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์หรือคิดเข้าไป “ลบล้างอารยธรรม”อิหร่านที่มีอายุนับพันๆ ปีให้กลับไปสู่ “ยุคหิน”ฯลฯ ให้จงได้!!!
คือถ้ามองถึงการเพิ่มจำนวนทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างที่สภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซียเขาได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้มันก็น่าจะเป็นไปในแบบที่อดีตนักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ “John Ray” เขาว่าเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วนั่นแหละ ว่า “When war begins, the Devil makes hell bigger.” หรือ “เมื่อสงครามเริ่มต้นเจ้าปิศาจก็ได้เวลาขยายนรกให้ใหญ่ขึ้น!!!” การเพิ่มจำนวนทหารอเมริกันอีกถึง 50,000 นาย นาวิกโยธินอีก 2,500 นาย โดยเฉพาะหน่วยยกพลขึ้นบกจากเรือ “USS Boxer” แถมยังมีเรือบรรทุกเครื่อง “USS George H.W. Bush” เรือ “USS Abaham Lincoln” รวมทั้งเรือ “USS Gerald R. Ford” หวนกลับมาร่วมในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียอีกด้วย ไปจนถึงเครื่องบินรบแต่ละประเภทนับร้อยนับพันทำให้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคิดจะ “ขยายนรกให้ใหญ่ขึ้น” ของคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์อิสราเอลคงเริ่มต้นในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ แม้ว่า “ทหารอเมริกัน” ในแต่ละรายโดยเฉพาะในเรือ “USS Boxer” จะเริ่มออกอาการขวัญหาย-ขวัญอ่อนเมื่อต้องรับประทานแป้งตอติญ่ากับเนื้อบดแค่ไม่กี่ชิ้นจนต้องออกมาโพสต์ถึงความ “อดอยาก-ปากแห้ง” ของกองทัพอเมริกาให้เป็นที่รับรู้รับทราบเมื่อวัน-สองวันมานี้...
และแน่นอนว่า...ฝ่ายอิหร่านเขาก็คงไม่ได้เพลิดเพลินหรือมึนๆ งงๆ อยู่กับ “การเจรจา” ของ “ทรัมป์บ้า” และรองประธานาธิบดี รวมทั้งสายลับ “Mossad” ผู้มีสถานะเป็นลูกเขยและเพื่อนประธานาธิบดีอเมริกามากมายสักเท่าไหร่ ถ้าฟังจากน้ำเสียงของศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีอดีตอาสาสมัครสงคราม “อิหร่าน-อิรัก” ที่รอดตายจากอาวุธเคมีของ “ซัดดัมฮุสเซน” และกลายมาเป็นโฆษกผู้รักชาติรักแผ่นดินและอารยธรรมของชาวเปอร์เซียอย่างน่ายกย่องน่าประทับใจเอามากๆ คือ “Dr.Mohammad Marandi” ที่ได้ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ต่างๆ ไม่เพียงแต่ฝ่ายอิหร่านเขาจะมองเห็นถึงความเป็นไปได้ในการ “บุกภาคพื้นดิน” ของกองทัพอเมริกาและอิสราเอลในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ เขายังได้วาดภาพถึงฉากสถานการณ์นับจากนั้นเอาไว้ด้วยว่าอาจนำไปสู่การยึดเกาะโน่นเกาะนี่ยึดพื้นที่บางส่วนบางแห่งของอิหร่านเอาไว้ด้วยเช่นกัน ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็น “เป้าเคลื่อนที่” หรือก่อนที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของผู้บุกรุกอย่างกองทัพอเมริกัน-อิสราเอลในบั้นปลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...นั่นแล...
จริง-ไม่จริงเชื่อ-ไม่เชื่อ...ก็คงต้องค่อยๆ ติดตามไปเป็นระยะๆ แต่ก็อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละว่าสงครามอิหร่านหรือสงครามใน “แนวรบตะวันออกกลาง” คราวนี้มันคือสงครามเพื่อ “เปลี่ยนโลก” ไม่ใช่แค่ในแนวรบใด-แนวรบหนึ่งเป็นการเฉพาะแต่ทุกๆ แนวรบนั่นแหละไม่ว่า “แนวรบยุโรปตะวันออก” หรือ “แนวรบทะเลจีนใต้” ต่างมีความเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกันแบบชนิดแยกไม่ออกตัดไม่ได้-ขายไม่ขาด หรือแทบไม่ต้องเสียเวลา “ตั้งคำถาม” ว่าจีน ว่ารัสเซีย จะช่วยเหลืออิหร่านมาก-น้อยขนาดไหน??? ช่วยส่งจรวดส่งเรดาร์ ฯลฯ หรือไม่? ประการใด? เพราะภายใต้สงครามเปลี่ยนโลกหรือสงครามระหว่าง “โลกเหนือกับโลกใต้” “โลกขั้วอำนาจเดียวกับโลกหลายขั้วอำนาจ” ชัยชนะและความพ่ายแพ้ของแนวรบหนึ่ง-แนวรบใดก็คือชัยชนะและความพ่ายแพ้ของทุกๆแนวรบนั่นเอง...
ดังนั้น...สิ่งที่ผู้นำจีนประธานาธิบดี “สีจิ้นผิง” ท่านได้นำเสนอระหว่างการมาเยือนของมกุฎราชกุมารอาบูดาบีหรือ “Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan”เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา(14เม.ย.)ที่เรียกๆ กันว่า “ข้อเสนอ 4 ข้อ” ของจีนจึงสามารถนำมาใช้เป็นคำตอบคำอธิบายถึงความเป็นไปของแนวรบด้านนี้ได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ 1.การอยู่ร่วมโดยสันติของบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ 2.การยึดมั่นหลักการแห่งการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ 3.การให้ความยอมรับต่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่ “กฎแห่งป่า” และ 4.การร่วมกันสร้างบรรยากาศแวดล้อมแห่งการพัฒนาโดยถ้าลอง “แปลจีนเป็นไทย” ย่อมหนีไม่พ้นต้องหมายถึงการที่ประเทศใดๆ ในภูมิภาคแห่งนี้เลิกสร้างความระแวงสงสัยด้วยการเปิดพื้นที่เปิดฐานทัพให้กับประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคมารุมถล่มเพื่อนบ้านของตัวเองอย่างเท่าที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้ หรือการเสนอให้ร่วมกัน “ถีบฐานทัพสหรัฐฯ” ที่มักอาศัย “กฎแห่งป่า” เป็นเครื่องมือออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางให้รู้แล้วรู้แรดไปซะที...นั่นแล...
ส่วนการควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงานระดับ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของโลกอย่างช่องแคบ “Hormuz” แม้ในอนาคตอาจผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมอยู่มั่งแต่ถ้าใช้ “ภาพจำลอง” ของช่องแคบ “Dardanelles” บริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกีที่เป็นช่องทางเชื่อมระหว่างทะเลอีเจียนกับทะเลมาร์มาราและได้รับการรับรองโดยองค์กรกลางอย่างสหประชาชาติตามสนธิสัญญา “Montreux Convention” ปี ค.ศ.1936 ให้ประเทศตุรกีเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยเปิดเสรีในยามสันติสำหรับเรือสินค้าทั้งหลาย ยกเว้นแต่เรือรบเท่านั้นที่ต้องจำกัดการเข้าๆ - ออกๆ ดังที่อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญทางทหารที่มีความละเอียดลึกซึ้งมองกว้างมองไกลเอามากๆ อย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” ท่านได้จุดประกายเอาไว้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่น่าจะถึงกับเป็น “ปัญหา” หรือเป็นอุปสรรคขัดขวางใดๆ ต่อการ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ของประเทศต่างๆ ไม่ว่าในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกก็ตามเรียกว่า...ไม่ถึงกับต้องไปรวบรวมบรรดาประเทศถึง 49 ประเทศมาหาทางร่วมเปิดช่องแคบแห่งนี้ ดังที่ผู้นำอังกฤษและฝรั่งเศสพยายาม “ส.ใส่เกือก” แบบไม่ได้เรื่องจนอาจต้องกลายเป็นเรื่องจนได้อีก ทั้งยังสามารถใช้เป็น “หลักประกัน” สำหรับอิหร่านโดยไม่ต้องเสียเวลาไป “เสริมสมรรถนะยูเรเนียม” ให้ต้องสับสนวุ่นวายอีกต่อไป...
หรือโดยสรุปรวมความแล้ว...สำหรับผู้ที่มี “สติ” และ “ปัญญา” มองเห็นความเป็นไปของโลกว่ามิอาจหวนกลับคืนไปสู่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” โลกที่พยายามควบคุมบังคับใครต่อใครด้วยกองทัพอเมริกาด้วยเผด็จการดอลลาร์ไปจนความพยายามควบคุมการขนส่งพลังงานในระดับโลกดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายSergey Lavrov” ท่านออกมาแฉโพยถึงความปรารถนา-ต้องการของรัฐบาลอเมริกันปัจจุบันแบบซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่าได้ต่อไปอีกแล้ว ย่อมไม่พึงต้องสงสัยต่อไปอีกเลยว่า...ความร่วมมือของ “จีน-รัสเซีย-อิหร่าน” รวมทั้งบรรดาประเทศ “ซีกโลกใต้” ทั้งหลายเพื่อผลักดันให้เกิด “ระเบียบโลกแบบใหม่” ภายใต้ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ให้จงได้ย่อมต้องได้รับ “ชัยชนะ” ในบั้นปลายหรือใน “สงครามครั้งสุดท้าย” อย่างจริงแท้-แน่นอน...


