สืบเนื่องจากกรณีที่ในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ, ขับไล่, ละเมิด, เรียกค่าเสียหาย ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณแยกเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ รวมกว่า 160 แปลง
ในจำนวนนี้ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 8564 ซึ่งครอบครองโดยนางกรุณา ชิดชอบ และโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 ซึ่งครอบครองโดยบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด
ล่าสุดวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่ง (ตามหนังสือศาลลงวันที่ 10–11 กุมภาพันธ์ 2569) ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกรมแผนที่ทหาร ทำการรังวัดและจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ ในคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องเพิกถอนโฉนดและขับไล่ผู้ครอบครองรวม 24 คดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาและบังคับคดี
โดยเหตุผลของศาลคือ ต้องพิสูจน์ตำแหน่งที่ดินจริงให้ตรงกับแนวเขตกฎหมายและข้ออ้างของทั้งสองฝ่าย ไม่ให้ตัดสินจากเอกสารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของกลุ่ม “กรุณา ชิดชอบ, เนวิน ชิดชอบ, บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด และบริษัท เค.มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด” รวมอย่างน้อย 17 แปลง และเป็นคู่ความสำคัญในคดีดังกล่าว และรู้กันว่า เนวิน ชิดชอบนั้น เป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
อย่าลืมว่าวันนี้กรมที่ดินอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย อยู่ใต้กระทรวงคมนาคมและภายใต้อำนาจรัฐของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะมีอำนาจไหนมากดดันให้เบี่ยงเบนการต่อสู้คดีหรือไม่
และต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยตัดสินให้การรถไฟฯ ชนะคดีมาแล้วถึง 2 ศาล คดีฎีกาที่ 8027/2561 ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลไม่ได้ตัดสินว่าใครอยู่มาก่อนหรือใช้ประโยชน์จริงมากกว่า แต่ตัดสินบนคำถามเดียวว่า “ที่ดินอยู่ในเขตที่กฎหมายกำหนดหรือไม่” และเมื่อศาลยืนยันว่าอยู่ในเขตตามพระราชกฤษฎีกา ที่ดินผืนนั้นจึงเป็นของแผ่นดิน สิทธิของเอกชนที่เกิดขึ้นภายหลังจึงหมดไม่สามารถนำมาเป็นข้อต่อสู้ได้ ไม่ว่าการครอบครองนั้นจะยาวนานหรือผ่านมากี่ชั่วอายุคนก็ตาม
การวินิจฉัยของศาลฎีกาสะท้อนโครงสร้างกฎหมายไทยที่ให้น้ำหนัก “เอกสารของรัฐ” เหนือ “การอ้างครอบครองสิทธิ” อย่างชัดเจน เส้นบนแผนที่และกฎหมายที่มีอยู่มีน้ำหนักมากกว่าร่องรอยการอยู่อาศัยจริง และตั้งคำถามกลับมาที่สังคมว่า เราจะยอมรับระบบที่ความแน่นอนของกฎหมายมีน้ำหนักเหนือความเป็นธรรมในชีวิตจริงมากแค่ไหน
ส่วนคดีฎีกาที่ 842–876/2560 ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกับคดีก่อนหน้า ศาลตั้งต้นจากคำถามเดียวว่า ที่ดินอยู่ในเขตที่รัฐกำหนดหรือไม่ และเมื่อพยานหลักฐานของรัฐทั้งพระราชกฤษฎีกา แผนที่ และเอกสารแนวเขตชี้ตรงกัน คำตอบก็จบลงทันทีว่าเป็นที่ของการรถไฟฯ ทำให้สิทธิของประชาชนที่เกิดจากการอยู่อาศัยหรือทำกินมานาน แม้จะมีโฉนดที่ดินก็ไม่สามารถก่อรูปเป็นสิทธิทางกฎหมายได้ เพราะถูกปิดประตูไว้ตั้งแต่ต้นด้วยสถานะว่าผืนดินตรงนั้นเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน”
คำวินิจฉัยของศาลฎีกานี้ยังบ่งบอกว่า ระบบกฎหมายไทยให้ความสำคัญกับ “การกันเขตล่วงหน้า” ของรัฐอย่างสูง ต่อให้รัฐยังไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นจริง สิทธิก็ยังคงอยู่ครบถ้วน ในขณะที่การใช้จริงของประชาชนหรือถือครองโฉนดกลับไม่สร้างสิทธิใดๆ ขึ้นมาได้ นี่ทำให้คำถามของคดีไม่ใช่แค่เรื่องกรรมสิทธิ์ เพราะท้ายที่สุด ศาลไม่ได้บอกว่าพวกเขาทำผิด แต่บอกว่า พวกเขา “ไม่มีสิทธิตั้งแต่เริ่มต้น” และเมื่อกติกาเป็นแบบนั้น ผลลัพธ์ก็แทบถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการ
ไม่เพียง 2 คดีที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้วเท่านั้น ยังมีคดีพิพาทที่ดินบางแปลงบนพื้นที่เขากระโดงยังอยู่ในชั้นฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตัดสินให้การรถไฟฯ ชนะคดีมาแล้ว
ที่สำคัญ คดีเขากระโดงยังขึ้นสู่ศาลปกครองกลาง (คดีหมายเลขดำ 2494/2564) และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลได้วางหลักชัดว่า จุดตัดสินไม่ได้อยู่ที่การครอบครองหรือการใช้ประโยชน์ของเอกชน แต่คือ “สถานะของที่ดินตามกฎหมายตั้งแต่ต้น” โดยศาลวินิจฉัยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายของกรมรถไฟแผ่นดินตั้งแต่ช่วงปี 2462–2465 และสิทธินั้นตกทอดมาเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามกฎหมาย ทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อกิจการรถไฟตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อหลักนี้ถูกยืนยัน ศาลจึงเห็นว่าเอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังเป็นการออกทับที่ดินของรัฐโดยคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและกฎหมาย และไม่อาจก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ได้ แม้จะมีการครอบครองหรือใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานก็ตาม คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเฉพาะราย แต่กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า เมื่อพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของรัฐตั้งแต่ต้น สิทธิใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมหมดน้ำหนักโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้นแปลงที่ตระกูลชิดชอบถือครอง ก่อนที่คดีเขากระโดงจะมาถึงศาล เรื่องนี้เคยผ่านการพิจารณาของ ป.ป.ช.มาแล้ว โดยเริ่มจากการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ ละเว้นการดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดิน รฟท.ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกโฉนดเลขที่ 3466 และ 8564 ในพื้นที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ ต่อมา ป.ป.ช.รับเรื่องตั้งแต่ปี 2551 และไต่สวนนานกว่า 3 ปี จนมีมติในช่วงปี 2554 ว่า โฉนดทั้งสองแปลงถูกออก “ทับที่ดินของการรถไฟฯ” ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ ไม่สามารถออกโฉนดได้ตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ และมีคำสั่งให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนตามมาตรา 61 ของประมวลกฎหมายที่ดิน แต่กรมที่ดินก็ไม่ได้ดำเนินการจนถึงบัดนี้
และล่าสุดศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (ศาลชั้นต้น) ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เพิ่งจะตัดสินคดีที่ถูกการรถไฟฯ ฟ้องอีก 2 แปลง ซึ่งศาลวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ทั้งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตก่อสร้างทางรถไฟปี 2462 แผนที่แนวเขต และหลักฐานการสำรวจแนวทางรถไฟ แล้วเห็นตรงกันว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งผู้ถือครองถูกฟ้องอยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟฯ ตั้งแต่ต้น ทำให้สถานะของที่ดินถูกกำหนดเป็นของรัฐตั้งแต่แรก ไม่ใช่ที่ดินที่เอกชนจะอ้างสิทธิแข่งขันได้ในภายหลัง
นอกจากนั้นศาลได้วางหลักต่อทันทีว่า เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นโฉนดหรือ น.ส.3 เป็นการออกทับที่ดินของรัฐและไม่มีผลทางกฎหมาย ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งสองแปลง ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและคืนพื้นที่ให้การรถไฟฯ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,224 บาท จนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืน โดยแก่นของคำพิพากษายังคงยืนยันหลักเดียวกับคดีอื่น คือ เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “ที่ดินเป็นของรัฐตั้งแต่ต้น” สิทธิใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังก็หมดน้ำหนักทันที
จะเห็นว่าไม่ว่าสู้กันกี่ศาลหรือกี่แปลงในพื้นที่เขากระโดงศาลก็ให้การรถไฟฯ ก็ชนะคดีมาโดยตลอด
ดังนั้นเมื่อศาลบุรีรัมย์กำลังพิจารณาคดีแปลงสำคัญที่ถือครองโดยตระกูลชิดชอบต้องจับตาดูว่า ผลของคำพิพากษาจะออกมาแตกต่างกับคดีอื่นที่การรถไฟฯ ชนะมาโดยตลอดหรือไม่
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


