xs
xsm
sm
md
lg

ว่าด้วย “ติ่ง” ในการเมืองไทย และลานจอดรถทัวร์ที่เตรียมไว้ต้อนรับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 การมีความเห็นต่างทางการเมืองน่าจะเป็นเรื่องปกติของทั่วโลก และเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ผมไม่แน่ใจว่า ประเทศอื่นเขามีคนที่หมกหมุ่นในทางทางการเมืองในความหมายของคำว่า “ติ่งการเมือง” ไหม


สิ่งที่ผมเห็นตามมาของการเป็น “ติ่งการเมือง” ก็คือ การคลั่งไคล้อย่างขาดสติและเหตุผล

ตอนนี้เราจะเห็น “ติ่งอนุทิน” จำนวนมาก และเกือบทั้งหมดเคยเป็น “ติ่งลุงตู่” มาก่อน หากใครไปวิจารณ์อนุทิน ติ่งเหล่านี้ก็จะออกมาแก้ต่าง มีทั้งคนที่เป็นสื่อ เป็นอินฟลูฯ ที่มีชื่อเสียง และเป็นติ่งทั่วไป เพราะทุกวันนี้ใครก็มีสื่ออยู่ในมือ หลายคนวางตัวเป็นกูรูทางการเมือง เหมือนเข้าใจโครงสร้างทางการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง หรือเหมือนผ่านสนามการเมืองมาทั้งชีวิต

ผมลองโยนคำถามง่าย ๆ ให้ AI ตอบ แต่คำถามนั้นจริง ๆ ไม่ได้ง่ายเลยว่า “ติ่งในทางการเมืองไทย” มีคำอธิบายในทางรัฐศาสตร์ไหม

คำตอบที่ได้กลับมา ไม่ได้มีคำวิชาการคำเดียวที่ฟันธง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ มันสะท้อนว่า “ติ่ง” ไม่ใช่คำล้อเล่นธรรมดา แต่มันคือปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีโครงสร้างรองรับอยู่จริง เพียงแต่เราเรียกมันด้วยภาษาชาวบ้านเท่านั้น

ในทางรัฐศาสตร์ พฤติกรรมแบบ “ติ่ง” มันทับซ้อนอยู่กับหลายแนวคิด เริ่มจากความเป็นพวกทางการเมือง หรือ political partisanship ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย คนย่อมเลือกข้าง เลือกพรรค เลือกผู้นำ แต่ในสภาพปกติ มันยังเปิดพื้นที่ให้เหตุผล ยังเถียงกันได้ ยังเปลี่ยนใจได้

แต่พอขยับขึ้นมาอีกระดับ มันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า affective polarization คือความแตกแยกที่ไม่ได้อยู่แค่ความเห็นต่าง แต่กลายเป็นความรู้สึก “รักฝ่ายตัวเอง เกลียดอีกฝ่าย” อย่างชัดเจน ตรงนี้แหละที่เหตุผลเริ่มถอย อารมณ์เริ่มนำ และข้อมูลเริ่มถูกคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ

และเมื่อไปถึงจุดสุดทาง มันจะกลายเป็น cult of personality หรือการยึดติดกับตัวบุคคล ไม่ใช่เพราะนโยบาย ไม่ใช่เพราะหลักการ แต่เพราะ “คนนี้คือคนของฉัน” ต่อให้ผิด ก็ต้องอธิบายให้ถูก ต่อให้พลาด ก็ต้องปกป้อง นี่คือจุดที่คำว่า “ติ่ง” ในแบบไทย ๆ มันชัดขึ้นมาโดยไม่ต้องอธิบายเยอะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ติ่งแบบไทย” ไม่ได้เกิดจากแค่ความชอบนักการเมืองธรรมดา แต่มันเป็นของผสมหลายชั้นซ้อนกันอยู่ข้างใน มีทั้งเรื่องอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง และที่สำคัญ มันเชื่อมกับวัฒนธรรมแฟนคลับแบบบันเทิงอย่างแนบเนียน

เราไม่ได้แค่ “สนับสนุน” นักการเมือง แต่เราปฏิบัติต่อเขาเหมือนศิลปิน เหมือนไอดอล ต้องอวย ต้องปกป้อง ต้องไม่ยอมให้ใครวิจารณ์ และเมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาเติมเชื้อ ทุกคนก็อยู่ในโลกของตัวเองมากขึ้น ฟังแต่เสียงที่อยากฟัง เห็นแต่ข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อเดิม วงจรของ “ติ่ง” ก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ

คำถามต่อมาของผมต่อ AI คือ แล้วในภาษาอังกฤษมีคำที่ตรงกับความหมายว่า “ติ่ง”ในบริบทของการเมืองไทยไหม

คำตอบคือ ไม่มีคำไหนที่ตรงเป๊ะ แต่มีคำที่ “ใกล้เคียง” อยู่หลายคำ เช่น diehard supporter, political fanatic หรือ cult follower แต่ถ้าจะเอาอารมณ์ของคำว่า “ติ่ง” แบบไทย ๆ ที่ทั้งมีความเป็นแฟนคลับ และมีความไม่ฟังเหตุผลปนอยู่ด้วย คำที่ใกล้ที่สุดคือคำว่า “stan”

คำว่า stan มีที่มาจากเพลงของ Eminem ซึ่งเล่าถึงแฟนคลับที่หมกมุ่นเกินพอดี และต่อมาก็ถูกใช้ในโลกออนไลน์เพื่อเรียกคนที่ “อวยสุดทาง ไม่ฟังใคร” และเมื่อเอามาใส่ในบริบทการเมือง คำว่า political stan ก็แทบจะถอดความคำว่า “ติ่ง” ได้ตรงที่สุด ทั้งความหมายและน้ำหนักของอารมณ์

สุดท้ายแล้ว “ติ่งการเมือง” ไม่ใช่คำวิชาการ แต่มันแม่นยำในแบบของมันเอง เพราะมันสรุปปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนให้เหลือคำเดียว- การเมืองที่เหตุผลไม่ได้หายไป แต่ถูกความรู้สึกครอบทับไว้จนมองไม่เห็น

และบางที คำที่ไม่เป็นทางการนี่แหละ อาจอธิบายโลกความจริงได้ตรงกว่าคำในตำราด้วยซ้ำ

ข้างบนนั้นเป็นคำอธิบายของ AI ซึ่งคนตอบก็คือ ChatGPT แต่ผมคิดว่า “ติ่งไทย” ไปไกลกว่านั้น เพราะสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลคืออารมณ์ที่เต็มไปด้วยความรัก โลภ โกรธ หลง แบบหน้ามืด เป็นอารมณ์ที่สวิงไปสุดโต่ง หรือเป็นความรักที่ทำให้คนตาบอด

จากที่ใครวิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ จะต้องมีคนออกมาโต้แทน เอาทัวร์มาลง เอาไปแขวนให้ติ่งช่วยกันถล่ม วันนี้อนุทินกลายเป็น “ไข่ในหิน” คนใหม่ แทนประยุทธ์ที่ทำอะไรก็ไม่ผิด

แต่จริงแล้ว การโต้แย้งกันด้วยเหตุผลเป็นเรื่องปกติ เพราะการเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราควรอธิบายโต้แย้งด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง มากกว่าจะใช้อารมณ์ และเราควรวิจารณ์นักการเมืองที่เราสนับสนุน หากเห็นว่าเขาทำสิ่งที่ไม่ควร ไม่ใช่นิ่งเฉยหรือแก้ต่างแทน

เพราะสิ่งที่เราควรปกป้องคือผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองที่เราเลือกให้มาเป็นผู้นำ การเลือกแล้วไม่ได้หมายความว่าเราต้องปกป้องเขาทุกเรื่อง แต่ควรถอยออกมาเป็นพลเมืองที่คอยตรวจสอบรัฐบาลที่เราให้ฉันทานุมัติ มากกว่าจะถวายตัวเป็น “ติ่งทางการเมือง”

 ผมเคยวิจารณ์พวกด้อมส้ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ว่า จมอยู่ในกะลาดิจิทัล หรือ Echo Chamber ถูกทำให้เชื่อเหมือนกัน คิดเหมือนกัน เหมือนกับเด็กกาเหว่าในบทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

 แต่ผมคิดว่า “ติ่ง” มีอาการที่หนักกว่านั้น เพราะไม่ว่าใครจะวิจารณ์อนุทินด้วยเหตุผลอะไร พวกเขาไม่พร้อมจะรับฟัง ไม่ได้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ข้อวิจารณ์นั้นมีข้อเท็จจริงรองรับไหม แต่เลือกจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงทันที

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การเอาตัวออกจากเหตุผลมาใช้อารมณ์ในการโต้แย้งนั้นยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นความหลงใหลงมงาย ทำให้ความพลเมืองของตัวเองกลายเป็นสาวกที่มองเห็นสิ่งที่เราบูชาด้วยความลุ่มหลงและไม่ตั้งคำถาม และตาลีตาเหลือกเร่าร้อนโกรธเคืองเมื่อมีใครมาวิจารณ์โดยไม่คำนึงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้ฟังเสียงวิจารณ์นั้นด้วยการพิจารณาและวินิจวิเคราะห์

ผมไม่ได้วิจารณ์คนที่เลือกอนุทินทั้งหมดว่าเป็น “ติ่งอนุทิน” นะครับ แต่ผมพูดถึงบางคนที่แสดงพฤติกรรมแบบติ่งผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย ทั้งคนที่บอกว่าตัวเองเป็นสื่อ และอินฟลูฯ ที่มีคนติดตาม คนเหล่านี้แหละที่ทำให้นักการเมืองที่มีอำนาจเชื่อว่า เขาจะทำอะไรก็ได้ เพราะมีคนปกป้อง ไม่ต้องสนใจเสียงวิจารณ์ เพราะมองว่าคนเหล่านั้นเป็นฝ่ายตรงข้าม

 สิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ ทำให้นักการเมืองที่เราเป็นติ่ง ไม่ใช่แค่บุคคลธรรมดา แต่กลายเป็น “เทพ” ที่เราเคารพบูชาโดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็จะมีคนออกมาปกป้อง โดยไม่สนข้อเท็จจริง

คำถามคือ พฤติกรรมแบบนี้จะทำให้เราได้ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ และพร้อมรับฟังเสียงของประชาชนจริงหรือไม่ ถ้าเขามี “ติ่ง” เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

ผมคิดว่า ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 2 ทศวรรษนั้นส่งผลทั้งด้านดีและด้านตรงกันข้าม คนจำนวนมากหันมาสนใจการเมือง แสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองออกมา คนหลายคนกล้าเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง กล้าแสดงออกทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแบ่งฝ่ายเป็นขาวกับดำ ดีกับเลว ต่างฝ่ายต่างมองว่าฝ่ายตัวเองดีและฝ่ายตรงข้ามเลว หลายครั้งต้องยอมรับว่า มันอดที่จะมีคำถามไม่ได้ว่า การตื่นตัวทางการเมืองแบบนี้มันสร้างผลผลิตอะไรให้กับสังคม

อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างบนว่า ผมเองก็ฟาดฟันกับพรรคส้มมาไม่น้อย วิจารณ์แกนนำคนสำคัญของส้มทุกคนถ้ารวมเป็นหนังสือก็จะได้เล่มใหญ่หนา ยอมรับว่า มีคนที่เลือกพรรคส้มเพราะเชื่อว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง เพราะเชื่อในแนวคิดของพรรคส้มแบบบริสุทธิ์ก็คงไม่น้อย ขณะเดียวกันมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นด้อมส้มที่หลงงมงายตัวบุคคลไม่ต่างกับติ่งอนุทินแต่ผมกลับคิดว่า คนเหล่านั้นถ้าพวกเขาผ่านวันเวลาความคิดของเขาจะเติบโตขึ้นและสามารถแยกแยะถูกผิดได้ คือ ผมยังมีความหวังว่า วันหนึ่งพวกเขาจะเข้าใจสังคมไทยและมองการเมืองอย่างเข้าใจมากขึ้น

ถ้าหากถามว่าระหว่างติ่งกับด้อมแม้อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงเหมือนกัน แต่วันเวลาที่เหลือต่างกันโดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ลองคิดว่าใครจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากกว่ากัน ฝ่ายไหนจะสามารถถอยตัวเองมาเฝ้ามองการเมืองด้วยสายตาของพลเมืองมากกว่าความหลงใหลและลุ่มหลงในตัวบุคคล

 ไม่รู้เหมือนกันว่าความเห็นนี้จะถูกติ่งแขวนแล้วเอาทัวร์มาลงไหม แต่เดี๋ยวผมจะเตรียมลานจอดไว้ต้อนรับก็แล้วกัน

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan