xs
xsm
sm
md
lg

ถึงเวลารื้อโครงสร้างพลังงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



ผมเข้าใจนะครับวิกฤตพลังงานทำให้น้ำมันแพงจากสาเหตุการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้น ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก แต่ละประเทศก็มีวิธีการจัดงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนแบ่งเบาภาระด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ได้ยินว่าบางประเทศก็ให้ประชาชนใช้บริการรถสาธารณะฟรีเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว วิธีการและมาตรการที่ต่างออกมานี่แหละจะเป็นการวัดกึ๋นของผู้นำ 

แต่ในสังคมไทยสิ่งที่ภาคประชาชนต่อสู้มาโดยตลอดก็คือ เรื่องโครงสร้างพลังงาน ทำไมน้ำมันไทยต้องอิงราคาสิงคโปร์ เข้าใจว่าการมีแหล่งอ้างอิงมันเป็นเรื่องปกติ แต่คำถามคือเราปล่อยให้แหล่งอ้างอิงนั้นกลายเป็นตัวกำหนดทั้งหมด หรือเราจะใช้มันเป็นแค่ข้อมูลหนึ่ง สิ่งที่ภาครัฐไม่เคยตอบได้ก็คือ ทำไมเมื่ออิงราคาสิงคโปร์ทำไมต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเข้าไปในเนื้อน้ำมันเหมือนกับขนมาจากสิงคโปร์ ทั้งที่กลั่นในประเทศไทย ซึ่งทำให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยไม่มีอยู่จริง 

ผมไม่ได้มีปัญหากับคำว่า “ตลาด” และผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าน้ำมันเป็น commodity ที่เชื่อมกับโลก แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามมาตลอดคือ เราเอาคำว่า “ตลาดโลก” มาใช้อธิบายทุกอย่าง จนมันกลายเป็นข้อยุติว่าแตะไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แตะไม่ได้ แต่มันคือไม่เคยมีใครกล้าแตะมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องค่าการกลั่นที่มีผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ แต่กลับถูกปล่อยให้ลอยตามสูตรที่ประชาชนแทบไม่มีโอกาสเข้าใจว่ามันถูกคิดอย่างไร 

ถ้าจะเล่าแบบภาษาคนธรรมดาให้เห็นภาพ ค่าการกลั่นในระบบปัจจุบันมันไม่ได้ถูกคิดจากต้นทุนโรงกลั่นไทยตรงๆ แต่มันอิง “ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์” เป็นหลัก แล้วเอาราคานั้นมาลบกับราคาน้ำมันดิบที่โรงกลั่นซื้อมา เหลือเท่าไร นั่นแหละเรียกว่าค่าการกลั่น พูดง่ายๆ คือ โรงกลั่นไม่ได้ตั้งราคาขายเอง แต่ใช้ราคาตลาดภูมิภาคมาเป็นตัวตั้ง แล้วให้ส่วนต่างมันลอยไปตามตลาดโลก วันไหนดีเซลในตลาดโลกแพง ส่วนต่างก็จะกว้าง โรงกลั่นก็ได้เยอะ วันไหนราคาผลิตภัณฑ์ไม่ขึ้นตามน้ำมันดิบ ส่วนต่างก็จะแคบ 

ปัญหาคือ เราเอาวิธีคิดแบบนี้มาใช้กับประเทศที่ “มีกำลังกลั่นเอง” และใช้ตลาดในประเทศเป็นฐาน แต่กลับอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบเต็มรูป แถมยังบวกองค์ประกอบบางอย่างที่ในทางปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งหรือค่าประกันในระดับเดียวกับการนำเข้า ทั้งที่น้ำมันจำนวนมากกลั่นในประเทศเอง สุดท้ายมันจึงเกิดสิ่งที่ผมเรียกว่า “ต้นทุนสมมติ” คือราคาที่คนไทยจ่าย ไม่ได้สะท้อนแค่ต้นทุนจริง แต่สะท้อนสูตรที่ผูกกับตลาดภายนอกด้วย 

และเมื่อระบบเป็นแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ค่าการกลั่นจะ “เหวี่ยงแรง” ตามตลาดโลกทันที จากระดับปกติประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร อาจขึ้นไป 6–7 บาท หรือบางช่วงขึ้นไปถึงหลักสิบบาทต่อลิตรได้ ซึ่งในมุมของตลาดอาจอธิบายได้ แต่ในมุมของคนใช้พลังงาน มันคือคำถามง่ายๆ ว่า แล้วมันควรมีขอบเขตไหม หรือปล่อยให้ลอยแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ผมจึงยืนอยู่ในจุดว่า ค่าการกลั่นควรมี “สูตรที่ชัดเจน” หรืออย่างน้อยต้องมี “กรอบ” ที่สังคมเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกำไรเป็นบาทต่อลิตร เช่น 2 บาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากต้นทุนจริง เพื่อให้โรงกลั่นอยู่ได้โดยไม่ขาดทุนในช่วงขาลง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเก็บกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตได้ แนวคิดนี้ไม่ได้ปฏิเสธตลาด แต่เป็นการ “ใส่กรอบให้ตลาด” ไม่ใช่ปล่อยให้มันลอยโดยไม่มีขอบเขต 

และถ้าจะพูดให้ตรง ผมไม่ได้คิดแบบนี้คนเดียว แนวคิดของ รสนา โตสิตระกูล ก็ชี้ประเด็นนี้มานานแล้วว่า ค่าการกลั่นที่พุ่งสูงหลายเท่าในช่วงวิกฤต ไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นลาภลอยของโรงกลั่น ในขณะที่ประชาชนต้องจ่ายราคาน้ำมันแพงขึ้น เธอเสนอชัดเจนให้มีการกำหนดเพดาน เช่น 2 บาทต่อลิตร แล้วนำส่วนเกินกลับมาใช้ในระบบเพื่อลดภาระของประชาชน ซึ่งในแก่นของแนวคิดนี้ มันไม่ใช่การทำลายตลาด แต่คือการตั้งคำถามกับตลาดที่ไม่มีกรอบ 

พูดง่ายก็คือ ถ้าน้ำมันตลาดโลกราคาแพง โรงกลั่นก็ยิ่งจะมีกำไรลาภลอยที่มีการเรียกร้องให้เก็บภาษี เข้าใจนะครับว่าโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ต้องมีกำไร แต่กำไรที่พุ่งเกินเหตุจากโครงสร้างราคาต่างหากที่รสนามองว่าเป็นลาภลอย และควรถูกดึงกลับมาแบ่งภาระประชาชน ไม่ใช่ปล่อยกำไรให้ไหลไปที่โรงกลั่นอย่างเดียว 

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือการขยับของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานคนใหม่ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าเริ่มไม่ยอมรับสูตรเดิมแบบอัตโนมัติอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับโรงกลั่น การทบทวนค่าการกลั่น หรือแม้แต่การประกาศชัดว่า หากไม่ให้ความร่วมมือ รัฐพร้อมใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นลงทันที นี่ไม่ใช่แค่การพูดเชิงนโยบาย แต่คือการบอกว่า รัฐมีเครื่องมือ “คุมทั้งระบบ” อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยถูกใช้จริง 

กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐเข้าไปกำกับได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การจำหน่าย การนำเข้า หรือแม้แต่การกำหนดราคาในภาวะวิกฤต ซึ่งหมายความว่า ถ้ารัฐจะทำจริง มันสามารถออกแบบระบบใหม่ได้ ไม่ใช่แค่ขอความร่วมมือแบบที่ผ่านมา และนี่คือจุดที่ผมเห็นด้วย เพราะถ้าเรายอมรับว่าพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เราก็ต้องยอมรับด้วยว่ารัฐมีบทบาทในการกำหนดกรอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างลอยตามตลาดอย่างเดียว 

แน่นอนว่าการเดินมาทางนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโครงสร้างพลังงานไทยไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยกลุ่มทุนที่มีอำนาจสูง และมีอิทธิพลต่อนักการเมืองและผู้มีอำนาจทางการเมือง การที่รัฐจะเข้าไปแตะ margin จริงๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่องอำนาจทางการเมืองโดยตรง และนี่คือจุดที่ผมหวังว่า การขยับครั้งนี้จะไม่ถูกทำให้เบาลงหรือหยุดกลางทางเหมือนที่ผ่านมา 

ผมจึงสนับสนุนแนวทางนี้ในฐานะ “จุดเริ่มต้น” แต่ก็มีความคาดหวังชัดเจนว่า มันต้องไปให้ถึงการเปลี่ยนโครงสร้างจริง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะทุกวันนี้เรายังใช้วิธีเดิมคือ ปล่อยให้กำไรลอย แล้วเอากองทุนไปอุด ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเงินของประชาชนอยู่ดี ไม่ว่าจะจ่ายวันนี้หรือจ่ายในอนาคต  

สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่มันคือคำถามว่า เราจะยอมให้ราคาพลังงานของประเทศถูกกำหนดโดยสูตรที่ไม่มีใครกล้าแตะต่อไป หรือเราจะเริ่มออกแบบมันใหม่ให้สมดุลขึ้น ก็ต้องรอดูว่าเอกนัฏจะเป็นของจริงไหม  

ผมไม่ได้ปฏิเสธตลาด แต่ผมปฏิเสธการใช้คำว่าตลาดมาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร และถ้าวันนี้มีทั้งคนที่ตั้งคำถาม และคนที่เริ่มลงมือทำแล้ว สิ่งที่สังคมควรทำคือช่วยกันผลักให้มันไปถึงจุดที่เปลี่ยนแปลงได้จริง โดยไม่ถูกขัดขวางจากทุนพลังงานที่มีอำนาจเหนือการเมืองเหมือนที่เราเห็นกันมาตลอด 

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan