หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
การได้อำนาจรัฐของ อนุทิน ชาญวีรกูล นั้นต้องยอมรับว่า ปัจจัยสำคัญมาจากความผิดพลาดของพรรคประชาชน ที่วันนี้เรียกหา “ใบอนุญาตที่สอง” ทั้งที่วันนั้นพรรคประชาชนสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน ทั้งที่อายุรัฐบาลตอนนั้นยังเหลืออีก 2 ปี
สิ่งที่พรรคประชาชนทำได้ก็คือ เข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แล้วแสดงความสามารถให้เห็นว่ามีความรู้ความสามารถที่จะบริหารประเทศได้ เพื่อแก้ครหาที่ถูกดูหมิ่นว่า ประเทศไม่ใช่พื้นที่สำหรับเด็กฝึกงาน เพราะคนของพรรคประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีประวัติการทำงานที่เป็นโปรไฟล์ว่าเคยประสบความสำเร็จมาก่อน
และถ้าวันนั้นคนที่ส่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีภายใต้อนุทินของพรรคประชาชนสามารถทำงานได้โดดเด่นจริง ข้อครหาเรื่องเอาประเทศไปให้เด็กทดลองงานก็จะหมดไปทันที เพราะถ้าสามารถพิสูจน์ว่าทำงานได้ทำงานเป็นความกลัวของคนกลุ่มหนึ่งที่ดูหมิ่นว่าไม่กล้าฝากประเทศไว้ใหเมือใหม่ทดลองงานก็จะหมดไป
ความผิดพลาดของพรรคประชาชนครั้งนั้น ทำให้ พรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งพรรคขึ้นมาด้วยเป้าหมายเป็นพรรคขนาดกลาง ขอเพียงให้ได้เข้าร่วมรัฐบาล กลับผงาดขึ้นมาเป็นพรรคหลักทันที เพราะอนุทินมีที่นั่งมากพอที่จะจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อดึงคนนอกเข้ามาสร้างภาพ “มืออาชีพ”ที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน ทั้งในงานราชการและภาคเอกชน
การตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กลายเป็นขุนพลหลักในหมู่รัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมือง จนสร้างความหวังใหม่ให้กับฝ่ายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำในกรุงเทพ แม้จะยังไม่สามารถเอาชนะใจชนชั้นกลางในเมืองและปัญญาชนที่เทใจให้กับพรรคประชาชนได้ แต่สามารถดึงความเชื่อมั่นของชนชั้นนำกลับมาได้ในระดับหนึ่ง
จากพรรคการเมืองที่เติบโตบนฐาน “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ทำให้พรรคภูมิใจไทยเบ่งกล้ามจากพรรคขนาดกลางขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่ได้ในที่สุด การแห่เข้ามาซบของบ้านใหญ่ มันคือรากตั้งต้นของอำนาจ และรากนั้นไม่ได้มีแค่ “ชื่อ” แต่มีทั้งเครือข่าย อบจ. เทศบาล ผู้รับเหมา นักธุรกิจท้องถิ่น ไปจนถึงสายสัมพันธ์ระดับหมู่บ้านที่ระบบราชการเข้าไม่ถึง
ในหลายพื้นที่ คนไม่ได้เลือกเพราะนโยบาย แต่เลือกเพราะ “โทรหาได้” เวลาเดือดร้อน เลือกเพราะรู้ว่าใครช่วยเรื่องงาน เรื่องคดี เรื่องโรงพยาบาล ฝากลูกเข้าโรงเรียน หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้ทันที ระบบแบบนี้ไม่ได้อยู่ในตำรา แต่มันคือของจริงที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป็นอำนาจที่สามารถพึ่งพาได้จริงมากกว่าอำนาจรัฐ
และนี่เองที่ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมมีความหวังใหม่เหมือนขอนไม้กลางสายน้ำเชี่ยว จากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลในรอบที่แล้ว จนชนชั้นนำหวั่นเกรงว่านี่จะกลายเป็นคลื่นที่สาดซัดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในเวลาอีกไม่นาน
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนคาดหวังมากว่า พวกเขาจะได้รับชัยชนะด้วยเสียงเชียร์ของคนมีชื่อเสียงในสังคม ว่าจะชนะเลือกตั้งและได้อำนาจรัฐ โดยไม่ตระหนักว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพา “บ้านใหญ่” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่สามารถพึ่งพิงได้มากกว่าระบบราชการ และระบบราชการในท้องถิ่นเองก็ยังต้องพึ่งพาบ้านใหญ่ในพื้นที่
สื่อใหญ่จำนวนมากก็พากันเชียร์พรรคส้ม โหมประโคมให้พื้นที่สื่ออย่างออกหน้าออกตา โดยไม่ได้มองความเป็นจริงว่า สังคมไทยยังมีอำนาจของชนชั้นนำที่เป็นผู้ถืออาณัติที่แท้จริง และยังเป็นสังคมที่คนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือจากผู้มีบารมีในท้องถิ่น ไม่ใช่สังคมเมืองแบบกรุงเทพหรือปริมณฑลที่ต่างคนต่างอยู่
พรรคประชาชนช่วงชิงได้ในเขตเมือง ยึดครองเมืองหลวงของประเทศและปริมณฑล แต่นั่นไม่เพียงพอในหลักของ 1 คน 1 เสียงที่เท่าเทียมกัน แม้คนมีความรู้ความสามารถจะออกมาปลุกระดมเชื้อชวนให้สนับสนุนพรรคประชาชนมันก็ส่งเสียงดังอยู่ในกลุ่มคนพวกเดียวกัน ที่ไม่อาจส่งเสียงไปโน้มน้าวคนในชนบทได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นเดิมพันสุดท้ายของชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษนิยม ที่ฝากความหวังไว้ในมือของอนุทิน ซึ่งมีภาพลักษณ์สำรวย ดูเหมือนจะติดดิน ไปโผล่ที่โน่นที่นี่ เปิดงานอีเวนต์ ลักษณะของอนุทินมักจะชอบมอบหมายงานให้คนรับผิดชอบเมื่อมีวิกฤติ เช่น เคยมอบหมายให้ ธรรมนัส พรหมเผ่า รับมือกับมหาอุทกภัยหาดใหญ่ หรือมอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นักธุรกิจน้ำมัน ดูแลวิกฤติพลังงาน จนเกิดคำถามเรื่อง conflict of interest
โดยอนุทินอธิบายวิธีการบริหารของเขาไว้ในการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า “ผมบริหารงานก็แบบนี้ตั้งแต่เป็นผู้บริหารภาคเอกชน อาจจะเป็นพรสวรรค์ของผมก็ได้ เพราะว่าผมสั่งงานเป็น ผมรู้ว่าคนไหนเก่งตรงไหน รู้ว่าคนไหนมีความสามารถที่จะไปทำอะไร แล้วสามารถนำผลงานกลับมาส่งมอบให้ผมได้”
ก็ต้องดูว่าการบริหารแบบ “ทำตัวชิล ๆ” ซึ่งเป็นสไตล์ของนายกฯ หนู จะนำพาประเทศรอดหรือไม่ เพราะอนุทินไม่ได้แบกเพียงพรรคภูมิใจไทยไว้บนบ่า แต่เขาแบกความหวังของฝ่ายอนุรักษนิยม และชนชั้นนำในกรุงเทพ ที่เคยถูกท้าทายด้วยพรรคส้มว่าจะกลายเป็นคลื่นของกาลเวลาที่จะพัดพาอำนาจเก่าให้หายไป
เราอาจจะโชคดีที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยมองว่า พรรคส้มหมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพ้อฝันกับการทลายเพดานของสังคม ด้วยความพยายามลดทอน บทบาท และสถานะของสถาบันกษัตริย์ ที่เคยผลักดันคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นเครื่องมือหลังพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ จนทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากติดคุก หรือไม่ก็หลบหนีไปต่างประเทศ แต่ลูกชายของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจซึ่งเป็นไอดอลของพวกเขา กลับกลายเป็นนักกีฬาทีมชาติ
แต่แม้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคส้มจะอ่อนแรงลง เพราะสังคมเริ่มมองเห็นว่า พรรคนี้มีดีแค่วาทกรรม แต่ไม่มีน้ำมีเนื้อให้เห็นว่ามีนโยบาย หรือมีคนที่มีความสามารถในพรรคที่เก่งพอจะนำพาประเทศได้ แม้พรรคจะพยายามระดมคนวัยเกษียณที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วม แต่ก็ไม่ใช่หัวแถวของแต่ละวิชาชีพจริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และไม่สามารถสร้างกระแสช่วยพรรคได้จริง
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจประมาทพรรคส้มได้ อนุทินที่ชมตัวเองว่ามีพรสวรรค์ ต้องตระหนักว่าสังคมไทยวันนี้เป็น “อูฐที่แบกของหนักจนเต็มหลัง” แทบจะไม่เหลือน้ำหนักให้แบกอีกแล้ว วันนี้คนในเมือง ปัญญาชน และคนที่มีเสียงในสังคม อาจจะยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็จ แต่ความผิดพลาดจากการบริหารแบบชิล ๆ ของอนุทิน ที่เชื่อมั่นว่ามีอำนาจหนุนหลัง ก็อาจกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายได้
ผมคิดว่าการที่ชนชั้นนำเลือกอนุทิน และทำให้บ้านใหญ่ซึ่งกุมเสียงส่วนใหญ่ของประเทศมาสวามิภักดิ์ จนพรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้นนั้น ก็ไม่อาจประมาทได้ว่า ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ในเชิงมวลชนแล้ว หรือฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถสร้างฐานที่มั่นได้อย่างมั่นคง เพราะสุดท้าย หากรัฐบาลที่เต็มไปด้วยรัฐมนตรีลูกเทพจากบ้านใหญ่แบบต่างตอบแทน และการนำของนายกฯ หนู ไม่สามารถแสดงภาวะผู้นำได้จริง จนต้องออกมาบีบน้ำตาขอโทษประชาชนบ่อยครั้ง ต่อให้มีเทคโนแครตเก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจแบกรัฐบาลให้ยืนอยู่ได้
การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นอกจากชนะกันด้วยบ้านใหญ่แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า “ธนบัตร” กลายเป็นตัวชี้ขาดสำคัญของการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่การซื้อเสียงแบบซองขาวในอดีต แต่เป็นทั้งเครือข่ายทุน การระดมทรัพยากร การจัดการพื้นที่ และการลงทุนทางการเมืองที่คาดหวังผลตอบแทนกลับคืนในภายหลัง
อำนาจที่มาแบบนี้จึงไม่จีรัง เพราะเมื่อถึงเวลา ทุนย่อมต้องถูกถอนคืน ไม่มีใครลงเงินเพื่อการกุศลในสนามการเมือง และเมื่อผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว ความขัดแย้งภายในก็จะตามมา พร้อมกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่ค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงไปทีละน้อย ถึงวันนั้น อีกฝ่ายอาจไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะประชาชนจะเป็นคนเลือกทางของตัวเอง
อนุทินอาจเป็น “ขอนไม้สุดท้าย” ที่คนจำนวนหนึ่งเกาะอยู่ เหมือนนิทานอีสปเรื่อง “กบเลือกนาย” แต่กว่าจะรู้ว่าขอนไม้พึ่งพาไม่ได้ ทุกอย่างก็อาจสายเกินไป และวันนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์รัฐ อาจกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


