หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
เมื่อวันก่อน อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาขอโทษประชาชน จากความปั่นป่วนในการบริหารวิกฤตพลังงาน จนประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า หลังจากก่อนหน้านี้ออกมาโทษว่า ประชาชนกักตุนน้ำมัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่คำถามคือ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ต้องพึ่งพาน้ำมัน หากเขามีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลว่า จะมีน้ำมันใช้เพียงพอไปอีก 100 วัน เขาจะเกิดความตระหนกไหม ก็ไม่หรอก แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาไม่เชื่อ เพราะปั๊มน้ำมันหลายปั๊มพากันปิด จนกระทั่งรัฐบาลประกาศขึ้นราคา 6 บาททุกชนิดแบบลักหลับ เพราะเป็นเวลาที่หลายคนเข้านอนแล้ว ตื่นมาพบความจริงตอนเช้า
แล้วเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคา 6 บาท วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ปั๊มปิด ไม่มีน้ำมันเติม กลับดีขึ้น ปั๊มมีน้ำมันขายทันที อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ประชาชนเชื่อว่า มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันได้อย่างไร
ที่สำคัญ คำถามใหญ่ที่คนเขาถาม อนุทิน ชาญวีรกูล ก็คือ ทำไมแต่งตั้งพ่อค้าน้ำมันอย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ มาบริหารวิกฤตพลังงาน จะบอกว่าเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือ แล้วอย่างนั้น อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งทำธุรกิจน้ำมันมาตลอดชีวิต แถมเป็นรัฐมนตรีพลังงานด้วย ไม่มีความเชี่ยวชาญมากไปกว่านายพิพัฒน์หรือ หรือเพราะนายพิพัฒน์เป็นคนสายตรงของพรรคภูมิใจไทย เป็นนายทุนของพรรค ที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้ พรรคภูมิใจไทยใช้เงินไปไม่น้อย
อนุทินจะแกล้งซื่อบื้อว่า วันนี้พิพัฒน์ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ PTG Energy แล้ว เหมือนกับที่อนุทินบอกเราว่า วันนี้เขาไม่เกี่ยวอะไรกับชิโน-ไทย ที่มักจะได้งานภาครัฐ ผมขำมากที่บอกว่า ต้องประกาศขึ้นราคา 6 บาทตอนดึก เพราะไม่ต้องการให้พ่อค้าน้ำมันรู้ตัว ก็เพราะมีพ่อค้าน้ำมันนั่งอยู่หัวโต๊ะอยู่นั่นไง
วันก่อนเห็นพิพัฒน์ไปออกรายการกับ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา แกบอกว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะลดภาษีสรรพสามิต เพราะเป็นการสร้างภาระให้รัฐเก็บภาษีไม่เข้าเป้า แต่ให้ใช้กองทุนน้ำมัน กรณ์ จาติกวณิช และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ไปออกรายการด้วย ก็ถามว่า อย่างนี้ก็โยนภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว เพราะกองทุนน้ำมันก็คือเงินที่บวกเพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับภาระไปส่วนหนึ่ง แล้วให้โรงกลั่นรับภาระไปส่วนหนึ่ง คือ ลดกำไรลง แต่พิพัฒน์บอกว่า เป็นความคิดของแกที่จะโยนภาระนี้ให้ประชาชน
อนุทิน ซึ่งควรจะรับผิดชอบด้วยตัวเอง กลับโยนให้นายพิพัฒน์เข้ามาเป็นโต้โผแก้ไขวิกฤต ซึ่งก็เป็นสไตล์ของอนุทิน ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ก็ลงไปผัดข้าว แล้วบอกชาวบ้านว่าจะรับมือได้ สุดท้ายโยนความรับผิดชอบให้ ธรรมนัส พรหมเผ่า ส่วนชาวบ้านเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะเชื่อใจรัฐบาล
อนุทินเป็นคนชิล ๆ เขาชอบทำตัวง่าย ๆ ไปนั่งกินข้าวข้างถนน เมื่อประชาชนเจอวิกฤตพลังงาน เขาก็ทำให้ประชาชนเห็นด้วยการซื้อรถ EV มาใช้ ให้เห็นว่านี่ไง วิธีแก้ปัญหาน้ำมันแพง ก็ใช้รถไฟฟ้าสิ ไม่เห็นยากเย็นอะไรเลย วันก่อนก็ทำตัวง่าย ๆ เช่ารถไปตระเวนเช็กปั๊มน้ำมันว่า มีน้ำมันขายไหม แต่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ไม่รู้เหมือนกันว่า ได้ทำงานนั่งโต๊ะบ้างหรือเปล่า เพราะเห็นเกาะติดอนุทินเป็นตุ๊กแก แถมยังมีข้าราชการ ช่างภาพตามไปสำรวจกับอนุทินเป็นพรวน ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นของจริง หรือเตรียมการไว้
ตอนนี้ก็มีข้อถกเถียงกันว่า ทำไมน้ำมันไทยต้องอิงราคาสิงคโปร์ แล้วคิดราคาน้ำมันที่กลั่นในประเทศเท่าราคาสิงคโปร์ แล้วบวกค่าขนส่ง และค่าประกันความเสี่ยงเข้าไปด้วย
ซึ่งตรงกับความเห็นของ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงานจาก TDRI ที่ระบุว่า ข้อเสนอสำคัญคือการทบทวน “ราคาหน้าโรงกลั่น” ของไทย ซึ่งปัจจุบันอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของประเทศ เนื่องจากมีการรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัย หากสามารถปรับมาใช้ต้นทุนจริงของไทย จะช่วยให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง และถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในเชิงระบบไปพร้อมกัน
แต่ถ้าเราติดตามตอนนี้ จะเห็นว่ามีสื่อหลายแขนง หรือบุคคลจำนวนมาก ออกมาโพสต์ข้อความว่า น้ำมันไทยจำเป็นต้องอิงราคาสิงคโปร์ หรือใคร ๆ เขาก็อิงกัน เหมือนกับ “มีงาน” ฟังดูเหมือนเป็นข้อสรุปที่เถียงไม่ได้ เป็นเหมือนกฎธรรมชาติของโลกพลังงาน แต่พอแยกชิ้นส่วนออกมาดูจริง ๆ จะเห็นว่ามันมีการ “สลับเรื่อง” อยู่เงียบ ๆ ระหว่างคำว่า “อิงราคาเพื่อซื้อขาย” กับ “เอามาตั้งเป็นราคาที่คนทั้งประเทศต้องจ่าย”
ต้องแยกให้ออกก่อนว่า ราคาสิงคโปร์ หรือ MOPS มันคืออะไร มันคือราคากลางของตลาดซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาค ใช้กันในหมู่โรงกลั่น เทรดเดอร์ บริษัทน้ำมัน เพื่ออ้างอิงเวลาซื้อขายหรือบริหารความเสี่ยง อันนี้ถูก ไม่มีปัญหา เหมือนโลกการเงินที่ต้องมี benchmark เอาไว้ยึด แต่ปัญหามันเริ่มตอนที่ benchmark นี้ ถูกยกระดับขึ้นมาเป็น “ราคาขายจริง” โดยแทบไม่ถูกตั้งคำถาม
เพราะถ้าบอกว่า เราต้องอิงสิงคโปร์เพราะต้นทุนผันผวน นั่นคือมุมของธุรกิจ แต่คำถามของผมไม่เคยอยู่ตรงนั้น ผมถามง่าย ๆ ว่า ในเมื่อเรามีโรงกลั่นอยู่ในประเทศ น้ำมันจำนวนมากถูกกลั่นในไทย ทำไมราคาที่คนไทยจ่าย ถึงถูกคิดเหมือนกับว่าเราต้อง “นำเข้า” จากตลาดสิงคโปร์ ทั้งค่าขนส่ง ทั้งค่าประกัน ทั้ง premium ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดการค้า
พูดให้ชัดกว่านั้นคือ เรากำลังเอา “ราคาของการซื้อขายระหว่างประเทศ” มาตั้งเป็น “ราคาของการใช้ในประเทศ” ทั้งที่เงื่อนไขจริงมันไม่เหมือนกันเลย
เวลามีคนบอกว่า ถ้าไม่อิงจะเกิด arbitrage น้ำมันจะไหลออกบ้าง ไหลเข้าบ้าง ระบบจะพัง ฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงคือ สิ่งพวกนี้คือเรื่องปกติที่รัฐทั่วโลกจัดการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษี โควตา ใบอนุญาต การควบคุมสต๊อก ไม่มีประเทศไหนปล่อยให้ตลาดทำงานแบบไร้กรอบ 100% โดยเฉพาะกับสินค้าอย่างพลังงานที่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ
อีกประโยคที่ถูกพูดซ้ำ ๆ คือ “ประเทศอื่นก็อิงเหมือนกัน” อันนี้จริง แต่จริงไม่หมด เพราะเขาอิงตอนซื้อขาย ไม่ได้ปล่อยให้ราคาหน้าปั๊มสะท้อนแบบดิบ ๆ เหมือนกันทุกประเทศ บางประเทศอุดหนุน บางประเทศลดภาษี บางประเทศคุมโครงสร้างราคา เพื่อไม่ให้ความผันผวนของตลาดโลกกระแทกประชาชนเต็มแรง
แปลว่า benchmark เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ราคาที่คนจ่ายจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และมันเป็นเรื่องของ “การเลือก”
คำถามที่ผมอยากโยนกลับจึงไม่ใช่ว่า เราควรอิงสิงคโปร์หรือไม่ เพราะในโลกที่เชื่อมกันแบบนี้ การมี reference มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่คำถามคือ เราจะปล่อยให้ reference นั้น กลายเป็น “ตัวกำหนดทั้งหมด” หรือเราจะใช้มันเป็นแค่ “ข้อมูลหนึ่งในสมการ”
เพราะทันทีที่เรายอมรับว่า ราคาสิงคโปร์คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เราก็กำลังยอมรับไปพร้อมกันว่า คนไทยต้องจ่ายค่าขนส่งที่ไม่ได้ขน ค่าประกันความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดในประเทศนี้ และความผันผวนจากตลาดที่เราไม่ได้เป็นคนตั้งเกม
สุดท้ายแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิงคโปร์เลย สิงคโปร์ก็ทำหน้าที่ของมันในฐานะตลาด แต่ปัญหาคือ เราเลือกเอาตลาดนั้นมาเป็นคนตั้งราคาค่าครองชีพให้ตัวเอง แล้วก็อธิบายมันว่าเป็น “กลไกที่จำเป็น”
คำถามมันเลยเหลือแค่ว่า เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า “จำเป็น” ต่อไป หรือจะเริ่มยอมรับว่ามันคือ “สิ่งที่เราเลือกจะเป็น” มากกว่า
แต่ดูเหมือนเรื่องอิงราคาสิงคโปร์ เป็นสิ่งที่กลุ่มทุนพลังงานสู้หัวชนฝา หน่วยงานของรัฐด้านพลังงานก็เช่นเดียวกัน เสียงของภาคประชาชนและนักวิชาการด้านพลังงานจึงไม่มีความหมายเลย
ผมเข้าใจนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสงครามที่ทุกประเทศรับวิกฤตพลังงานเหมือนๆกันหมด ตอนนี้ฝ่ายที่แบกรัฐบาลก็ต้องบอกว่า ต้องไปโทษโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นต้นเหตุในการโจมตีอิหร่าน แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลอยู่ดีว่าจะคลี่คลายวิกฤตให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุดอย่างไรบ้าง
ถามว่า เราสามารถฝากความหวังไว้กับอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ไหม ตอบได้เลยว่า โดยบุคลิกนิสัย และการทำงานของอนุทินแล้ว คงจะฝากความหวังอะไรไว้ได้ยาก เพราะว่าไปแล้ว อนุทินเพียงแต่สวมบทบาทแสดงเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ก็คงเล่นไปตามบทที่ “ผู้กำกับ” คนที่เรารู้กันเขียนบทให้เล่นเท่านั้นเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan


