“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
หลายเรื่อง หลายสิ่ง เกิดและไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อคราครั้ง น้าชาติ-พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี
“กลุ่มที่ปรึกษานายกฯ น้าชาติ” มีสำนักงานอยู่ที่ “บ้านพิษณุโลก” นำโดยลูกชายน้าชาติวัย 41 ปี อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กับเพื่อนๆ เป็นทีมงาน รัฐบาลน้าชาติ ดำรงอยู่เพียง 2 ปี 7 เดือน ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างมากมาย ทั้งเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศ ก็ถูก กลุ่มทหาร รสช. ทำรัฐประหารโค่นล้มลง
ยุครัฐบาลน้าชาติ เป็นช่วงหลังสนามรบในอินโดจีน ทั้ง ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม ถูกชาติมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมจากฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาเข้ารุกรานยึดครอง ประชาชนผู้รักชาติทั้งสามชาติ ได้ลุกขึ้นต่อสู้อย่างห้าวหาญ ชนิดไม่กลัวตาย ไม่กลัวความยากลำบาก จนสามารถขับไล่ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา “ยกธงขาว” เผ่นแน่บหนีตายออกจากดินแดนอินโดจีนอย่างไม่เป็นท่า..
นั่นทำให้รัฐบาลน้าชาติและทีมที่ปรึกษา ซึ่งใช้บ้านพิษณุโลกเป็นที่ทำงาน ได้ผุดนโยบายอินโดจีนอันลือลั่น “เปลี่ยนสนามรบอินโดจีนเป็นสนามการค้า” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากมาย มิใช่นโยบายหาเสียงที่โกหกหลอกลวงด้วยลมปาก ดังนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้วาทกรรมตอแหลโกหกประชาชนกันอย่างหน้าด้านๆ มาตลอด
น้าชาติเดินหน้าเต็มสปีดออกหาเงินสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรก เชื่อมชาติไทยจากหนองคายสู่ชาติลาวที่นครหลวงเวียงจันทน์ โดยนายกฯ น้าชาติได้ดึงประเทศออสเตรเลียมาสนับสนุนด้านการเงิน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกจนสำเร็จ
สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งนี้ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2531 สร้างเสร็จในเดือนเมษายน 2537 และทำพิธีเปิดสะพานไทย-ลาวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537
สำนักงานเลขาฯ น้าชาติ ทราบมาว่า ในวันทำพิธีเปิดสะพานไทย-ลาว รัฐบาลใหม่และ นายกฯ ใหม่ ที่มิใช่ น้าชาติ (รัฐบาลน้าชาติถูกทหาร รสช. ทำรัฐประหารโค่นล้มไปแล้ว) ใจคอคับแคบ ไม่คิดจะเชิญน้าชาติมาร่วมพิธีเปิดสะพาน ทั้งๆ ที่สะพานแห่งนี้ น้าชาติเป็นคนริเริ่มและหาเงินสร้างสะพานแห่งนี้จนสำเร็จ
พี่โต้งได้เรียกประชุมสำนักเลขาฯ น้าชาติทันที ด้วยวาระด่วนว่า.. “น้าชาติจะกำหนดท่าทีเช่นไร?”
เรื่องนี้คนในสำนักเลขาฯ น้าชาติเห็นตรงกันอย่างเป็นเอกภาพว่า..
เมื่อนายกฯ ไทยใจแคบ ไม่เชิญน้าชาติไปร่วมงานเปิดสะพานไทย-ลาวแบบนี้ ในวันประกอบพิธี ถ้าน้าชาติเดินมาจากทางฝั่งลาวพร้อมนายกฯ ลาว นายกฯ ไทยใจแคบจะทำหน้าอย่างไร? เพราะทางลาวนั้นยังคงรักใคร่ชอบพอ และให้ความเคารพน้าชาติตลอดมา และทางลาวรู้ดีว่า ใครคือคนทำให้สะพานไทย-ลาวแห่งนี้สำเร็จ
งานนี้น้าชาติกับพี่โต้งเห็นด้วยทั้งคู่ และให้ทางสำนักเลขาฯ ดำเนินการประสานในเรื่องนี้โดยตรงกับคนในรัฐบาลลาวทันที ใช้เวลาไม่นาน.. คนของรัฐบาลลาวก็ได้ประสานงานกลับมาว่า....
“รัฐบาลลาวขอเชิญอดีตนายกฯ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ มาร่วมเป็นเกียรติการเปิดสะพานไทย-ลาว!”
สำนักเลขาฯ น้าชาติ ได้กระจายข่าวนี้ไปยังกลุ่มสื่อมวลชนไทยอย่างกว้างขวาง และยังได้ส่งตรงไปยังคนสนิทของ “นายกฯ ไทยใจแคบคนนั้น” ด้วย..
ได้ผลครับ! เพราะ “นายกฯ ไทยใจแคบคนนั้น” ได้ประสานกลับมายังสำนักเลขาฯ น้าชาติ ในวินาทีเกือบสุดท้ายก่อนวันเปิดสะพานไทย-ลาวอย่างเป็นทางการ สรุปเนื้อความในเอกสารว่า..
“กราบเรียนเชิญอดีตนายกฯ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ มาร่วมพิธีเปิดสะพานไทย-ลาว!”
อีกเรื่องที่ น้าชาติ ทำสำเร็จก็คือ การสร้างสะพานไทย-ญี่ปุ่น เป็นสะพานยกระดับบนถนนพระรามที่สี่ เริ่มจากบริเวณสะพานเหลือง ข้ามสี่แยกสามย่าน สี่แยกอังรีดูนังต์ และสี่แยกศาลาแดง
เรื่องนี้น้าชาติได้เล่าให้คนในสำนักเลขาฯ ฟังว่า..
ในการไปเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง น้าชาติได้พูดคุยกับนายกฯ ญี่ปุ่น อย่างเป็นกันเอง ขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนทางการเงินในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ ซึ่งนายกฯ ญี่ปุ่นได้ถามน้าชาติว่า
“ทำไมญี่ปุ่นจึงต้องให้เงินสร้างสะพานลอยฟ้าที่ตรงนั้นด้วยล่ะ นายกฯ ชาติชาย?”
เมื่อเล่าถึงตอนนี้ น้าชาติ พูดพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากว่า ได้ตอบนายกฯ ญี่ปุ่นไปว่า..
“ท่านนายกฯ ครับ คนไทยน่ะชอบซื้อรถญี่ปุ่นใช้กัน ถนนแถวนั้นจึงมีรถญี่ปุ่นติดกันเยอะมาก ถ้าทางญี่ปุ่นช่วยสร้างสะพานลอยหรือถนนลอยฟ้าตรงนั้น จะช่วยผ่อนคลายเรื่องรถติดได้มาก คนไทยก็จะได้ซื้อรถญี่ปุ่นใช้เพิ่มขึ้นไงล่ะท่านนายกฯ”
นั่นคือข้ออ้างที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการดึงเงินญี่ปุ่นมาช่วยผ่อนคลายรถติด ด้วยทางยกระดับจาก สะพานเหลืองวิ่งยาวมาจนถึงสวนลุม กันเลยครับ!
ผลงานของรัฐบาล น้าชาติอีกหนึ่งเรื่อง คือการเปลี่ยนอดีตที่ทำการของ กรมอุตุนิยมวิทยา บนถนนสุขุมวิทให้เป็นพื้นที่สาธารณะ
ที่ดินผืนงามแห่งนี้ มีนักพัฒนาที่ดินจับจ้องตาเป็นมัน.. แต่แทนที่จะปล่อยให้ที่ทำเลทองนี้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของนายทุนใหญ่ น้าชาติกับพี่โต้ง ได้ร่วมกันผลักดันพื้นที่ 29 ไร่ แปรเปลี่ยนเป็น อุทยานเบญจสิริ! เป็นปอดของคนกรุง เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ
ในการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ผมร่วมเดินทางไปหาเสียงกับ น้าชาติและคณะ ด้วยเครื่องบินส่วนตัวของ “เจ้าสัวจัสมิน” ผู้ที่ น้าชาติสนิทสนมและให้การสนับสนุนจนเติบโตทางธุรกิจ
เจ้าสัวผู้นี้เป็นวิศวกร ธุรกิจของเขาได้งานใหญ่บิ๊กเบิ้มแบบ “ส้มหล่น” จากการที่ “ซีพี” ประมูลได้งานด้านสื่อฯ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่วันเซ็นสัญญา “ซีพี” เลือกเซ็นสัญญาเพียงแค่สื่อเมืองกรุงเท่านั้น ส่วนงานสื่อทางต่างจังหวัด “ซีพี” ยังไม่เซ็น เพราะ “เจ้าสัวซีพี” เชื่อมั่นในการ “ดูดวงของซินแส” ที่บอกว่า “ควรรอเวลาเซ็นสัญญาสื่อโทรคมนาคมในต่างจังหวัดออกไปอีกช่วงหนึ่ง”
การพลาดทางธุรกิจครั้งใหญ่หลวงนี้ เพราะ “ซินแสจับยามสามตา” ไม่รู้ว่าจะเกิดการรัฐประหารโค่นรัฐบาลน้าชาติโดย “รสช.” ที่จะได้ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”* อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกฯ แทนน้าชาติ!
ธุรกิจสื่อโทรคมนาคมในต่างจังหวัด ที่ “ซีพี” ตั้งท่าจะเซ็นสัญญา เป็นอันต้องพับไป เพราะรัฐบาลนายกฯ อานันท์ ปันยาชุน ได้เซ็นสัญญากับ “จัสมิน”
เรื่องการเมืองกับ “ดวง” นั้น ทำให้ผมนึกถึงการชุมนุมครั้งหนึ่งของฝ่ายประชาชน ที่นำโดย “ผู้นำนักศึกษาคนหนึ่ง” ซึ่งเป็นเพื่อนผม.. ทว่าผู้นำมวลชนตัวจริง เสียงจริงในการชุมนุมครั้งนั้น กลับเป็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ “คนทรง” และเขาเป็น “ผู้นำตัวจริงที่ไม่สันทัดทางการเมือง”!
ในการชุมนุมต่อสู้ยืดเยื้อครั้งนั้น จึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ครับ! ส่วนเพื่อนผมคนนั้น เส้นทางการเมืองในภายหลังของเขาได้ไปไกลเลยครับ.. เขาเข้าสังกัดพรรค “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” ได้เป็น สส. และเติบโตทางการเมือง จนได้เป็นถึง รัฐมนตรีกระทรวงใหญ่แถวนนทบุรี ด้วยครับ!
มีเรื่องที่ “ควรได้เกิด” ในยุคนายกฯ น้าชาติ เป็นเรื่องที่จะทำให้ชาวนาอยู่ดีกินดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ ทำให้พี่โต้งและผมเสียใจมากๆ มาจนทุกวันนี้ นั่นคือ การตั้ง “สหกรณ์การผลิตและขายข้าวหอมมะลิ”
โครงการนี้ น้าชาติ ได้ประสานกับทางการจีนเป็นที่เรียบร้อย จีนพร้อมสนับสนุนและรับซื้อ “ข้าวหอมมะลิทุกเมล็ด” ในราคาท้องตลาด แต่โครงการนี้ไม่สำเร็จก็เพราะ“นักการเมือง” แทบทุกแห่งในภาคอีสาน อยากให้น้าชาติสนับสนุนตั้ง “สหกรณ์ผลิตและขายข้าวหอมมะลิ” ในพื้นที่ของตน โดยไม่สนใจว่า สภาพพื้นที่และคุณภาพดินเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิหรือไม่!
น้าชาติ รู้ว่า.. ถ้าขืนเอาใจ “นักการเมือง” ด้วยการตั้ง “สหกรณ์ผู้ผลิตและขายข้าวหอมมะลิ” แบบส่งเดช โดยไม่ดูความเหมาะสม! ไม่นานอนาคต “ข้าวหอมมะลิ” หนีไม่พ้นจะต้องเสียหาย และเสียชื่อเสียงชาติไทยอย่างมหาศาลแน่นอน!
นี่แหละครับ คุณภาพและความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองไทย ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลำบากยากจนไร้อนาคต.. เฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยที่ยังคงไร้อนาคต เพราะมีนักการเมืองสารเลวแบบนี้..


