xs
xsm
sm
md
lg

เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนน้ำมัน สุดอันตราย ทำให้พ่อค้าโกง ข้าราชการ นักการเมือง โกงได้ง่ายมาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมเพิ่งสนทนากับ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม - Warong Dechgitvigrom เรื่องนี้ครับ ตัวเลขสถิติการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวัน กระโดดสูงขึ้นมาผิดปกติ หมอถามผมว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง

ผมก็พยายามอธิบายโดยพฤติกรรมของบัญชีต้นทุน หลักเศรษฐศาสตร์ ประกอบกัน

ในสถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันของไทย แพงกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพราะเรามีอัตราภาษีสูงกว่า ทำให้เกิดการค้าน้ำมันเถื่อนในอ่าวไทยและทางภาคใต้ เพราะน้ำมันจากมาเลเซียราคาถูกกว่าในประเทศไทย

แต่ตอนนี้ รัฐบาล พยายามไม่ยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นสูง พยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน ใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน (Subsidy) ทำให้ราคาน้ำมันของไทยกลับถูกกว่าในมาเลเซีย
เรื่อง การอุดหนุน Subsidy นี้อันตรายมาก เหมือนกับรับจำนำข้าวนั่นแหละครับ สุดท้ายคือทุจริตกัน ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือ พ่อค้า และในระยะยาวก็ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น และที่อุดหนุนไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บจากประชาชนอยู่ดี

ทำไมการอุดหนุนราคาน้ำมันจึงอันตรายมาก และควรยกเลิก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เป็นไปตามราคาตลาด

หนึ่ง จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนไหลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยแล้ว เท่ากับเอาเงินของคนไทย ไปให้ต่างชาติใช้น้ำมันราคาถูก มาเลเซียจะมาซื้อน้ำมันที่กองทุนน้ำมันของไทยอุดหนุนในราคาถูก เท่ากับคนไทยจ่ายค่าน้ำมันราคาถูกให้เรือประมงหรือเรือเดินสมุทรของมาเลเซียได้ใช้ ก็เงินของคนไทยทั้งนั้น

สอง พ่อค้าน้ำมันตุนน้ำมันกัน จะตุนกันในเรือกลางทะเลก็ได้ จะตุนในถังบนดินก็ได้ จะตุนในถังใต้ดินก็ได้ แนวโน้มคือราคาสูงขึ้น เท่ากับเท่าให้พ่อค้าน้ำมันหรือ jobber ยิ่งได้กำไรมหาศาล แล้วก็กลับมาเก็บคืนจากประชาชน ผ่านกองทุนน้ำมัน

ยิ่งไม่มีการตรวจสต็อกน้ำมันเคร่งครัด ก็ตุนกันแหลก แต่ถึงตรวจกันเคร่งครัด เช่าเรือตุนน้ำมันไว้กลางมหาสมุทรก็ยังได้ และยังคุ้ม เพราะแนวโน้มราคาจะพุ่งถ้าสงครามไม่จบและยืดเยื้อ จะมีปัญญาไปตรวจกันกลางมหาสมุทร กลางทะเลหลวงได้อย่างไร

สาม จะเกิดการค้าน้ำมันทิพย์ เหมือนสต๊อกลมจำนำข้าว คือไม่มีการใช้น้ำมันหรือซื้อน้ำมันจริง ๆ แต่ทำเอกสารปลอม เพื่อเอาเงินอุดหนุนหรือ subsidy ถ้าแบบนี้อย่างน้อยต้องมีข้าราชการร่วมด้วย แต่ผมไม่มีหลักฐานอะไร


ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวันที่สูงขึ้นมาในช่วงนี้มีเหตุผลที่สันนิษฐานและอธิบายได้ดังนี้ครับ

ก็ลองไปตรวจสอบกันดูได้ครับ

อะไรที่บิดเบือนราคาตลาด มันไม่ส่งผลดี บิดเบือนกลไกตลาด อยู่ไม่ได้ยาว ๆ ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ยิ่งธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ดี ยิ่งโกงกันสนุก ต้องเลิกการอุดหนุน (subsidy) อยู่กับความจริง ไม่บิดเบือนราคา

เราคงนึกถึงนิทานต้มกบได้นะครับ ราคาน้ำมันนั้นก็แบบเดียวกัน เจ็บปวดเร็ว ปรับตัวเร็ว ไม่ใช่กบต้มในน้ำเย็นค่อย อุ่น ๆ จนเดือด แบบนั้นตาย แต่จับกบโยนลงหม้อน้ำร้อนเดือดจัด กบยังกระโดดหนีตายทันครับ

ศาสตราจารย์ ดร. ชวินทร์ ลีนะบรรจง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นอันพึงรับฟังยิ่งว่า

กลไกราคากับอำนาจนักการเมือง

การแทรกแซงราคาโดยอำนาจนักการเมืองไม่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับใครเลย

เงื่อนไขความสำเร็จของการแทรกแซง มิใช่จำนวน สส. หากแต่เป็น เงิน หรือ ปริมาณสินค้าที่ต้องมีเพื่อจะทำให้ราคาสินค้านั้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

ถ้าต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงก็ต้องเอาน้ำมันมาขายแบบ “ไม่อั้น” เพื่อแสดงให้ตลาดรู้ว่ามีน้ำมันพร้อมจะขายในราคาที่กำหนด หรือหากต้องการให้ขึ้นราคาก็ต้องมีเงินเพื่อรับซื้อน้ำมันแบบ “ไม่อั้น” ในราคาที่ต้องการกำหนดเช่นกัน นี่คือกลไกการแทรกแซงเพื่อกำหนดราคา หาใช่กฎหมายฉบับใดไม่

รัฐบาลนายก “หนู” มี เงิน หรือ น้ำมัน เป็นหน้าตักพร้อมจะสู้แบบ “ไม่อั้น” หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่ว่า “ไม่มี” ไม่ว่าเงินหรือปริมาณน้ำมัน แล้วจะไปแทรกแซงกำหนดราคาให้แตกต่างไปจากราคาตลาดไปได้อย่างไร?

อำนาจที่นักการเมืองมีคือ กฎหมาย จะเอาไปต่อกรบิดเบือนกลไกตลาดไปได้อย่างไร

++++++++++++++++++

นโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงที่ได้ผล

อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นลงเพราะธปท.ออกกฎระเบียบหรือเพราะกฏหมายฉบับใด หากแต่เพราะ ธปท. มีความสามารถในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินแต่เพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงรู้ว่าธปท. พร้อมที่จะอัด (ดูด) เงินเข้า (ออก) ในระบบเพื่อทำให้ดอกเบี้ยลด (เพิ่ม) หาใช่เพราะ ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยกฎ ระเบียบแต่อย่างใดไม่

++++++++++++++++++

นโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” ของนายก “ปู” ที่หนีโทษจำคุกเป็นตัวอย่างที่ดี ของ “ความล้มเหลว” จากการแทรกแซงโดยนักการเมืองที่มักอ้างประโยชน์ของประชาชน

หากความจำไม่สั้นรัฐบาลผลาญเงินไปหลายแสนล้านบาทจากการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการรับซื้อให้แพงเกินปกติ อ้างว่าช่วยชาวนา แต่กลับก่อหนี้ให้ประชาชนทุกคน รวมถึงคุกนายก “ปู” อีก ๕ ปีฐานปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล

++++++++++++++++++

ในยุคนายก “หนู” การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันโดยกองทุนน้ำมันกำลังจะซ้ำรอยนโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” หรือไม่? หนี้จากการแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลงก่อให้เกิดหนี้กับกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า ๕ หมื่นล้านบาทในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นหนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้น้ำมันโดยตรงต้องร่วมจ่าย

การเปลี่ยนผู้รับภาระโดยหันไปแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นแทนโดยอ้างว่ามีกำไรจาก “ค่าการกลั่น” มากเกินไป รัฐบาลจึงแทรกแซงกำหนดให้ “ค่าการกลั่น” ลดลงอีกประมาณ ๒ บาท “บังคับ” เอาโรงกลั่นมาเป็นจำเลย “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ในการนี้ด้วย

“ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ ไม่เชื่อไปดูในงบกำไรขาดดุลของแต่ละโรงกลั่นได้ว่าคิดกำไรขาดทุนอย่างไร มี“ค่าการกลั่น” เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ จะมีกำไรมากน้อยเพียงใดมันเป็นความผิดที่โรงกลั่นไม่ควรได้และต้องไปตามเก็บภาษี “ลาภลอย” คืนมาหรืออย่างไร?
ที่สำคัญ รัฐบาลนายก “หนู” ไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชนว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องนำเข้า เมื่อน้ำมันแพงมาตั้งแต่ต้นทางแต่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้เพราะรัฐให้เงินอุดหนุน แต่ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีเงิน การเปลี่ยนวิธีแทรกแซงราคาบังคับให้โรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบในราคาน้ำมันก็ไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนไป

อำนาจนักการเมืองคือการออกกฎหมาย แต่จะออกกฏหมายให้ขัดกับกลไกตลาดหาได้ไม่

ฝากให้ลองไปคิดใคร่ครวญกันดูนะครับ พี่น้องชาวไทย