รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Alexander III) ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซียที่มีบุคลิกโดดเด่นและทรงอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในฐานะ "พระราชบิดา" ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เจ้าของบันทึกการเดินทาง Travel in the East ผู้เสด็จเยือนสยามเมื่อ 135 ปีก่อนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช และเป็นการผูกแห่งมิตรอันยั่งยืนของสองแผ่นดินอันทำให้ประเทศไทยยังคงดำรงเอกราชได้ท่ามกลางพายุรุนแรงแห่งการล่าอาณานิคม
ประวัติของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 มีประเด็นสำคัญดังนี้
1. ฉายา "The Peacemaker" (ผู้พิทักษ์สันติ)
แม้พระองค์จะมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ (สูงถึง 190 ซม.) และดูน่าเกรงขาม แต่ตลอดรัชสมัยของพระองค์ (ค.ศ. 1881–1894) รัสเซียแทบจะไม่มีการทำสงครามใหญ่เลย พระองค์เน้นการสร้างความมั่นคงภายในและการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในยุโรป
2. นโยบาย "ถอยหลังกลับ" (Reactionary Policy)
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ท่ามกลางโศกนาฏกรรม เนื่องจากพระราชบิดา (อเล็กซานเดอร์ที่ 2) ถูกลอบปลงพระชนม์โดยกลุ่มหัวรุนแรง เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์ทรงเชื่อว่า "ระบอบประชาธิปไตยหรือการปฏิรูปที่เสรีเกินไปจะทำลายรัสเซีย"
นโยบายหลัก ทรงยกเลิกแผนการปฏิรูปการเมืองหลายอย่าง และหันมาใช้ระบบ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ที่เข้มงวด
Russification ทรงส่งเสริมความเป็นรัสเซียอย่างสุดโต่ง (ภาษาเดียว ศาสนาเดียว และผู้นำเดียว) เพื่อสร้างเอกภาพในจักรวรรดิที่กว้างใหญ่
3. การปฏิวัติอุตสาหกรรมและรถไฟสายไซบีเรีย
แม้จะหัวโบราณทางการเมือง แต่พระองค์ทรงมีความคิดก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาก ทรงเป็นผู้วางรากฐานการสร้าง ทางรถไฟสายไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่ปรากฏในแผนที่ที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จ
ทรงส่งมกุฎราชกุมาร (Tsesarevich) นิโคลัสเสด็จประพาสตะวันออก (รวมถึงสยาม) ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับยุคสมัยใหม่ที่รัสเซียจะขยายอำนาจมาทางเอเชีย
พระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่เคร่งครัดแต่รักครอบครัวมาก ทรงอภิเษกสมรสกับ จักรพรรดินีมารีอา เฟโอดอรอฟนา (Maria Feodorovna --Dagmar of Denmark เจ้าหญิงดักมาร์แห่งเดนมาร์ก) ซึ่งทั้งสองพระองค์มีบุคลิกที่ส่งเสริมกันอย่างมาก
พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ทรงสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1894 (เพียง 2 ปีก่อนที่หนังสือ Travels in the East ฉบับภาษาอังกฤษจะพิมพ์เสร็จ)
การที่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (พระราชบิดา) มีพระบรมราชโองการให้ เจ้าชายอุคตอมสกี (Prince Esper Esperovich Ukhtomsky) ผู้เชี่ยวชาญและหลงไหลศิลปะและโบราณคดีของเอเชีย ซึ่งร่วมตามเสด็จมกุฎราชกุมารนิโคลัส ทรงเขียนบันทึกการเสด็จประพาสตะวันออกของมกุฎราชกุมารนิโคลัสต่อมาคือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง อย่างละเอียดและหรูหรานั้น ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกความทรงจำส่วนพระองค์ แต่เป็น "กลยุทธ์ทางการเมืองระดับโลก" ที่ถูกวางแผนมาอย่างดี โดยมีเหตุผลหลักดังนี้
1. การประกาศนโยบาย "มุ่งสู่ตะวันออก" (The Eastern Pivot)
ในยุคนั้น รัสเซียพยายามสร้างอัตลักษณ์ใหม่ว่าตนเองไม่ใช่แค่ "ติ่งของยุโรป" แต่เป็น "มหาอำนาจแห่งยูเรเชีย" การเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษที่เซอร์ จอร์จ เบิร์ดวูด (Sir George Birdwood) เป็นบรรณาธิการฉบับภาษาอังกฤษ เป็นนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงมากด้านบูรพทิศศึกษา (Oriental studies) ในเวลานั้น อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัสเซียมีอิทธิพลและมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับอาณาจักรในเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย สยาม จีน ไปจนถึงญี่ปุ่น
2. การสร้างความชอบธรรมให้แก่การสร้าง "ทางรถไฟสายไซบีเรีย"
ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของการเสด็จครั้งนี้คือการที่นิโคลัสไปวางศิลาฤกษ์การสร้างทางรถไฟสายไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) ทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก ที่วลาดีวอสต็อก (Vladivostok) ทางฝั่งทวีปเอเชียไปยังรัสเซียในทวีปยุโรป
หนังสือของอุคตอมสกีทำหน้าที่เป็น "สื่อประชาสัมพันธ์" เพื่อบอกชาวรัสเซียและชาวโลกว่า เส้นทางรถไฟนี้จะเชื่อมต่ออารยธรรมตะวันออกที่มั่งคั่ง (ซึ่งในเล่มบรรยายไว้อย่างวิจิตรบรรจง) เข้ากับรัสเซีย เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล
3. การเผยแพร่อุดมการณ์ "Pan-Asianism" ของอุคตอมสกี
อุคตอมสกีมีความเชื่อส่วนตัว (ซึ่งพระเจ้าซาร์ทรงสนับสนุน) ว่า รัสเซียมีภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการปกป้องตะวันออก
บันทึกนี้จึงพยายามชี้ให้เห็นว่า ชาวเอเชียต้อนรับรัสเซียด้วยความเต็มใจและให้เกียรติ (ต่างจากที่มองเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศส)
การเขียนถึงสยามอย่างเชิดชูในฐานะรัฐเอกราชที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง ก็เพื่อแสดงว่ารัสเซียสนับสนุนเอกราชของชาติเอเชีย (ซึ่งเป็นการคานอำนาจกับฝรั่งเศสและอังกฤษไปในตัว)
4. การเตรียมตัวเป็น "จักรพรรดิ" ของมกุฎราชกุมารนิโคลัส
พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ทรงต้องการให้ชาวโลกและพสกนิกรชาวรัสเซียเห็นว่า มกุฎราชกุมารของพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง รู้จักโลกกว้าง และได้รับการยอมรับจากกษัตริย์และผู้นำทั่วเอเชีย
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือน "แฟ้มผลงาน" (Portfolio) ระดับสากลที่แสดงถึงความสง่างามและความสำเร็จทางการทูตของนิโคลัสก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์องค์ต่อไป
5. งานศิลปะในฐานะเครื่องมือทางการทูต
การที่หนังสือเล่มนี้ใช้เทคนิคการพิมพ์ขั้นสูงอย่างภาพพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์โลหะที่กัดด้วยแสง (Heliogravure) และการแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูน (Wood Engraving) เพื่อให้น่าเชื่อถือและทรงคุณค่า
เมื่อหนังสือเล่มนี้ถูกส่งไปยังราชสำนักต่าง ๆ ทั่วโลก (รวมถึงราชสำนักสยาม) มันทำงานแทนคำพูดว่า "รัสเซียคือพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ รุ่มรวย และใส่ใจในรายละเอียดของเพื่อนบ้าน"
หนังสือเล่มนี้คือ "อาวุธทางซอฟต์พาวเวอร์" (Soft Power) ของจักรวรรดิรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ตามแนวคิดของ Joseph Nye ศาสตราจารย์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยนี้ ที่ใช้ความงามของศิลปะและภาษาเพื่อสื่อสารนโยบายการเมืองระหว่างประเทศที่แยบยลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
แผนที่เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของมกุฎราชกุมารซาเรวิซ แห่งรัสเซีย ตามที่บันทึกในหนังสือ Travel in the East
หนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นการบันทึกมุมมองทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของสยามในสายตาชาวรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) หรือเมื่อ 135 ปีก่อน
บันทึกรายละเอียดการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า "Eastern Journey of Nicholas II" ระหว่างปี ค.ศ. 1890–1891 ซึ่งเป็นการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ได้แก่ อียิปต์, อินเดีย, ซีลอน (ศรีลังกา), ชวา (อินโดนีเซีย), สยาม (ไทย), จีน และญี่ปุ่น
เนื้อหาภายในเป็นการบรรยายอย่างละเอียดถึงการต้อนรับของเจ้าเมืองต่างๆ สภาพสังคม วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และศิลปวัตถุที่พบเห็น
หนังสือ Travel in the East นั้นเมื่อ พ.ศ. 2540 กรมศิลปากร ได้แปลบทที่ 30 ในชื่อ การเสด็จเยือนประเทศสยาม (ตัดตอนจาก การเสด็จประพาสประเทศทางตะวันออก) ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ค.ศ. 1890-1891 อันเป็นวาระครบรอบ 100 ปีความสัมพันธ์ไทยรัสเซีย จึงได้มีการแปลหนังสือเล่มนี้ในบทที่เกี่ยวกับประเทศไทย
ความสำคัญต่อไทย ในเล่มนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการเสด็จเยือน "สยาม" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟ
แผนที่นี้แสดงเส้นทางการเสด็จประพาสตะวันออก (Eastern Journey) ครั้งประวัติศาสตร์ของมกุฎราช กุมารนิโคลัสแห่งรัสเซีย (ต่อมาคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ระหว่างค.ศ. 1890–1891 ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยาวนานและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งของราชวงศ์ระดับโลกในยุคนั้น โดยสามารถแบ่งเส้นทางตามสีที่ปรากฏในแผนที่ได้ดังนี้ครับ:
1. เส้นทางทางเรือ (เส้นประสีน้ำเงิน)
คือหัวใจหลักของการเสด็จครั้งนี้ โดยใช้เรือรบหุ้มเกราะ Pamiat Azova (Memory of Azov) ออกเดินทางจากยุโรปมุ่งสู่เอเชีย
จากยุโรปสู่แอฟริกาและตะวันออกกลาง เริ่มต้นจากเมืองทรีเอสต์ (Trieste) ผ่านกรีซ อียิปต์ (ผ่านคลองสุเอซ) และลงมายังเอเดน (Aden) ในเยเมน
เข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย เสด็จไปยังอินเดียและซีลอน (ศรีลังกา) โดยแวะเมืองสำคัญอย่างบอมเบย์ (มุมไบ) และโคลัมโบ
มุ่งสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นทางสีน้ำเงินลากผ่าน สิงคโปร์ เข้าสู่ เกาะชวา (Batavia/Jakarta) ก่อนจะย้อนกลับขึ้นมายัง กรุงเทพฯ (Bangkok) และมุ่งหน้าไปยัง ไซง่อน (Saigon)
จากเอเชียตะวันออก จากไซง่อนเสด็จต่อไปยังฮ่องกง จีน และสิ้นสุดเส้นทางทางเรือที่ ญี่ปุ่น (ซึ่งเกิดเหตุการณ์สำคัญคือการลอบปลงพระชนม์ที่เมืองโอตสึ)
2. เส้นทางบกและการเดินทางภายใน (เส้นประสีเขียว)
เส้นนี้แสดงการเดินทางย่อยในแต่ละจุดที่แวะพัก ซึ่งมีการเสด็จลึกเข้าไปในแผ่นดิน
ในอียิปต์ มีการเสด็จขึ้นไปตามแม่น้ำไนล์
ในอินเดีย มีการเดินทางด้วยรถไฟและขบวนเดินทางบกครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ทั้งในอินเดียตอนกลางและตอนเหนือ
3. เส้นทางข้ามทวีปไซบีเรีย (เส้นประสีแดง/น้ำตาล)
นี่คือเส้นทางขากลับที่สำคัญมากในเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย จากวลาดิวอสต็อก (Vladivostok) หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ญี่ปุ่น พระองค์เสด็จขึ้นฝั่งที่เมืองวลาดิวอสต็อก ทางตะวันออกสุดของรัสเซีย เพื่อทำพิธีวางศิลาฤกษ์การสร้าง ทางรถไฟสายไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) ข้ามทวีป จากนั้นเสด็จกลับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St. Petersburg) เมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซียในเวลานั้น โดยการเดินทางบกข้ามทวีปเอเชีย-ยุโรป ผ่านเมืองสำคัญอย่าง ทอมสค์ (Tomsk), โอมสค์ (Omsk), อูราล (Urals) จนถึงมอสโก (Moscow) และสิ้นสุดที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
จุดสังเกตสำหรับประเทศไทยและการเสด็จพระนคร (Bangkok) ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง
ในแผนที่นี้จะเห็นเส้นสีน้ำเงินลากเป็นรูปตัว "V" เข้ามาที่อ่าวไทยแล้วออกไปทางไซง่อน นั่นคือช่วงเดือน มีนาคม ค.ศ. 1891 ที่พระองค์เสด็จเยือนสยามในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสยามและรัสเซีย
แผนที่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกการเดินทาง แต่เป็นหลักฐานการขยายอิทธิพลทางการทูตและยุทธศาสตร์ "มุ่งสู่ตะวันออก" ของจักรวรรดิรัสเซียในสมัยนั้นอย่างชัดเจน
จากหนังสือ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2433 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561 ได้บันทึกเส้นเวลา (Timeline) ของการเสด็จเยือนสยามของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ไว้ดังนี้
19 กุมภาพันธ์ 2433
-สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จลงเรือมกุฎราชกุมาร ออกจากท่าราชวรดิฐ มุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์
22 กุมภาพันธ์ 2433
-สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จถึงสิงคโปร์ ทรงพบกงสุลรัสเซีย ม. ไววอดเซฟฟ และ แอดมิราล นาซีมอฟฟ แม่ทัพเรือรบรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก
2 มีนาคม 2433
-เรือพระที่นั่ง Pamat Azova ของจักรวรรดิรัสเซียมาถึงสิงคโปร์พร้อมพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพอัญเชิญพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปพระราชทานบนเรือ
- เวลา 17.00 น. พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เสด็จลงเยี่ยมสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตอบ มีพระราชหัตถ เลขาตอบรับการทูลเชิญเสด็จเยือนสยาม มาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพด้วยเรือรบรัสเซียหนึ่งลำชื่อเรือโกริซ
4 มีนาคม 2433-7 มีนาคม 2433
- เรือรบโกริซและเรือมกุฎราชกุมารเดินทางจากสิงคโปร์มายังกรุงเทพ
18 มีนาคม 2433
- พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสนาบดีกระทรวงวัง เสด็จออกไปรอรับเสด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ที่ปากน้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรปราการ
19 มีนาคม 2433
- เรือพระที่นั่งของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเดินทางมาถึงปากน้ำเจ้าพระยา ยิงสลุตถวาย 21 นัด เจ้านายฝ่ายไทยเสด็จลงไปถวายการต้อนรับบนเรือพระที่นั่งของรัสเซีย ตลอดทางเสด็จพระราชดำเนินมีการยิงสลุตคำนับถวาย 21 นัดตลอดระยะทางบนลำน้ำ เช่น ที่ป้อมผีเสื้อสมุทร ที่ป้อมเมืองนครเขื่อนขันธ์ ฯลฯ
20 มีนาคม 2433
- พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จขึ้นที่ท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร รับเสด็จพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ ในพระบรมมหาราชวังมีการตกแต่งอย่างใหญ่โตอลังการ
- พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
- พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์ แล้วเสด็จพระราชทานเดินไปส่งพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองที่พระราชวังสราญรมย์ อันจัดถวายเป็นที่ประทับ
- พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จทอดพระเนตรสวนสราญรมย์ในช่วงเวลาห้าโมงเย็น ทอดพระเนตรเรือนกล้วยไม้ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เสด็จออกณ ท้องสนามไชย ทอดพระเนตรรำทวน รำกระบี่กระบองและตะกร้อ
เวลา 19.00 น. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี-พระราชอิสริยยศในเวลานั้น) เสด็จลงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท จัดเลี้ยงถวายพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เชิญเสด็จไปเสวยเย็นที่พระที่นั่งมูลสถานบรมอาศน์ และเชิญเสด็จรับรองที่พระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร โดยที่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จร่วมงานรับรองถวายตลอดทุกรายการ งานเลิกเวลา 22.30 น.
21 มีนาคม 2433
-เวลาย่ำรุ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งไปยังพระราชวังบางปะอิน ประทับแรม ณ พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ
-เวลาเช้า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำเสด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ทอดพระเนตรวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
-เวลากลางวัน พระบรมวงศานุวงศ์ กงสุลและราชทูตต่างประเทศเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง
-เวลาบ่าย พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จทอดพระเนตรมิวเซียม (พิพิธภัณฑสถาน บริเวณพระบวรราชวังหรือวังหน้า) เสด็จขึ้นนมัสการพระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง เสด็จลงเรือที่ท่าสุนันทาลัยเพื่อไปทอดพระเนตรละครที่บ้านเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้าของคณะละครที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น
22 มีนาคม 2433
-เวลาสองโมงเช้า อัญเชิญพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเสด็จลงเรือที่ท่าสวนสุนันทาลัยไปยังพระราชวังบางปะอิน ทอดพระเนตรวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ทรงชักระฆังด้วย เสด็จพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร
-เวลาห้าโมงเย็น เสด็จยังพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน มีราษฎรมารอรับเสด็จพระเจ้าซาร์มากมายเพื่อถวายของพื้นเมืองหลากหลาย ยามเย็นทอดพระเนตรการแข่งเรือพร้อมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
-เวลาทุ่มครึ่ง ถวายเลี้ยงเย็นเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ พระราชทานของที่ระลึกพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เสด็จลงเรือพาย ทอดพระเนตรการแสดงร้องลำทำเพลงภาษาต่าง ๆ ในสระน้ำ
23 มีนาคม 2433
-เวลาสองโมงเช้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชิญเสด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองลงเรือพระที่นั่ง ไปยังเพนียดคล้องช้าง ผ่านพระราชวังจันทร์เกษม เมื่อผ่านพระราชวังจันทร์เกษมมีการยิงสลุตถวาย 21 นัด ถึงเพนียดคล้องช้างเวลาสามโมงเช้า เสด็จขึ้นพลับพลาทอดพระเนตรช้าง แล้วเสวยกลางวัน ทอดพระเนตรการคล้องช้างกลางแปลง
-เวลาบ่ายสามโมง เสด็จกลับผ่านพระราชวังจันทร์เกษม มีการยิงสลุตถวายอีกรอบ
-เวลาเย็น มีการประชุมเดือนหงาย (Moonlight party) ข้างพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงนำเสด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทอดพระเนตรร้านค้าต่าง ๆ ในงาน จนเจ็ดทุ่ม หมดการประชุม
24 มีนาคม 2433
-เวลาสองโมงเช้าครึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร นำเสด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เสด็จไปทอดพระเนตรการคล้องช้างกลางแปลงถวายอีกรอบหนึ่ง เมื่อผ่านพระราชวังจันทร์เกษม ไม่มีการยิงสลุตถวาย แต่มีทหารยืนเข้าเฝ้าริมตลิ่ง
-เวลาเย็น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำถวายพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน มีการแสดงมโหรีผู้ชายถวาย ที่วรนาฎเกษมสานต์ เวลาห้าทุ่มเสด็จขึ้นบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
25 มีนาคม 2433
-พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทูลลาเสด็จกลับที่ลานหน้าพระที่นั่งวโรภาษพิมาน
"การเสด็จประพาสทางเอเชีย" ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 มีวัตถุประสงค์หลักคือ "การสร้างบารมีในฐานะรัชทายาท และการสำรวจเส้นทางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย"
ภารกิจหลักของรัสเซียคือตะวันออกไกล เป้าหมายสูงสุดของพระองค์คือการไปให้ถึงวลาดีวอสต็อกเพื่อวางศิลาฤกษ์ทางรถไฟ ไม่ใช่การท่องเที่ยว
จากเส้นเวลาในจดหมายเหตุราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายามกราบบังคมทูลเชิญพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองให้เสด็จมาเยือนสยามให้ได้ ทรงส่งพระราชอนุชาที่เก่งกาจและไว้วางพระทัยยิ่งคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้เสด็จไปสิงคโปร์ล่วงหน้า เป็นการดักเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เพื่อพระราชทานพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จสยามให้ได้
สยามเป็น "ประเทศนอกแผนที่" ในสายตามหาอำนาจยุโรปขณะนั้น สยามเป็นเพียงรัฐกันชน (Buffer State) ที่กำลังถูกบีบโดยฝรั่งเศสและอังกฤษ รัสเซียไม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาพัวพันจนกว่าจะเห็นผลประโยชน์ที่ชัดเจน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลยิ่ง ทรงวางพระราชวิเทโศบาย (Foreign policy) อย่างรอบคอบ ใช้การทูตเชิงรุก ในการ lobby กราบบังคมทูลเชิญเสด็จ เป็นสร้างสมดุลและเป็นมิตรกับทุกประเทศแม้จะเป็นเวลาก่อนจะเกิดวิกฤติการณ์ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสจะส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยเป็นเวลาสามปี ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) ก็ทรงรอบคอบและเห็นการณ์ไกลว่าสยามมีความจำเป็นต้องผูกมิตรกับมหาอำนาจอย่างจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งในเวลานั้นทรงอิทธิพลในยุโรป และมีความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสมากพอสมควร เพราะรัสเซียพยายามจะสนิทกับฝรั่งเศสในเวลานั้น
การทูตเชิงรุกโดยการที่ทรงส่งพระราชอนุชาคู่พระทัยไปทำหน้าที่ราชทูตแทนพระองค์กราบบังคมทูลมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียในเวลานั้น ซึ่งวันหนึ่งจะต้องทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซียอย่างแน่นอน เป็นการผูกมิตรนับแต่เวลาที่ยังมิได้ทรงเป็นพระเจ้าซาร์ นับเป็นความจริงใจ ถวายพระเกียรติพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเป็นอย่างยิ่ง
แม้รัสเซียกับสยามจะมีความกระตือรือร้นที่ต่างกัน ฝ่ายรัสเซียมองว่าการแวะสยามเป็นการ "เพิ่มงาน" ในตารางการเดินทางที่แน่นขนัดอยู่แล้ว (พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองต้องเสด็จไปทั้งกรีซ, อียิปต์, อินเดีย, สิงคโปร์, จีน, ญี่ปุ่น และทางรถไฟสายไซบีเรียอันยาวที่สุดในโลก) สยามไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเสด็จของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง
การดักรอและประสานงาน (Lobbying) ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพไปดักพบทั้งกงสุลรัสเซียและแอดมิราลนาซีมอฟฟ์ (ผู้มีอิทธิพลสูงสุดในกองทัพเรือรัสเซียตะวันออก) ที่สิงคโปร์ อาจจะมีการ "ยื่นข้อเสนอ" ว่าสยามมีอะไรที่รัสเซียต้องการ เช่น จุดยุทธศาสตร์ในทะเล หรือ การผูกมิตรเพื่อคานอำนาจ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างความสำคัญ (Value Creation) กับการเสด็จสยามของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเป็นอย่างยิ่ง ถวายพระเกียรติสูงสุด จัดถวายการต้อนรับอย่างใหญ่โตโก้หรูหราที่สุด จนชาววังสมัยใหม่ มีสำนวนว่า ใหญ่โตราวซาเรวิซ พระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างความมั่นใจให้รัสเซียเห็นว่าสยามไม่ใช่เมืองขึ้นของใคร และเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรอง เมื่อรัสเซียเห็นว่าสยามเป็น "พันธมิตร" ที่มีประโยชน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไว้เป็นจุดแวะพักหรือฐานอำนาจคานอังกฤษในมาลายู) และแน่นอนว่าเมื่อพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองใช้เวลาเสด็จจากสิงคโปร์มาสยามประมาณสามวัน และใช้เวลาอีกประมาณสามวันเพื่อจะเสด็จไปเวียนาม เสด็จประพาสสยามทั้งสิ้นห้าวัน หมายกำหนดการนั้น ออกแบบอย่างดีที่สุด เพื่อให้ประทับพระทัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมาก ถวายการต้อนรับอย่างเต็มที่สมพระเกียรติ นับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในสายตาคนรัสเซียที่สยามให้ผู้หญิงคือเจ้านายสตรี เสด็จออกร่วมรับแขกบ้านแขกเมือง หมายกำหนดการล้วนแต่พาเสด็จไปชมเพชรยอดมงกุฎแห่งสยาม ไม่ว่าจะเป็น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง พระราชวังสราญรมย์ พระราชวังบางปะอิน เพนียดคล้องช้างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และการคล้องช้างป่านับร้อยเชือก อันเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติ ย่อมไม่เคยพบเห็นมาก่อน ย่อมสร้างความประทับพระทัยแก่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองเป็นอย่างยิ่ง
และในยามที่สยามต้องการมิตรแท้ หลังวิกฤติการณ์ร.ศ. 112 หกปีหลังจากการเสด็จประพาสสยามของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ด้วยความยากลำบากพระวรกายและจิตใจ เพราะประเทศในยุโรปหาได้ถวายพระเกียรติไม่ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองได้ทรงหยิบยื่นพระราชไมตรี ถวายพระเกียรติพระปิยมหาราชของไทย ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อย่างดีที่สุด พระราชไมตรีนี้เป็นใบเบิกทางในการเจริญพระราชไมตรีกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอันรวมถึงเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส พระราชไมตรีที่ทำให้สยามและประเทศไทยยังคงดำรงรักษาเอกราชไว้ได้จนตราบทุกวันนี้
ในปีหน้า พศ. 2570 ครบวาระที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสรัสเซีย อันเป็นวินาทีสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย สมควรที่คนไทยจะจัดนิทรรศการเทอดพระเกียรติพระปิยมหาราช ณ นครมอสโก และ St. Petersburg เป็นอย่างยิ่ง
รายการอ้างอิง
สำนักพระราชวัง. (2561). จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2433 และการเสด็จเยือนประเทศสยาม (ตัดตอนจาก การเสด็จประพาสประเทศทางตะวันออก) ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ค.ศ. 1890-1891- พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561. บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน): กรุงเทพ.
Ziegler, G. (1990). The Romanovs. Harper Collins.
Wortman, R. S. (2006). Scenarios of power: Myth and ceremony in Russian monarchy from Peter the Great to the abdication of Nicholas II. Princeton University Press.
เล่มนี้อธิบายว่าทำไมอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ถึงเน้นการใช้สัญลักษณ์นกอินทรีสองหัวและ Monogram บนหนังสือราชสำนักรวมไปถึงปกหนังสือ Travel in the East นี้ด้วย
Encyclopedia Britannica. (n.d.). Alexander III: Emperor of Russia. https://www.britannica.com/biography/Alexander-III-emperor-of-Russia


