xs
xsm
sm
md
lg

จาก“Israel First”ถึง“America Dead Again”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท



ไม่ว่าจะยืดเวลาออกไป 48 ชั่วโมง 5 วัน 5 คืน หรือ 10 วัน 10 คืนก็แล้วแต่...สำหรับ “คำขู่” ของ “ทรัมป์บ้า”ที่กะจะโจมตีโรงงานไฟฟ้า ระบบอุตสาหกรรม และสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของอิหร่าน ถ้าหากไม่ยอมทำตามคำสั่ง คำบงการของอเมริกา แต่ระหว่างขู่ไป-ขู่มาในลักษณะที่ว่านี้ ทั้งโรงงานไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานผลิตน้ำจืดของอิหร่าน ฯลฯ ต่างก็ถูกบอมม์ม์ม์ ถูกถล่ม ชนิดแทบราบเป็นหน้ากลองไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว!!! 

โดยผู้ที่ฉวยจังหวะถล่มแบบไม่จำเป็นต้องเสียเวลาขู่ หรือไม่ต้องยืดไป-ยืดมา ว่าจะกี่ชั่วโมงหรือกี่วันก็ตามที ก็คงไม่ใช่ใครที่หนวย??? นอกเสียจากพันธมิตรอันศักดิ์ของอเมริกา นั่นคือ...คุณปู่อิสราเอลผู้นี้นี่เอง!!!ส่งผลให้ผู้ที่ถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ แบบ 2 รุม 1 อย่างอิหร่าน เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องตอบโต้-เอาคืน การถล่มโรงงานแก๊ส โรงงานเหล็ก-อะลูมิเนียม โรงงานเคมี และโดยเฉพาะโรงงานผลิตน้ำจืด ฯลฯ ไม่ว่าจะในอิสราเอลหรือในบรรดาประเทศอ่าวที่เป็นฐานรองรับ เป็นแหล่งอำนวยความสะดวกให้กับการโจมตีอิหร่านของอเมริกา เลยมีอันต้องถูกบอมม์ม์ม์ ถูกบึ้มม์ม์ม์ ตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้...

นั่นยังไม่ต้องคิดถึงการบุก-ไม่บุก เกาะฆอร์ก หรือคาร์ก (Kharg Island) ยึดเกาะโน่น เกาะนี่ หรือถึงกับคิดบุกเข้าไปภายในดินแดนอิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบ “Hormuz” หรือเพื่อควานหายูเรเนียม 400 กิโลกรัม ที่ว่ากันว่าได้รับการเสริมสมรรถนะไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นสิ่งที่ไม่ต่างอะไรไปจากการ “ถมศพเพื่อเก็บศพ” หรือทำให้บรรดาทหารอเมริกันหนีไม่พ้นต้องใช้ “ธงชาติคลุมศพ” กันเป็นพันๆ หมื่นๆ ศพเอาเลยก็ไม่แน่ เพราะการตอบโต้ของอิหร่านตามที่ได้ป่าวประกาศไว้ก่อนล่วงหน้า ย่อมเป็นอะไรที่น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง ไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะการถล่มโรงงานผลิตน้ำจืด หรือ “Desalination Plant” ที่มีอยู่ราวๆ 3,400 โรงทั่วกลุ่มประเทศอ่าวด้วยการสกัดเกลือให้กลายมาเป็นน้ำดื่ม น้ำบริโภคได้ถึง 22 ล้านคิวบิกเมตรต่อวัน อาจต้องพังพินาศยับเยิน และส่งผลให้บรรดาชาวทะเลทรายทั้งหลาย ถ้าไม่อยากแห้งตาย ขาดน้ำตาย อาจต้องคลาน ต้องตะเกียกตะกาย ออกมาหาน้ำดื่ม น้ำกิน กันเป็นแสนๆ ล้านๆ ไม่ว่าจากประเทศยูเออี ที่ต้องพึ่งพาโรงงานดังกล่าวถึง 42 เปอร์เซ็นต์หรือประเทศกาตาร์ที่ต้องอาศัยน้ำประเภทนี้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ... 

นี่...น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพองขนาดไหน ก็ลองไปนึกภาพ ไปจินตนาการเอาเองก็แล้วกัน เพราะนั่นย่อมขึ้นอยู่กับ “ความบ้า” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ว่าจะบ้ามาก-บ้าน้อย หรือบ้าในลักษณะไหน? แต่ที่น่าสังเกตและน่าคิดสะกิดใจเอามากๆ ก็คงไม่ใช่แค่เรื่อง “ความบ้า” ของ “ทรัมป์บ้า” แต่เพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องว่าใคร??? คือผู้ที่กำลังลาก กำลังจูง “สุนัขบ้า” ตัวนี้ ให้ตรงดิ่งไปสู่การกัดใคร? ขย้ำใคร? และโดยคำตอบ...ก็คงหนีไม่พ้นไปจากผู้นำอิสราเอล อย่าง “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์-Benjamin Netanyahu” นั่นเอง!!! ที่ได้เปิดฉากโจมตีโรงงานไฟฟ้า สิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของอิหร่าน โดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยไปอีก 48 ชั่วโมง 5 วัน 5 คืน หรือ 10 วัน 10 คืนใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย อันถือเป็น “ข้อพิสูจน์” ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลัง “ความบ้า” ของ “ทรัมป์บ้า” ก็คือพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล ไม่ว่าจะโดยรู้เห็นเป็นใจ หรือไม่รู้เห็นเป็นใจกันมาโดยตลอดก็ตามที... 
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...มันได้สะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่า “Deep State” ในอเมริกานั้น คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากสิ่งที่เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ศาสตราจารย์ชาวอิหร่าน อย่าง “Dr.Mohammad Marandi” ท่านเรียกว่า “Epstein Regime” หรือ“ระบอบปกครองเอปสตีน” ที่อาศัยการใคร่เด็ก ค้าเด็ก เป็นเครื่องมือบีบบังคับใครต่อใคร หรือถ้าใช้คำพูด คำจา แบบที่คุณน้อง “Sen Says” บ้านเรา ท่านได้เรียบเรียงและประมวลข้อมูลต่างๆ แล้วนำมาถ่ายทอดไว้ใน“Facebook” ของตัวเองก็อาจเรียกว่า “ระบอบซาตาน”อะไรประมาณนั้น การลาก การจูง “สุนัขบ้า” อย่าง“ทรัมป์บ้า” ให้ไปกัดใคร ขย้ำใคร จึงก่อให้เกิดความน่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง อย่างหนักหน่วงรุนแรงยิ่งเข้าไปทุกที... 

คือไม่ใช่แค่ความฉิบหายวายวอด ความพังพินาศที่จะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ว่าประเทศอิหร่านที่ถูกถล่มแล้ว-ถล่มเล่าจนแทบไม่เหลือเศษซาก หรือประเทศที่ยอมเป็นฐานรองรับให้กับอเมริกาและอิสราเอล อย่างกลุ่มประเทศอ่าว ที่จะต้องถูกแก้แค้น-เอาคืนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ แต่กระทั่งประเทศที่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” หรือถูกลาก ถูกจูง โดยอาศัย“สุนัขบ้า” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอย่างอเมริกา ก็อาจถึงขั้นต้อง “ล่มสลาย” เอาง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เจอกับ “ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคาเลย 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปถึง 150 หรือ 200 ดอลลาร์สักเมื่อไหร่? ตอนไหน? ก็ยังมิอาจสรุปได้ นั่นยังไม่รวมไปถึง “โลกทั้งโลก” ที่อาจต้องกลายเป็นเถ้าถ่าน เป็นซากปรักหักพังไปตามความเป็นไปทางเศรษฐกิจที่มีแต่จะทรุดโทรม เสื่อมถอย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และอย่างเป็นการถาวรเอาเลยก็เป็นได้... 

ทั้งนั้น ทั้งนี้...ก็ด้วยเหตุเพราะพวก “Deep State”หรือพวก“Epstein Regime” ทั้งหลาย อันประกอบไปด้วยบรรดาชาวยิวที่มีอำนาจ บทบาท ไม่ว่าในรัฐบาลอเมริกันหรือรัฐบาลอิสราเอลก็ตามที ต่างก็ดูจะยึดมั่น ถือมั่น ต่างเชื่อถือ “คำทำนาย” ของศาสดาพยากรณ์ชาวยิวอย่าง“เศคาริยาห์” ที่ระบุเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่าถึงการผงาดขึ้นมา “ครองโลก” เป็น “ประมุขโลก” ของชนชาติที่พระเจ้าได้คัดสรรเอาไว้แล้ว อย่างชาวยิวทั้งหลายดังที่ได้บรรยายเอาไว้ว่า... “และอยู่มาบรรดาคนที่เหลืออยู่ในประชาชาติทั้งปวง ซึ่งยกขึ้นมาสู้รบกับเยรูซาเล็ม จะขึ้นไปนมัสการกษัตริย์(ชาวยิว)ปีแล้ว ปีเล่า คือพระเจ้าจอมโยธา ถ้าตระกูลใดในพื้นพิภพไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการพระเจ้าจอมโยธา ฝนจะไม่ตกเหนือเขาเหล่านั้นและจะบังเกิดภัยพิบัติซึ่งพระเจ้าทรงใช้โจมตีประชาชาติอื่นๆ ที่ไม่ขึ้นไปถือเทศกาลอยู่เพิง ฯลฯ...” 

ด้วยเหตุนี้...แม้ว่าจะต้องพังพินาศวอดวายกันไปทั่วทั้งโลก หรือแบบที่ “เศคาริยาห์” ได้สรุปไว้ในคำทำนายว่า “พระเจ้าตรัสว่า...ทั่วทั้งแผ่นดินจะต้องกำจัดเสียให้พินาศสองในสาม และเหลือไว้หนึ่งในสาม แล้วเราจะเอาหนึ่งในสามนี้ใส่ในไฟ ถลุงเขาเหมือนถลุงเงินและลองดูเขาเหมือนทดลองทองคำ” ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบรรดาพวก “Deep State” หรือพวก “Epstein Regime” แต่ละรายด้วยการลาก การจูง “สุนัขบ้า” ให้หันไปไล่กัดใครต่อใคร เพื่อตอบสนองต่อความเชื่อ หรือการยึดมั่น ถือมั่น ในลักษณะที่ว่า... 

และอันนี้นี่เอง...ที่อาจถือเป็นรากฐานของความเพียรพยายามที่จะทำให้ประเทศอิสราเอล ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร หรือทำให้เกิดแนวคิดที่เรียกกันว่า “The Greater Israel” ขึ้นมาในหมู่ชาวยิวที่มีบทบาท อำนาจในระดับโลกทั้งหลายจนสามารถชักนำให้บรรดา“จักรวรรดินิยม” ในแต่ละราย ไม่ว่าอังกฤษหรืออเมริกา ต้องกลายสภาพเป็น “เครื่องมือ” ของขบวนการ“Zionist” มาโดยตลอด หรือทำให้สิ่งที่เรียกว่า “The Greater Israel” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่อุดมการณ์ทางศาสนา เป็นความเพ้อ ความฝัน โดยปกติธรรมดา แต่นับวัน...จะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องอิงนิยายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภายใต้ผู้นำอิสราเอลที่ขึ้นมาครองอำนาจยืดเยื้อยาวนาน อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” การกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา ด้วยการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กันเห็นๆ การยึดครองเขตเวสต์แบงก์ด้วยการบุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานของชาวยิวไม่ต่ำกว่า 800,000 คน ความพยายามที่จะผนวกดินแดนภาคใต้เลบานอน ที่มีขนาดพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศให้กลายเป็น “เขตกันชน” ของอิสราเอล ตามที่รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลได้ป่าวประกาศเมื่อไม่กี่วันมานี้ การยึดครองที่ราบสูงโกลันของซีเรียและกำลังขยายขอบเขตให้กว้างขวางขึ้นไปอีก ฯลฯ ชักเริ่มทำให้ประเทศอิสราเอลค่อยๆ กลายเป็น “The Greater Israel” หรือเป็นดินแดนที่ใหญ่โตมโหฬาร นับจาก “ลุ่มแม่น้ำไนล์ไปจรดแม่น้ำยูเฟรติส” ดังที่พระผู้เป็นเจ้าของชาวยิวมอบให้ อันปรากฏเป็น “หลักฐาน” ใน “พระคัมภีร์ไบเบิล” อย่างที่ทูตอเมริกาประจำอิสราเอล “นายMike Huckabee” หยิบมาอ้างอิงเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของประเทศอิสราเอลในทุกวันนี้และในอนาคตนั่นเอง... 

สำหรับผู้ที่คิดว่าแนวคิดเรื่อง “The Greater Israel”เป็นแค่ทฤษฎีสมคบคิด หรือเป็นความเพ้อๆ ฝันๆ ไปตามเรื่อง ตามราว คงต้องขออนุญาตชี้แนะ เชิญชวน เอาไว้ ณ ที่นี้ ให้ลองคลิกไปที่ช่อง “YouTube” ไปฟังบทสนทนาระหว่าง “นายKevin Herton” เจ้าของรายการ “The Take” กับนักคิด นักเขียนและนักข่าว “Al-Jazeera” ที่อยู่ในแวดวงข่าวมาไม่น้อยกว่า 20 ปี อย่างคุณ “Nour Odeh” ว่าด้วยเรื่อง “What is the Greater Israel project” ที่อาจนำมาใช้เป็นแง่คิดสะกิดใจได้เป็นอย่างดี เพราะโดยเหตุโดยผลออกจะมี “น้ำหนัก” อยู่ไม่น้อย หรืออาจพอทำให้นึกภาพออก ว่าเหตุใดผู้ที่มีอำนาจ บทบาท อย่าง “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา ถึงต้องกลายสภาพเป็น“สุนัขบ้า” ของผู้นำอิสราเอลอย่าง “นายBenjamin Netanyahu” เอาง่ายๆ แม้ว่า “Israel First” อาจต้องนำมาซึ่ง “America Dead Again” ต้องถมศพ เก็บศพ หรือถึงขั้นต้องล่มสลาย ไม่ใช่ “America Great Again” ตามคำขวัญ ตามสโลแกนของ “ทรัมป์บ้า” ก็ตามที...